บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

ลุ้นแบงก์ชาติขึ้นดบ.ฉุกเฉิน เดือนหน้า

ลุ้นแบงก์ชาติขึ้นดบ.ฉุกเฉิน เดือนหน้า

     ระเนระนาดกันเลยทีเดียว สำหรับหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ จากความกังวลประเด็นเงินเฟ้อพุ่งแรงทั่วโลก ที่อาจทำเศรษฐกิจถดถอย จนทำให้เฟดต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยรวดเดียว 0.75% มากที่สุดในรอบ 28 ปี ซึ่งกลายเป็นปัจจัยหลัก ปัจจัยเเดียว ที่ส่งผลให้ SET Index หลุด 1,600 จุด และน่าจะหลุดแนวรับไปอีกเรื่อยๆ หรือไม่ เพราะแนวโน้มดูแล้วการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาแบงก์ชาติทั่วโลก ตามหลังเฟดน่าจะมีต่อเนื่อง

 

    ส่วนบ้านเรานั้น ก็กำลังจับตามองกันว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ อาจมีประชุมนัดพิเศษ เพื่อขึ้นดอกเบี้ยฉุกเฉินหรือไม่ ในเดือนหน้า (ก.ค) หลังจากเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา กนง. ยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.5% แต่เมื่อดูจากการลงคะแนนเสียง 4:3 เชื่อว่ารอบหน้า กนง. ไม่น่าจะต้านทานความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยได้แล้ว แถมยังอาจจะเร่งขึ้นก่อนการประชุมในเดือน ส.ค. ด้วยซ้ำ เพราะเชื่อว่าเงินเฟ้อเดือน พ.ค. ที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 7.1% นั้นไม่ใช่สถานการณ์ปกติ

    เพราะฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่า แบงก์ชาติ อาจจะรอดูตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน มิ.ย. นี้อีกครั้ง ซึ่งถ้ายังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง หรือเผลอๆ อาจจะมากกว่าเดิม ก็น่าจะทำให้ กนง. ต้องเรียกประชุมเพื่อรับมือเงินเฟ้อที่สูง และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็เป็นหนึ่งในมาตรการทางการเงินหลัก ที่จำเป็นต้องทำ

    แม้การขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนการเงินของประชาชนเพิ่มขึ้น แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว หลังจากเงินเฟ้อยังคงถีบตัวขึ้นสูง จากราคาสินค้าอุปโภค บริโภค โดยเฉพาะน้ำมันที่ขึ้นเอาๆ จากสาเหตุหลักสงครามรัสเซีย และ ยูเครน ที่ยังไม่มีแนวโน้มจะจบลงง่ายๆ

 

    จนล่าสุดรัฐบาลถึงกับต้องร้องขอให้กลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ช่วยนำส่งกำไรค่าการกลั่นน้ำมัน เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกันเลยทีเดียว เพื่อจะนำมาลดราคาน้ำมันเบนซินอย่างน้อย 1 บาทต่อลิตร โดยคาดว่าจะรู้ผลหลังเข้า ครม.วันอังคารหน้า (21 มิ.ย.) จะบอกว่ารัฐบาลก็น่าจะมาสุดทางแล้วสำหรับการแก้ปัญหาราคาพลังงาน ถึงกับขนาดต้องบากหน้าไปขอให้โรงกลั่นเอากำไรมาช่วย เพราะตอนนี้กองทุนน้ำมันก็แบกหนี้เกือบแสนล้านบาทแล้ว ส่วนโรงกลั่นจะให้ความร่วมมือแค่ไหน ก็สุดแล้วแต่

    ดังนั้นการขึ้นพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยของแบงก์ชาติในรอบนี้ จึงน่าจะเป็นโจทย์ที่ท้าทาย สำหรับการชั่งน้ำหนักของทั้งเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจ จะบอกว่าเป็นงานยาก งานหินเลยก็ว่าได้ เพราะจากเงินเฟ้อก่อนหน้าที่อย่างเก่งก็ไม่เกิน 1.5 หรือ 2% แต่จู่ๆก็พุ่งพรวดมาที่ 7% 

 

    ความจำเป็นในการเบรกไม่ให้เงินเฟ้อพุ่งสูงไปมากกว่านี้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป และครั้งนี้ การใช้นโยบายการเงิน หรือเครื่องมือในมือของแบงก์ชาติ จึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับการปกป้องและดูเศรษฐกิจของประเทศ 
 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh