บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

ผลงานแบงก์ปีนี้ยังกระอัก

ผลงานแบงก์ปีนี้ยังกระอัก

เรียบร้อยโรงเรียนแบงก์พาณิชย์ไปแล้ว กับการประกาศงบฯ ไตรมาส 1/2563  ซึ่งกำไรทั้งกลุ่มลดลงไปเกือบ  20% จากการตั้งสำรองเพิ่มตามมาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS 9 ที่มีผลบังคับใช้  จริงๆ 

 

ต้องบอกว่ากำไรกลุ่มแบงก์ที่ออกมา น่าจะดีกว่าที่คาดไว้ด้วยซ้ำ ทั้งที่นักลงทุน หรือแม้แต่ผู้ถือหุ้นคงไม่ได้คาดหวังมากนัก เพราะนอกจากเรื่องมาตรฐานบัญชีแล้ว ยังเจอแรงกดดันจากการปรับลดดอกเบี้ยของ กนง. เมื่อต้นปี  

 

 แต่กลับกลายเป็นว่าการที่แบงก์ชาติปรับลดสัดส่วนการนำส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูลงนั้น กลับช่วยให้ต้นทุนทางการเงินลดลง และสามารถชดเชยส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin หรือ NIM) ที่ลดลงได้ หลังจากลดดอกเบี้ยไปก่อนหน้านี้ เรียกว่าทำให้หายใจคล่องขึ้นมาอีกหน่อย 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดที่เกิดขึ้น และทวีความรุนแรงหนักขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้น สถานการณ์ของธนาคารพาณิชย์ก็ดูเริ่มน่าเป็นห่วงมากขึ้น 

 

โดยเฉพาะผลกระทบต่อกำไร ในไตรมาส 2 และที่เหลือของปี เนื่องจากต้องลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงอีก รวมไปถึงอีกหลากหลายมาตรการที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งลดต้น ลดดอก พักชำระหนี้ เรียกได้ว่ารับเต็มๆ เนื้อๆเน้นๆ  และยังเป็นหน้าที่ ที่จะต้องทำเสียด้วยเพื่อช่วยต่อลมหายใจให้กับลูกค้า และประชาชน และยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องจักรที่ต้องเข้ามาช่วยประคองให้เศรษฐกิจประเทศ ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้  

 

ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าแนวโน้มไตรมาส 2/63 ผลการดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ลดลงจากไตรมาสแรกแน่นอน เพราะเชื่อว่าการตั้งสำรองจะยังสูงขึ้น จากเนื่องจากไตรมาสนี้จะได้รับผลกระทบเต็มไตรมาสจากการช่วยเหลือลูกค้ากรณีไวรัสวิด-19 เผลอหากจบไตรมาส 2 ยังไม่แนวโน้มหรือสัญญาณที่ดีขึ้นจากสถานการณ์โควิด ก็ไม่แน่ว่าจะเห็นแบงก์มีผลขาดทุนได้เหมือนกัน 

 

 ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ในเบื้องต้นว่า กำไรสุทธิไตรมาส 2/2563 ของแบงก์จะลดลงมากกว่า 50% YoY เพราะธนาคารพาณิชย์ยังคงเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ แม้จะได้รับการผ่อนภาระทางการเงินส่วนลงจากการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) นอกจากนี้ มาตรการพักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยกับสินเชื่อ SMEs และรายย่อยในกรอบประมาณ 3-6 เดือน น่าจะทำให้รายได้ดอกเบี้ยรับตั้งแต่ในไตรมาส 2/2563 ลดลงตามขนาดของสินเชื่อที่เข้าร่วมโครงการ 

 

เช่น การเลื่อนกำหนดชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยออกไปเป็นการทั่วไปสำหรับ SMEs ที่เป็นลูกหนี้ปกติที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท จะมีผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของรายได้ดอกเบี้ยรับเฉลี่ยในแต่ละไตรมาส 

 

นอกจากนี้ยังมีผลจากการพักชำระหนี้จากพอร์ตสินเชื่ออื่นๆ และรายได้ดอกเบี้ยรับที่จะต่ำลงจากการปล่อย Soft Loan ตามโครงการที่ร่วมมือกับภาครัฐ นั่นหมายความว่า แม้สินเชื่ออาจจะยังไม่หดตัวในระยะอันใกล้ แต่ก็จะไม่สร้างรายได้ดอกเบี้ยรับตามสภาวะที่ควรจะเป็น

 

อย่างไรก็ตาม การผ่อนปรนมาตรการจัดชั้นหนี้ของ ธปท. น่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากการไหลตกชั้นของสินเชื่อมาสู่สินเชื่อด้อยคุณภาพที่จะมีผลต่อเนื่องมายังค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ แต่เพื่อเป็นการรับมือกับคุณภาพสินเชื่อในเชิงรุก คาดว่า ธ.พ. ไทยหลายแห่งอาจยังคงมีแนวทางการตั้งสำรองในเชิงรุกต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ามีความสามารถที่เพียงพอในการรองรับปัญหาคุณภาพหนี้ในปีถัดๆ ไป โดยเฉพาะเมื่อสิ้นสุดมาตรการผ่อนปรนของ ธปท. 

 

ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกร มองปัจจัยนี้เอง จะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กดดันผลประกอบการของระบบธ.พ. ไทยในช่วงครึ่งปีหลัง และอาจทำให้แม้ว่าการประคองผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2563 จะมีความท้าทายกว่าไตรมาสแรก แต่อาจยังไม่ใช่จุดต่ำสุดของผลประกอบการในปีนี้เช่นกัน เช่นเดียวกับการติดตามปัจจัยด้านการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่าจะยืดเยื้อออกไปเพียงใด ซึ่งจะมีผลต่อรายได้จากธุรกิจหลักของธนาคารทั้งรายได้จากการปล่อยสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียม

 

เพราะฉะนั้นอ่านแบบนี้แล้ว บอกได้คำเดียวว่า "เหนื่อย" และน่าจะเป็นปีที่ผลงานของแบงก์พาณิชย์คงจะย่ำแย่กว่าช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ด้วยซ้ำไป 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh