บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

การเมืองรอบนี้กระทบตลาดหุ้นจำกัด

การเมืองรอบนี้กระทบตลาดหุ้นจำกัด

    เรียบร้อยไปแล้ว หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ (9 เสียง) รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปี และมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เสียง ให้ พล.อ.ประยุทธ์ หยุดปฎิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2565จนกว่า ศาลจะมีคำวินิจฉัย และล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็นั่งเป็นรักษาราชการแทนนายกฯ มีอำนาจ-หน้าที่ เท่าเทียมกับนายกรัฐมนตรีที่ทำหน้าที่ในภาวะปกติ รวมถึงอำนาจในการยุบสภาฯ

 

    ส่วนคณะรัฐมนตรี ก็ยังสามารถปฎิบัติหน้าที่ต่อไปตามปกติ เพราะการถูกคำสั่งให้หยุดปฎิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ไม่ได้หมายความว่า นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง

    สำหรับกระบวนการหลังจากนี้ ศาลฯ จะให้ผู้ถูกร้องส่งคำชี้แจง ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน ส่วนกระบวนการในการพิจารณา เชื่อว่า น่าจะใช้เวลา 1 – 2 เดือน เนื่องจากโดยเนื้อหาหลักเป็นการพิจารณาในข้อกฎหมาย มีข้อเท็จจริงที่ต้องไต่ส่วนเพิ่มไม่น่าจะมากนัก ซึ่งคาดว่ากระบวนน่าจะเสร็จสิ้นไม่เกินเดือน ก.ย.

    เพราะฉะนั้น 1 เดือนจากนี้ไป ประเทศไทยก็ยังไปต่อได้ การบริหารงานต่างๆ ไม่ได้หยุดชะงักแต่อย่างใด ภายใต้นายกฯ รักษาการณ์ ย้อนกลับมาดูที่ SET Index การเมืองรอบนี้ก็ไม่มีผลกระทบอะไรกับตลาดฯ โดยดัชนีฯ ยืนเหนือ 1,640 จุด สบายๆ และน่าจะไปต่อได้อีก ขณะที่แรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ ที่ซื้อต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. ถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่า การวินิจฉัยว่านายกฯ จะอยู่ หรือไม่อยู่ ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนมากเท่าที่ควร

 

    ขณะที่โบรกเกอร์ ก็มองว่าการเมืองรอบนี้ ไม่มีน้ำหนักกระทบกับการลงทุนมากนัก อย่างเช่น บล.เอเซียพลัส ที่ประเมินว่าเหตุการณ์ทางการเมืองที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่เห็นองค์ประกอบที่จะนำไปสู่ทางตัน เพราะมีกระบวนการที่เดินได้อย่างชัดเจนในทุกฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งไม่มีเหตุรุนแรง และที่สำคัญเป็นการเดินทางไปตามกรอบกฎหมายที่วางไว้

     อย่างไรก็ตาม ASP มองว่าในระยะสั้นอาจเกิดกระแสที่นำไปสู่ความผันผวนได้บ้าง หากเกิด Panic Sell จากเหตุดังกล่าว ก็อาจถือเป็นโอกาสสะสมหุ้น

    ด้าน บล.กสิกรไทย (KS) ระบุว่า ประเมินมีโอกาสการวินิจฉัย ออกได้ 4 แนวทาง ได้แก่

     1.) พล.อ.ประวิตร ตัดสินใจยุบสภาก่อนทราบคำตัดสิน 2.) รอศาลตัดสิน ซึ่งมี 2 ทางเลือกคือ 2.1)ศาลตัดสินว่านายกมีวาระครบ 8 ปี ในวันที่ 23 ส.ค.2565 แล้วเลือกนายกคนใหม่มาทำหน้าที่ ก่อนที่รัฐบาลจะมีวาระครบ 4 ปีในเดือน มี.ค. 2566 2.2) ศาลตัดสินว่านายกมีวาระดำรงตำแหน่งครบ 8 ปี ในวันที่ 23 ส.ค. 2565 แล้วนายกรักษาการตัดสินใจยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่

    และประเมินในช่วงนี้จะเกิด overhang กับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนหรือสัมปทานรัฐ เช่น กลุ่มรับเหมา, ขนส่งทางราง, โรงไฟฟ้า, และ สื่อสาร เป็นต้น จากความเสี่ยงเรื่องการยุบสภาทำให้ดีลต่างๆ เกิดความล่าช้า

    อย่างไรก็ดี ผลต่อตลาดหุ้นไทยประเมินผลกระทบจำกัด เพราะรัฐบาลได้ผ่านร่าง พรบ. งบประมาณปี 2566 แล้วจึงไม่มีผลกระทบหากมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ โดยประเมินว่าหากมองข้ามไปถึงการเลือกตั้ง Sector ที่จะได้ประโยชน์ คือ กลุ่มที่เน้นบริโภคในประเทศ เช่น กลุ่มค้าปลีก, ร้านอาหาร, กลุ่มสื่อและกลุ่มการเงิน

    ปกติตลาดหุ้นไทย มักจะไม่ชอบความไม่แน่นอน อะไรที่ยังไม่ชัดเจน ครึ่งๆ กลางๆ แต่รอบนี้ดูจะตรงกันข้าม เพราะแม้จะมองว่าช่วงที่รอศาลฯ ตัดสินอาจจะเป็นสุญญากาศทางการเมืองอยู่ก็ตาม แต่สำหรับตลาดหุ้น นักลงทุนดูจะไม่ค่อยกังวลกับประเด็นเรื่องนี้มากนัก เพราะส่วนหนึ่งมองว่า ยังไงการเลือกตั้งใหญ่ ก็จะเริ่มในปี 2566 หรือในอีกไม่กี่เดือนแล้ว

    ดังนั้นแม้นายกฯประยุทธ์จะถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง แล้วต้องยุบสภา หรือศาลฯ จะให้อยู่ต่อไป ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้อยู่ดี สู้ลุ้นรอเลือกตั้งใหม่กันเลยก็แล้วกัน ส่วนตอนนี้ก็นั่งดู นั่งลุ้นกันว่า การเมืองบ้านเราจะหน้าตาเป็นอย่างไรในอนาคต โดยเฉพาะหน้าตาผู้นำประเทศ







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh