บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

เอาจริงมั๊ย เก็บภาษียักษ์ใหญ่ อีคอมเมิร์ซต่างด้าว

เอาจริงมั๊ย เก็บภาษียักษ์ใหญ่ อีคอมเมิร์ซต่างด้าว

                  เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนถ้ายังจำกันได้ดี มีข่าวที่น่าสนใจอยู่เรื่อง ที่อยากเอามาเล่าสู่กันฟัง คือเรื่องที่คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เตรียม ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มผู้ประกอบการธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ในต่างประเทศ หรือบรรดาผู้ประกอบการที่ค้าขายสินค้าแบบอีคอมเมิร์ซ หรือผ่านทางออนไลน์ที่ขายสินค้าให้กับคนไทย 

                  กลุ่มที่ว่ารวมไปถึง กูเกิ้ล อะเมซอน ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซเบอร์ต้นๆ ของโลก ที่จะต้องมาจดทะเบียนผู้ค้า หรือตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย เพื่อดึงรายได้เข้าประเทศเพิ่ม ก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งและเห็นด้วยกับการออกกฎหมายฉบับนี้ เพราะจะทำให้มีรายได้มหาศาลจากส่วนนี้เข้ารัฐเสียที หลังจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ บรรดาผู้ค้าออนไลน์จากต่างประเทศพาเหรดกันมาค้าขายในบ้านเรา แถมทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่กลับไม่เสียภาษีรายได้ในส่วนนี้ซักบาทให้กับรัฐบาลไทย ซึ่งจะว่าไปแล้วเราน่าจะเก็บภาษีในส่วนนี้มานานแล้วด้วย นี่ยังไม่รวมผู้ขาย ผู้ประกอบการสินค้าออนไลน์ในบ้านเรา ที่รัฐฯก็เตรียมเก็บในเร็วๆนี้อีก เพราะฉะนั้นหากกฎหมายมีผลบังคับใช้จริงเมื่อไหร่ ก็น่าจะส่งผลดีต่อรายได้ประเทศที่จะเพิ่มขึ้น  
                     โดยเฉพาะล่าสุดเมื่อดูจากตัวเลขผลสำรวจมูลค่าอีคอมเมิร์ซ จากสำนักงานพัฒนาการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ที่มีมูลค่าถึง 2.81 ล้านล้านบาท บอกเลยว่าหากเก็บภาษีในส่วนนี้ได้เป็นกอบเป็นกำ น่าจะช่วยเสริมรายได้ที่ขาดหายไปได้มาก เมือดูตัวเลขจัดเก็บภาษีในรอบ 9 เดือนปีงบฯ 61 (ต.ค.60-มิ.ย.61) ทั้งของกรมสรรพากร และสรรพสามิต ที่ต่ำกว่าเป้า โดยสรรพากร จัดเก็บรายได้รวม ต่ำเป้าไป 1.1 หมื่นล้าน ซึ่งมาจากการจัดเก็บ VAT ต่ำเป้าไม่ 3.3%  ขณะที่สรรพสามิต เก็บรายได้ต่ำเป้าไป 8.2 พันล้านบาท โดยภาษีเบียร์ น้ำมันฯ และภาษีสุราฯ ที่เป็นพระเอกมาแทบตลอด กลับเก็บได้ต่ำเป้ากันถ้วนหน้า 16.7% 4.8% และ 8.7% ตามลำดับ
                      การค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซในบ้านเราเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2559 หรือปี 2016 ตลาดอีคอมเมิร์ซ มีมูลค่าอยู่ที่ 2.56 ล้านล้านบาท และเพิ่มเป็น 2.81 ล้านล้านบาทในปี 2560 หรือเติบโต 8.76% และคาดว่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นแตะ 3 ล้านล้านบาทในปีนี้ เรียกว่าโตเฉลี่ยประมาณ 8% ดังนั้นหากสามารถดึงอีคอมเมิร์ซเข้าระบบการเสียภาษีอย่างถูกต้อง อาจทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 2 แสนล้านบาท นี่เป็นแค่ตัวเลขกลมๆ ที่คิดกันเล่นๆ ซึ่งจริงๆ แล้วขอแค่ครึ่งของรายได้จากการจัดเก็บจากฐานรายได้อีคอมเมิร์ซก็หรูแล้ว เพราะเงินจำนวนนี้รัฐบาลสามารถนำเงินมาบริหารประเทศได้อีกมากเลยทีเดียว
                     ขณะที่การเติบโตของอีคอมเมิร์ซนั้น เป็นสัดส่วนที่มาจากแบบ  B2B หรือแบบ Business-to-Businessหรือการขายสินค้าหรือบริการ ให้กับลูกค้าที่เป็นลูกค้าองค์กร มากที่สุด 59.56% และเป็นแบบ  B2C หรือ Business-to-Consumer ที่ก็คือการขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคทั่วไปรองลงมา โดยสัดส่วนของ B2C ในอนาคตน่าจะเพิ่มขึ้นอีกตามไลฟ์สไตล์ของคนไทย ที่หันมาซื้อสินค้าออนไลน์เพื่อความสะดวกสบายและแก้ปัญหาการเดินทางในปัจจุบันได้อีกด้วย ซึ่งตัวเลขนี้มีแต่ขึ้นกับขึ้นเท่านั้น 
                   โดยอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการใช้อีคอมเมิร์ซ สูงสุดตอนนี้ก็คืออุตสาหกรรมค้าปลีก ค้าส่ง รองลงมาก็คือ การให้บริการที่พัก ซึ่งปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง เรียกได้ว่าแอพพลิเคชั่น ที่ออกมาส่วนใหญ่ เป็นแอพฯ ที่ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในเรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น และยิ่งการเปลี่ยนผ่านการใช้ชีวิตประจำวันไปสู่ชีวิตดิจิทัล โดยการใช้อินเทอร์เน็ตทำกิจกรรมทางออนไลน์มากกว่าแบบเดิม โดยเฉพาะการส่งข้อความ 94.5% การจองโรงแรม 89.2% การจองซื้อตั๋วโดยสาร 87% การชำระค่าสินค้าและบริการ 82.8% และการดูหนัง/ฟังเพลง 78.5%
                     ดังนั้น พ.ร.บ. นี้ อาจออกมาได้ ออกมาจริงๆ รัฐบาลผ่านใช้ได้ ก็จะกลายเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงได้เลย เพราะเม็ดเงินมหาศาลอย่างที่บอกไปแต่แรกจะไหลเข้าคลังอีกมาก หลังจากปล่อยให้บรรดาผู้ค้าออนไลน์มีรายได้จากการขาย การบริการ มาเป็นกอบเป็นกำมานาน รัฐบาลก็ควรจะต้องหารายได้กลับคืนมาเป็นกอบเป็นกำด้วยเช่นกัน 
                    ทั้งหมดทั้งปวงก็อยู่ที่รัฐบาลจะร่างกฎหมายออกมาอย่างไร ให้ถูกใจผู้ประกอบการ ที่พร้อมจะยอมเสียภาษีด้วย เพราะล่าสุดรัฐบาลเองก็ยอมรับว่า หลายประเทศที่มีกฎหมายดังกล่าวแล้ว ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติที่ไม่สามารถบังคับผู้ประกอบการในต่างประเทศได้ เพราะฉะนั้นต้องเร่งหาแนวทาง หรือ วิธีการดำเนินการต่อไป อีกทั้งราคาสินค้าอาจแพงขึ้น หากมีการเก็บแวตจากผู้ค้าจริง







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh