บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

หายใจคล่องขึ้น

หายใจคล่องขึ้น

การประกาศไม่ผ่อนคลายการล็อกดาวน์ทั้งหมดของลุงตู่ เมื่อคืนวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมานั้น อาจเป็นการดับฝันหลายภาคส่วนไม่น้อย เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ล่าสุดทางศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. ประกาศผ่อนคลายสำหรับ 6 ประเภทกิจการและกิจกรรมเท่านั้น 

 

ประกอบด้วย ตลาด ร้านจำหน่ายอาหาร กิจการค้าปลีก-ส่ง กีฬา สันทนาการ ร้านตัดผม-เสริมสวย และอื่น (ร้านตัดขนสัตว์)  จากก่อนหน้าที่มี 8 กิจกรรม โดยเริ่มตั้งแต่ 3 พ.ค. นี้ เป็นต้นไป 
                     

ทั้งนี้ก็เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องการแพร่ระบาดรอบที่ 2 ให้น้อยที่สุด โดยการผ่อนคลายล็อกดาวน์ครั้งนี้ จะดำเนินการควบคู่ไปกับดูแลอย่างเข้มข้นที่สุด โดย ศบค. ระบุชัดเจนว่าจะเฝ้าระวังเป็นระยะเวลา 14 วัน หากพบว่าการแพร่ระบาด หรือมีผู้ติดเชื้อรายใหม่กลับมาเพิ่มขึ้น ก็จะยกเลิกการผ่อนคลายทันที 
                    

อย่างไรก็ดีการคลายล็อกดาวน์ ให้กิจการหลายๆ อย่างเริ่มเปิดดำเนินการได้  ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารบางส่วน ตลาดนัด ร้านเสริมสวย ก็เพื่อให้บรรดาผู้ประกอบการ ร้านรวงต่างๆ ได้หายใจ หายคอ ทำมาหากินกันตามปกติได้บ้าง โดยเฉพาะบรรดาลูกจ้างรายวัน ที่ตอนนี้เดือดร้อนเพราะขาดรายได้ ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศที่หยุดชะงักไปในช่วงที่ผ่านมาจะได้เริ่มเดินต่อได้ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าเศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบไปทั่วทุกหย่อมหญ้า จากการระบาดของไวรัสตัวร้ายโควิด-19    
                     

นอกจากนี้การคลายล็อกก็ยังถือเป็นการให้โอกาสกับผู้ประกอบการได้ประกอบธุรกิจของตัวเองเท่าที่ทำได้ เป็นการช่วยเหลือให้ธุรกิจได้เดินหน้ามากขึ้น หลังจากในช่วงที่ผ่านมาแทบจะหยุดชะงักไปก็ว่าได้ เพราะเมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงเหลือตัวเลขหลักเดียว ก็ดูจะเป็นการใจร้ายเกินไปที่จะยังคงล็อกดาวน์ธุรกิจอย่างเข้มงวด เพราะอาจจะไปเพิ่มความเครียดให้ประชาชน ผู้ค้าผู้ขายมากไปอีก ขณะที่มาตรการเยียวยาของรัฐบาลที่ออกมานั้นก็ใช่ว่าครอบคลุมไปทุกคน 
                       

เพียงแต่การผ่อนคลายนั้น ทางร้านค้า ร้านอาหาร หรือผู้ประกอบการก็จะต้องทำอย่างเคร่งครัดด้วย เพราะหากกรณีที่ลูกค้าเข้ามาใช้บริการเยอะๆ อาจจะเกิดความพลั้งเผลอได้ ซึ่งนั่นเท่ากับจะก่อให้เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อรอบที่ 2 ขึ้นมาอีก ยกตัวอย่างที่เห็นกันชัดเจน ก็คือญี่ปุ่น ที่เมื่อหละหลวมในการดูแลและควบคุมการติดเชื้อ ทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ประเทศไทยของเราคงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีก เมื่อดูจากตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ลดลงตอนนี้ 
                     

 แต่ทั้งนี้ ทุกคน ทุกฝ่ายก็ยังต้องอดทนกันอีกซักระยะหนึ่ง และต้องยอมรับความจริงว่า ปีนี้เป็นปีที่ยากลำบากของประเทศอย่างแท้จริง ยอมรับความจริงว่าเราจะอยู่กันยากขึ้น ทำมาค้าขาย หากินกันยากขึ้น เศรษฐกิจฝืดเคืองมากขึ้น และ ที่แน่ๆ ปีนี้จีดีพีติดลบ แถมมูลค่าความเสียหายที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวมที่หลายฝ่ายประเมินน่าจะอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท โดยไตรมาสแรกก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3-4 แสนล้านบาทแล้ว 
                       

เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ หากทุกฝ่ายร่วมมือและอดทนรอ เมื่อการคลายล็อกสามารถทำได้เต็มรูปแบบ ไม่ต้องมานั่งหวาดระแวงว่าโควิดจะกลับมา ครึ่งปีหลังหลายต่อหลายอย่างน่าจะเริ่มดีขึ้น แม้จะไม่ดีขึ้นทันตาเห็น แต่อย่างน้อย ก็ค่อยๆ ฟื้นฟู ค่อยๆกลับเข้าสู่ระบบได้ 
                       

ขอนับถือพี่เบิ้มอย่างจีน และเกาหลีใต้ ที่น่าจะเป็นแม่แบบที่ดีในการคุมการแพร่ระบาดได้อย่างดี  เป็นโมเดลในการควบคุมให้สถานการณ์ที่เคยวิกฤตกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้ทั้งจีน และเกาหลีใต้ จะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจนอาจถดถอยในปีนี้ แต่ก็เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ และเดินหน้าฟื้นฟูประเทศกันไป ร่วมมือ ร่วมใจ ไม่มัวมาทะเลาะ มาด่าทอกัน เชื่อว่าประเทศไทยก็น่าจะผ่านโควิดไปได้ 
                         

ดูอย่าง SET Index ตอนนี้ที่ว่าแย่สุดๆในช่วงเดือนมีนาคม แต่เมื่อความเชื่อมั่นกลับมา SET Index บ้านเราก็กลับไปที่ 1300 จุดได้เลย







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh