บทบรรณาธิการ

โดย
พิมพ์รภัส ศิริไพรวัน

: กองบรรณาธิการ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย

honghern@efinancethai.com

เมื่อหุ้นไอพีโอ กลายเป็นทุกขลาภของ นลท.

เมื่อหุ้นไอพีโอ กลายเป็นทุกขลาภของ นลท.

       พูดถึงหุ้นไอพีโอ ตอนนี้ใครๆก็ส่ายหน้ากันไปหมด เรียกได้ว่าความร้อนแรงในปัจจุบัน กับเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน แตกต่างกันอย่างฟ้ากับเหว ที่เวลาหุ้นน้องใหม่ไอพีโอเข้าเทรดราคามักจะขึ้นไปยืนเหนือจองเกิน 100% บางตัวพีคขนาดขึ้นไปเหนือจอง 200% ด้วยซ้ำ นักลงทุนที่ได้หุ้นไอพีโอตอนนั้นมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ จะบอกว่าไม่ว่าจะหุ้นตัวไหนที่เข้าตลาดฯ ก็ล้วนแต่เป็นขวัญใจผู้ถือหุ้น และนักลงทุนกันไปหมด หนำซ้ำไม่ว่าภาวะตลาดฯจะดี หรือจะร้ายยังไง ก็ไม่ส่งผลกระทบกับการเทรดวันแรก

       กลับกัน เมื่อเทียบกับช่วง 1-2 ปีนี้ หุ้นไอพีโอที่ว่าเป็น Sun Rise กลายเป็น Sun Set กันไปหมด  เทรดวันแรกยืนเหนือจองเต็มที่ก็ 30-40% ไม่มีหวือหวาเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป ยิ่งหากภาวะตลาดแย่ๆ เอาแค่ยืนเหนือจองให้ได้ บรรดาผู้ถือหุ้นก็โล่งอกแล้ว ยิ่งปีนี้ยิ่งไปกันใหญ่ นับได้เลยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมีหุ้นไอพีโอ เข้าเทรดไปแล้ว 16 บริษัท ตอนนี้มียืนเหนือจองอยู่แค่  4 บริษัท ส่วนอีก 12 บริษัท ไปไม่รอดราคาหลุดจองไปเรียบร้อยตลาดหลักทรัพย์ และล่าสุดสดๆ ร้อนๆ 2 ตัวติดกัน บมจ. นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) และ บมจ. เจ้าพระยามหานคร (CMC)ถึงกับเปิดต่ำจอง ทำเอาผู้ถือหุ้นกุมขมับ และหนักสุดก็น่าจะเป็นบรรดาที่ปรึกษาการเงิน (FA)และอันเดอร์ไรท์ ที่นอกจากกุมขมับแล้ว ยังแทบจะลมจับ เพราะราคาหุ้นกลับต่ำจอง ไม่เป็นไปตามที่บอกกล่าวกับนักลงทุนไว้ก่อนหน้าราคาหุ้นจะสดใส ไร้กังวล    
        จริงๆ แล้ว ก็ไม่อยากจะบอกว่า ราคาหุ้นที่เปิดจองนั้น ไม่ว่าจะเป็น FA หรืออันเดอร์ไรท์เตอร์ ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ โดยเฉพาะการกำหนดราคาจองซื้อหุ้นว่าแพงเกินไปหรือไม่ เหมาะสมแค่ไหน ซึ่งนั่นก็น่าจะร่วมไปถึงตัวเจ้าของบริษัทด้วยเช่นกัน บางครั้งหากหวังแต่จะได้เงินระดมทุนมากๆ แล้วตั้งราคาไม่สอดคล้องกับพื้นฐานบริษัท พื้นฐานธุรกิจ หรือภาวะตลาดในช่วงที่จะเข้าเทรด ก็อาจดูเหมือนเอาเปรียบผู้ถือหุ้นมากจนเกินไป เพราะเมื่อราคาหุ้นเข้าเทรดแล้วสาละวันเตี้ยลงแบบนี้ คนที่รับกรรมไปเต็มๆ คือ ผู้ถือหุ้น และนักลงทุน 

         และอีกหนึ่งประเด็น ที่คิดว่าน่าจะไปสกัดดาวรุ่ง ลดความคึกคักของไอพีโอ ก็คือเกณฑ์การจัดสรรหุ้นในส่วนของผู้มีอุปการะคุณ และบุคคลที่มีความสัมพันธ์ของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ (related persons – RP)ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ออกมาเมื่อ 2 ปีก่อน    เพราะ ก.ล.ต. มองว่า หุ้นไอพีโอมักจะกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มผู้มีอุปการะคุณ หรือนักลงทุนรายใหญ่มากเกินไป จึงกำหนดสัดส่วนการจัดสรรให้ผู้มีอุปการคุณไม่เกิน 15% ของหุ้นไอพีโอ และเมื่อรวมกับส่วนที่จัดสรรให้ RP และพนักงานของบริษัทและบริษัทย่อยแล้วต้องไม่เกิน 25% จากเดิมที่จัดสรรให้ถึง 40% เพื่อให้หุ้นกระจายถึงมือรายย่อยให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นเมื่อสัดส่วนตรงนี้หายไป แรงผลักดันหุ้นก็เลยอาจจะขาดหายไป แถมยังกำหนดให้ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทมีหน้าที่จัดทำรายชื่อผู้มีอุปการคุณตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติ และนำส่งรายชื่อและระบุลักษณะการมีอุปการคุณต่อสำนักงานพร้อมกับรายงานผลการขายอีกด้วย  ดังนั้นเจอแบบนี้เข้าไป ก็ไม่มีใครกล้าเสี่ยง
          ส่วนเหตุผลที่ ก.ล.ต. ออกเกณฑ์มา ก็อย่างที่ทราบกัน เพื่อให้ราคาหุ้นไอพีโอสะท้อนความเป็นจริง พี/อีไม่สูงปรี๊ดเว่อร์วัง ซึ่งนั่นก็จริง เพราะในฐานะผู้กำกับดูแล ก.ล.ต.ก็ห่วงเรื่องความเสียหายที่จะเกิดขึ้น เพียงแต่เรื่องแบบนี้ หากมองในมุมของนักลงทุน มันก็ทำให้เสียบรรยากาศการลงทุน ราคาหุ้นที่น่าจะไปได้ดีกว่านี้ กลายเป็นโดนสกัดดาวรุ่งไปแล้วหนึ่งด่าน  และนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งก็ได้ที่เป็นเหตุให้หุ้นไอพีโอซบเซา ไม่ร้อนแรงคึกคักเหมือนก่อน ซึ่งก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละบุคคล แต่นอกเหนือจากเหตุผลที่กล่าวมานั้น ทั้งหมด ทั้งปวงก็ล้วนแต่มีส่วนต่อราคาหุ้นไอพีโอ ทั้งนั้น โดยเฉพาะภาวะตลาดฯ ในปีนี้ ที่แม้แต่หุ้นพื้นฐานดีแค่ไหนก็ยังเอาตัวไม่รอด นับประสาอะไรกับไอพีโอ ที่บางตัวก็ไม่ได้มีมาร์เก็ตแคปมากมายอะไร 
          นอกจากนั้น ก็มาจากความเชื่อมั่นส่วนตัวล้วนๆ ซึ่งตอนนี้ก็แทบจะไม่มีเสียเอาเลย เพราะบางตัวเหนือจองแค่ 5% 10% บางตัวยืนระยะไม่ได้จนหลุดจองในระหว่างเทรด ส่วนตัวที่เปิดต่ำจองนี่ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ....ใครที่ได้หุ้นไอพีโอตอนนี้ เลยไม่ต่างจากได้มาเป็นทุกขลาภ หาใช้ลาภลอยเหมือนในอดีต เพราะถือไว้ก็ทำให้หวาดเสียวทุกครั้งก่อนเปิด เนื่องจากไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่รอด ต่อให้เป็นประเภทลงทุนยาว ถือนานๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเสียวสันหลัง ว่าหุ้นที่ลงทุน ลงแรงซื้อไว้นั้นจะฝ่าด่านอรหันต์ไปได้หรือไม่ 
           ดังนั้นหุ้นที่เตรียมตัวจะเข้าเทรดในช่วงเดือนกว่าๆ ที่เหลือของปีนี้ ไล่เรียงมาตั้งแต่ บมจ. เอสไอเอสบี ( SISB) ที่จะเทรดวันที่ 29 พ.ย. นี้  และน่าจะตามมาติดๆ ด้วย บมจ. สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์  (STI) บมจ.ชิค รีพับบลิค (CHIC) บมจ.ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น (TQM)ก็คงต้องลุ้นกันหนักเลยทีเดียวว่าอย่าซ้ำรอยรุ่นพี่ NERและ CMCเพราะมิฉะนั้นรับรองว่าคราวนี้ ไอพีโอถึงคราววิกฤติแล้วจริงๆ คราวนี้นอกจากเป็นทุกขลาภแล้ว ยังทุกข์หนักอีกต่างหาก 
                         
         ก็หวังว่าบรรดา FA และอันเดอร์ไรท์ จะสามารถฟื้นศรัทธา และความมั่นใจ นำพาหุ้นไอพีโอกลับมาเป็นขวัญใจนักลงทุนได้อีก แม้อาจจะไม่เหมือนเดิม แต่ขออย่าให้แย่ไปกว่าเดิมก็พอ 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh