บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

โคโรน่าพ่นพิษ ทำเศรษฐกิจบักโกรก

โคโรน่าพ่นพิษ ทำเศรษฐกิจบักโกรก

แค่เดือนแรกของปี 2563 เท่านั้นเอง แต่กลายเป็นว่าเดือนแรกเดือนเดียว เศรษฐกิจบ้านเรากำลังถูกกระหน่ำจากปัจจัยลบที่ประดังประเดเข้ามาทุกสารทิศ แถมยังเป็นปัจจัยใหญ่ระดับโลก ที่หนักหนาสาหัสสากรรจ์จนไม่รู้ว่าจะคลี่คลายได้ในเร็ววันเมื่อไหร่เสียด้วย 


 เพียงแค่ต้นปีที่มีเรื่องประเด็นฮึ่ม ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จนหวิดจะกลายเป็นสงครามตะวันออกกลางระลอกใหม่ แม้ตอนนี้อาจจะเงียบๆไป แต่เชื่อว่าคู่อริทั้ง 2 ประเทศ ยังพร้อมจะบวกกันได้ตลอดเวลา


 จบเรื่องตะวันออกกลางไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็มีประเด็นงามหน้าเรื่องเสียบบัตรแทนกันของ ส.ส.  ช่วงพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2563 จนส่อเค้าว่าจะทำให้งบประมาณฉบับนี้เป็นโมฆะ และทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าอยู่แล้ว ต้องล่าช้าหนักเข้าไปอีก 


 จนมาถึงประเด็นโลกผวาล่าสุด "ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่" หรือ "ไวรัสอู่ฮั่น"  ที่กำลังระบาดหนักไปเกือบทั่วโลกตอนนี้ และถึงแม้ว่าต้นกำเนิดไวรัสประเทศจีนจะออกมาปิดเมืองอู่ฮั่น และอีกหลายเมืองในมณฑลหูเป่ยไปเลย แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนจากอู่ฮั่นที่ออกมาก่อนหน้านั้นก็ยังส่งผลให้เกิดการระบาดอย่างต่อเนื่อง 


ขณะที่ในประเทศจีนเองนั้น ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตก็ล้วนแต่เพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปแล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรม สายการบินที่โดนเต็มๆ ขณะที่บรรดาธุรกิจอื่นๆ ที่มีธุรกิจเกี่ยวเนื่อง หรือเกี่ยวพันกับจีน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชื้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ ยานยนต์ ฯลฯ ก็โดนหางเลขไปด้วยเช่นกัน 
                

เรียกว่าตอนนี้ไม่มีอะไรเขย่าขวัญ สั่นประสาท และสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้มากกว่าเท่ากับโคโรน่าอีกแล้ว เพราะเป็นภัยที่มองไม่เห็น แถมยังมีความเสี่ยงในการเรื่องการแพร่กระจายสูงอีกต่างหาก ตลาดหุ้นบ้านเรายิ่งไม่ต้องพูดถึง แค่เรื่องงบฯ ล่าช้า สงครามสหรัฐ-อิหร่าน หรือแม้แต่สงครามการค้า ยังไม่ได้รับผลกระทบหนักเท่ากับโรคระบาดคราวนี้เลย และคาดว่ายังมีผลกดดัน SET Indexต่อไป ดังนั้นใครอยากลงทุนตอนนี้ อาจต้องรอไข้หวัดโคโรน่า แพร่กระจายลดลงไปก่อนก็น่าจะดี
 
 
ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศ แทบไม่ต้องพูดถึง เพราะหลายๆ สำนักต่างก็ประเมินแล้วว่า โคโรน่าจะกระทบจีดีพีไม่ต่ำกว่า 1% เลยทีเดียว เพราะเมื่อความหวังอย่างการท่องเที่ยวมาสะดุดตั้งแต่ต้นปี และเผลอๆ อาจจะลากยาวอีกหลายเดือนนั้น แม้แต่กระทรวงการคลังยังออกมาหั่นเป้าจีดีพีไปแล้วเรียบร้อย เพราะคาดกันว่าผลจากเชื้อหวัดโคโร่น่า จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้หายไปประมาณ 6-7% นั่นเท่ากับว่าเราไม่เหลือจักรกลสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจเลย 
                  

เพราะ 5 เครื่องจักรสำคัญ 1.ส่งออก ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา  2. การลงทุนภาคเอกชน ที่ได้รับผลกระทบเช่นกันจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม  3. การบริโภค ที่ยังเข็นแทบไม่ขึ้นเพราะประชาชนขาดความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย แม้จะพยายามเข็นมาตรการสารพัดออกมาช่วย (ชิมช้อปใช้เฟส 1 ยันล่าสุดเฟส4 ) ก็ไม่สามารถช่วยได้ 4. งบประมาณ ที่คาดว่าน่าจะล่าช้าอออกไปอีก จนส่งผลต่องบลงทุนของรัฐฯ และ 5. การท่องเที่ยว เพราะหากสถานการณ์การระบาดยังไม่คลี่คลาย นักท่องเที่ยวจีนที่เป็นความหวังหลักอาจะหายไปเป็นหลักล้านคน 


ดังนั้นเมื่อเป็นแบบนี้ ก็บอกได้คำเดียวว่าหนักแน่ๆ  แค่เดือนแรกก็เท่านี้แล้ว ที่เหลืออีก 11 เดือนเป็นงานหนักแน่ๆ สำหรับผู้บริหารประเทศทั้งหลาย เพราะลำพังให้จีดีพีทรงตัวระดับ 2.8-3% ก็ถือว่ายากแล้วสำหรับปีนี้  


ก็ได้แต่หวังว่าจีนจะสกัดการระบาดของหวัดโคโรน่าได้โดยเร็ว เพราะยิ่งความเสียหายมาก เศรษฐกิจของพญามังกรก็จะได้รับผลกระทบหนักขึ้น และกระทบแน่ๆ มาที่ประเทศเรา และทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh