บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

เป็นแบงก์ยามนี้แสนลำบาก

เป็นแบงก์ยามนี้แสนลำบาก

จั่วหัวขึ้นมาแบบนี้ ก็เพราะตอนนี้ธนาคารพาณิชย์อยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ หลังจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ธนาคารหรือแบงก์ ต้องออกมาช่วยลูกค้า ลูกหนี้ ทั้งพักชำระหนี้ ขยายเวลาชำระหนี้ รวมไปถึงปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งรายใหญ่ รายย่อย 


เรียกว่าแบกรับภาระจนหลังแอ่น จนทำให้รายได้ กำไรหดหาย โดยคาดว่าในไตรมาส 2 นี้ งบกลุ่มแบงก์จะมีกำไรลดลงถึง 20% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลงประมาณ 8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และกำไรปี 2563 ทั้งปีจะลดลง 5%  
                          

ขณะที่ข้อมูลล่าสุด ณ 15 มิ.ย. 63 พบว่าลูกหนี้ที่เข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของสถาบันการเงิน ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ อยู่ที่ราว 6.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อรายย่อยราว 3.77 ล้านล้านบาท  ตามด้วยสินเชื่อ SME ราว 2.21 ล้านบาท ถือเป็นจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว 


และล่าสุดเพื่อรองรับภาวะทางเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน ทำให้แบงก์ชาติเปิดมาตรการช่วยเหลือระยะ 2 ให้กับลูกหนี้รายย่อยเพิ่มอีก ซึ่งจะ เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่ 1 ก.ค. 63 – 31 ธ.ค. 63
                         

เท่านั้นยังไม่พอ ล่าสุดท่านรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ยังสั่งการให้กระทรวงการคลัง เตรียมการขยายเวลาพักชำระหนี้ออกไปอีกซึ่งนั้นเท่ากับแบงก์จะต้องรับภาระเพิ่ม เพราะขนาดนี้ก็หนักจะแย่อยู่แล้ว หากต้องขยายเวลาออกไปจากเวลา 6 เดือน ภาระก็จะเพิ่มขึ้น นี่ยังไม่นับที่ภาคเอกชนขอให้แบงก์ช่วยลูกหนี้นานถึง 2 ปีด้วยซ้ำ 


ต่อให้มีเงินกองทุนแข็งแกร่งขนาดไหน แต่ถ้านานขนาดนั้นคงไม่ไหวแน่นอน เพราะเชื่อว่าปีนี้ตัวเลข NPL ของแบงก์น่าจะเพิ่มขึ้นเยอะมากแน่ๆ แม้ยังอาจจะประเมินคงามเสียหายได้ไม่ชัดเจน แต่ก็เชื่อว่าสถานการณ์โควิดที่ทำให้เศรษฐกิจทรุดลากยาวแบบนี้ สัญญาณ NPL ไม่บอกก็รู้ว่าจะเพิ่มขึ้นแค่ไหน จากระดับ NPL ณ สิ้นงวด 1Q63 ตอนนี้ที่ 3.4% 
                        

และก็ยังไม่รู้ว่าธนาคารอาจะต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอีกหนึ่งอย่าง สำหรับผลประกอบการของแบงก์      
                         

นอกจากจะลำบากแบกรับสถานการณ์ลูกหนี้ย่ำแย่แล้ว หันมามองหุ้นกลุ่มแบงก์ตอนนี้ก็ยังสะท้อนสารพัดเความเสี่ยงที่เกิดขึ้น จนล่าสุดตอนนี้ มาร์เก็ตแคปของหุ้นแบงก์ลดลงจนไม่ติดท็อปเทนไปเรียบร้อยแล้ว อย่างล่าสุด บล.เคจีไอ ให้น้ำหนักลงทุนหุ้นแบงก์ "เท่ากับตลาดฯ" โดยคาดกำไรไตรมาส 2/63 จะลดลงหนัก  


โดยประเมิน กลุ่มที่ 1 KBANK TMB และ KTB  แนวโน้มจะได้รับผลกระทบมากสุด   กลุ่มที่ 2: BBL SCB จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า และกลุ่มที่ 3 TISCO KKP  จะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของตลาดทุนในไตรมาสนี้


มองแบบนี้ก็น่าเห็นใจ สำหรับนายแบงก์เพราะงานเข้ารอบนี้ บอกเลยว่าหนักและนาน 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh