บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: บรรณาธิการบริหาร
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

pimrapas@efinancethai.com

เอื้อมไม่ถึงเป้า (จีดีพี)

เอื้อมไม่ถึงเป้า (จีดีพี)

     ถ้ายังจำกันได้ เมื่อช่วงก่อนที่โควิดจะระบาดระลอกที่ 3 นายกฯ ลุงตู่ ท่านบอกว่าจีดีพีปีนี้ของเราน่าจะโตได้ในระดับ 4% ทั้งที่ภาภเอกชน หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐเอง ยังให้จีดีพีปีนี้โตประมาณ 2.5-3.5% เท่านั้น 

 

    เพราะอย่างที่รู้ว่าตั้งแต่ต้นปีเราต้องเผชิญกับการระบาดของโควิดรอบใหม่ ที่เกิดในตลาดกุ้ง จ.สมุทรสาคร เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ถึงแม้รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการเยียวยาออกมามากมาย ตลอดจนเตรียมเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าประเทศ โดยนำร่องที่ จ.ภูเก็ต เพื่อหวังกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ และเศรษฐกิจ รวมทั้งไม่มีประกาศมาตรการล็อกดาวน์ แต่ก็ยังเห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จีดีพีจะโตถึง 4%

 

    ยิ่งเหตุการณ์การระบาดระลอก 3 ที่ยอดผู้ป่วยทะลุระดับ 1,000 คนทุกวัน แถมล่าสุด (23 เม.ย.) พุ่งขึ้นไปจนถึง 2,000 กว่าคน หลังจากจบเทศกาลสงกรานต์มา และถือเป็นการระบาดที่หนักที่สุดนับตั้งแต่มีการระบาดในบ้านเราเมื่อปีที่ผ่านมา จึงทำให้มีหลายหน่วยงานเริ่มทยอยหั่นเป้าหมายจีดีพีปี 64 กันบ้างแล้ว เพราะสถานการณ์ตอนนี้บอกได้เลยว่า เป็นเรื่องยากลำบากมากสำหรับการที่เศรษฐกิจในปีนี้ จะไปได้ถึงเป้าอย่างที่ท่านผู้นำหวังไว้

 

 

    โดยศูนย์วิจัยกสิกรฯ น่าจะเป็นเจ้าแรก ที่นำร่องประกาศหั่นเป้าจีดีพีปีนี้ เหลือโตเพียง 1.8% เท่านั้นจากเดิมที่ประเมินไว้โต 2.6% เพราะผลกระทบโควิดระลอก 3 มีความรุนแรงกว่าในระลอกก่อนหน้านี้ ซึ่งศูนย์วิจัยฯ มองว่าภายใต้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่ไม่ได้เข้มงวด ทำให้ความกังวลต่อสถานการณ์มีเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน รวมถึงความเชื่อมั่นที่ลดลง จนมีผลต่อการบริโภคครัวเรือนให้มีทิศทางต่ำที่ประเมินไว้ อีกทั้งยังอาจส่งผลให้ นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาไทย มีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 2 ล้านคน

 

    ไม่เพียงเท่านั้น ศูนย์วิจัยกสิกรฯ  ยังมองว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยต่อเนื่อง ไปสู่การจ้างงาน การบริโภค จากโควิดที่ยืดเยื้อ และการระบาดโควิดที่อาจลากยาวถึงไตรมาส 3

 

    ขณะที่ศูนย์วิจัย กรุงไทย ก็ปรับจีดีพีไล่หลังกันมา โดยปรับการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้ต่ำสุดเป็น 1.5% จากประมาณการเดิมที่ 2.5% หากภาครัฐมีการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเยียวยาโควิดได้จำกัด หรือเม็ดเงินเข้าสู่ระบบน้อย โดย KTB มองว่าไส้ในเศรษฐกิจสำคัญๆที่ทำให้ปรับประมาณการลง หลักๆคือ การบริโภคเอกชน ที่คาดโตได้เพียง2-2.5% เท่านั้น จากเดิมที่คาดโตใกล้ 3%

 

    นอกจากนี้ประเมินว่า โควิดระลอก 3 ครั้งนี้ มีผลกระทบทำให้เม็ดเงิน ในภาคท่องเที่ยวในประเทศ และการใช้จ่ายในประเทศหายไปถึง 1.8 แสนล้านบาท และยังประเมินว่ากว่าจะเห็นเศรษฐกิจไทย กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง จากโควิดรอบนี้ อาจต้องใช้เวลาถึง 3 เดือน หรือหลังมิ.ย. ถึงจะเริ่มเห็นการกลับมาฟื้นตัวของเศรษฐกิจอีกครั้ง ดังนั้นโดยรวมแล้ว คาดเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบโควิดระลอก 3 ครั้งนี้ให้หายไปราว 1.3%

 

    และล่าสุด ก็คือ ม.หอการค้าฯ ที่หั่นจีดีพีปี 64 เหลือโต 1.6% จากเดิมคาดโต 2.8% ซึ่งหอการค้าประเมินว่าโควิดรอบ 3 กระทบเศรษฐกิจยาว 2 เดือน คาดทำให้มูลค่าจีดีพีหายไปรวม 2 แสนลบ. หากรัฐไม่มีมาตรการกระตุ้นศก.ช่วย

 

 

    นี่แค่ 3 เจ้าแรกเท่านั้น คาดว่าหลังจากนี้ อาจจะมีอีกหลายศูนย์พยากรณ์ออกมาปรับลดคาดการณ์จีดีพี และอาจรวมถึงสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ด้วยหรือไม่ เพราะแบงก์ชาติ ได้คาดไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า จีดีพีไตรมาสแรกปีนี้จะติดลบหลังการแพร่ระบาดของโควิดยังคงฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอยู่

 

    เพราะฉะนั้นมั่นใจได้ว่า เราคงไม่สามารถเอื้อมถึงเป้าจีดีพีที่โต ระดับ 4% ได้ หากสถานการณ์โควิดยังคงหนักข้อ ยกเว้นแต่ช่วงครึ่งปีหลังการฉีดวัคซีน สามารถทำได้เร็วขึ้น และมีการนำเข้าจากภาคเอกชนได้แล้ว แต่หากการฉีดวัคซีนยังมีความล่าช้า ก็มีความเป็นไปได้ที่การแพร่ระบาดจะยืดเยื้อหรืออาจเกิดการแพร่ระบาดได้อีก

 

 

    แม้"วัคซีน" อาจไม่ใช่แก้วสารพัดนึก หรือตอบโจทย์การแก้ปัญหาได้หมด แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถยับยั้งความรุนแรงของการแพร่ระบาด ความรุนแรงของการติดเชื้อและการเสียชีวิตไว้ได้ ตอนนี้ก็อยู่ที่รัฐบาลแล้วเช่นกันว่าท่านจะสามารถจัดสรร และกระจายการฉีดวัคซีนได้รวดเร็วอย่างไร จะนำเข้าวัคซีนเพิ่มขึ้นตามกำหนดเวลาหรือไม่ และที่สำคัญพร้อมจะเปิดทางวัคซีนทางเลือก ให้เอกชนนำเข้ามาอย่างจริงจังแล้วหรือยัง เพราะหากทำแบบนั้นได้ ประชาชนก็จะได้อุ่นใจมากขึ้น ยังไงแล้ว "โควิด" ก็ยังต้องอยู่กับเราไปอีกนาน







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh