Crypto Verse

จับตา ธ.กลางทั่วโลกกำลังปั้น CBDC ท้าชน Stablecoin 

จับตา ธ.กลางทั่วโลกกำลังปั้น CBDC ท้าชน Stablecoin 

 

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วง 1-2 เดือนมานี้ มีความเคลื่อนไหวจากหน่วยงานกำกับด้านการเงินทั่วโลก เริ่มรุกคืบเข้ามาในฝั่งของคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งจะว่าไปแล้ว ก็จะไม่ใช่ในแง่ที่เป็นมิตรสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีน ที่ออกมาส่งสัญญาณอยู่เรื่อยๆ ว่า ในระยะยาวนั้นสเตเบิลคอยน์ (stablecoins) อาจจะมีผลกระทบต่อระบบการเงินโลกได้ และรัฐบาลต้องการจะออกกฎหมายมาควบคุมดูแล

 

สเตเบิลคอยน์  เป็นคริปโทเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าคงที่หรือผันผวนต่ำมากใช้แทนสกุลเงินในโลกคริปโท ยิ่งปีนี้ DeFi เริ่มได้รับความนิยมความต้องการใช้งานสเตเบิลคอยน์ก็เพิ่มขึ้น เพราะความต้องการนำเงินสดมาซื้อสเตเบิลคอยน์จากนั้นนำไปฝากกินดอกเบี้ยในโลก DeFi เนื่องจากผลตอบแทนดีกว่านำเงินไปฝากธนาคารหลายเท่า  

 

ดังนั้น ยิ่งตลาด DeFi เติบโต ก็จะยิ่งทำให้การใช้งานสเตเบิลคอยน์เพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่ายิ่งมีการใช้สเตเบิลคอยน์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นความเสี่ยงที่จะไป “ลดบทบาทของเงิน” ที่ออกโดยรัฐบาล และในที่สุดอาจจะไปกระทบต่อประสิทธิผลของการดำเนินนโยบายการเงินได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่สเตเบิลคอยน์ไปเขย่าบัลลังก์ของ “ผู้คุมนโยบายการเงิน”

 

และคงไม่มีรัฐบาลใดยอมเสียอธิปไตยทางการเงิน  

 

สเตเบิ้ลคอยน์ชื่อดังระดับโลกต่างๆ ได้แก่ USDT, USDC และ BUSD ซึ่ง USDT นั้นใหญ่เป็นอับดับหนึ่งในกลุ่มสเตเบิลคอยน์ แต่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของคริปโทเคอร์เรนซีทั้งโลก รองจาก Bitcoin และ Ethereum โดยมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 62,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ณ 03/08/2021) ส่วน USDC ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก มีมูลค่า 27,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ  และ BUSD อันดับ 11 ของโลก 

 

ยังไม่นับรวมของเอกชนอีกราย ที่เคยทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ไม่ติดมาแล้วเมื่อ 2 ปีก่อนคือ Libra ของเฟซบุ๊ก ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Diem แล้ว กำลังรอที่จะเปิดตัว แม้ว่าอานุภาพจะลดลงมากเมื่อเทียบกับไวท์เปเปอร์เวอร์ชันแรกที่ประกาศ ตอนนั้นวางสถานะเป็นสกุลเงินระดับโลกทีเดียวและจะมีตะกร้าเงินหลายสกุล แต่ปัจจุบันเป็นเวอร์ชัน 2  ลดบทบาทของเหรียญ Diem เป็นสเตเบิลคอยน์ที่ตรึงมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐฯ สกุลเดียวก่อน ซึ่งแนวคิดนี้ก็จะคล้ายๆ กับ สเตเบิลคอยน์อื่นๆ เช่น USDT, USDC และ BUSD     

 

รวมไปถึงสเตเบิลคอยน์ที่สร้างขึ้นด้วยกลไกอื่นๆ อีก นอกเหนือจากการอิงมูลค่ากับเงินตราเหมือนเหรียญต่างๆ ที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น 

 

จึงไม่แปลกนักที่ล่าสุด จะมีข่าวความเคลื่อนไหวจากสหรัฐอเมริกา ทางคณะทำงานด้านตลาดการเงินของประธานาธิบดี โจ ไบเดน เตรียมเสนอคำแนะนำด้านกฎระเบียบสเตเบิลคอยน์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งเป็นการรับลูกของนางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐที่ต้องการให้รัฐบาลสหรัฐฯ ดำเนินการอย่างรวดเร็วในการสร้างกรอบการกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ เช่นเดียวกับประธานธนาคารกลางสหรัฐ นายเจอโรม พาวเวล  มองว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่น่ากังวล และย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างกรอบการกำกับดูแล เนื่องจากปัจจุบันยังขาดกฎระเบียบที่เหมาะสมในการกำกับ  

 

ฝั่งเอเชีย Fan Yifei รองผู้ว่าการธนาคารประชาชนแห่งประเทศจีน (PBoC) ก็ออกมาบอกว่า ค่อนข้างกังวล เกี่ยวกับความเสี่ยงของสเตเบิลคอยน์ที่จะมีต่อระบบการเงินโลก     ส่วนรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็เตรียมเพิ่มมาตรการกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ที่เข้มงวดมากขึ้น  

 

มองมาใกล้ตัวเราในไทย ภาพชัดเจนขึ้นมาเมื่อหลายเดือนก่อน เมื่อหน่วยงานกำกับอย่าง “แบงก์ชาติ” ได้ออกแนวนโยบายกำกับดูแลคริปโทเคอร์เรนซีประเภทสเตเบิลคอยน์เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาว่า หากเป็น “สเตเบิลคอยน์ประเภทที่มีเงินบาทหนุนหลัง” จะเข้าเกณฑ์ e-Money  ภายใต้ พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 แบงก์ชาติก็จะกำกับดูแลลักษณะเดียวกับ e-Money  ก่อนจะออกใช้ก็ต้องเข้ามาคุยกับแบงก์ชาติก่อน 

 

ขณะที่ “สเตเบิลคอยน์ประเภทอื่น” ได้แก่ ประเภทที่มีเงินตราต่างประเทศหรือมีสินทรัพย์ที่มีมูลค่าอื่น ๆ หนุนหลัง หรือประเภทที่ใช้กลไกอื่น ๆ เพื่อประมวลผลให้สามารถคงมูลค่าได้แม้ไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง ทางแบงก์ชาติจะมีการออก Consultative paper เพื่อเปิด “รับฟังความเห็น” ก่อนจะพิจารณาแนวทางกำกับดูแลต่อไป ซึ่งคาดว่าจะออกเกณฑ์การกำกับดูแลภายในปีนี้ นอกจากนี้แล้ว แบงก์ชาติยังออกประกาศไม่สนับสนุนการใช้คริปโทเคอร์เรนซี เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน 

 

ซึ่งก็ค่อนข้างจะสวนกระแสมาก เนื่องจากเป็นการออกประกาศเตือน ท่ามกลางความนิยมของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และพ่อค้าแม่ขายต่างๆ ทยอยประกาศรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยคริปโทเคอร์เรนซีและสเตเบิลคอยน์มากขึ้น  

 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กฎหมายต่างๆ เริ่มขยับเข้ามาในโลกของคริปโทเคอร์เรนซี ธนาคารกลางแต่ละประเทศต่างก็ได้เตรียมการศึกษาและพัฒนา CBDC ไว้แล้ว รวมถึงแบงก์ชาติไทยก็เช่นกัน  

 

Central Bank Digital Currency (CBDC) คือ สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง มันคือเงินสดในรูปแบบดิจิทัลและเป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย การมี CBDC จึงเป็น “ท่าไม้ตาย” ของธนาคารกลางแต่ละประเทศที่มุ่งเป้าหมายหลักไม่ต่างกันคืออำนวยความสะดวกด้านระบบการชำระเงินให้กับประชาชน และเป็นทางเลือกที่ “ปลอดภัย” ภายใต้การกำกับดูแลของ “ธนาคารกลาง”

 

ถ้าถามว่าชาติไหนก้าวหน้าสุดก็ต้องบอกว่า “จีน” หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ เราอาจได้เห็นการเปิดตัวใช้งานกับชาวต่างชาติในกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว ที่ปักกิ่งปี 2565 เพราะการใช้งานในประเทศนั้น จีนทดลองไปหลายเมืองแล้ว ทั้งกับร้านค้าและกับประชาชนทั่วไป    

 

ส่วนของไทยแม้จะไม่ใช่ในปีหน้าเหมือนจีน แต่ก็ถือได้ว่าอยู่ใน Top 10 ของธนาคารกลางทั่วโลกที่มีความก้าวหน้าในการศึกษาเรื่อง CBDC  ซึ่งตามแผนของแบงก์ชาติในเดือน ก.ค.2564 จะเริ่มการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลสำหรับภาคประชาชน (retail CBDC) ก่อนจะทดสอบในวงจำกัดในไตรมาส 2 ปี 2565

 

จากนี้คงต้องมาติดตามกันว่าแนวนโยบายกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ของแต่ละประเทศจะเป็นอย่างไร เข้มข้นขนาดไหน จะกระทบภาพรวมต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซียังไงบ้าง รวมถึงพัฒนาการของ CBDC แต่ละชาติที่เตรียมพร้อมออกใช้ได้ทันท่วงที ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็น CBDC ของแต่ละประเทศออกใช้งานเร็วกว่าที่คาดก็ได้ หากคริปโทเคอร์เรนซีและสเตเบิลคอยน์ได้รับความนิยมแพร่หลายจนข้ามหน้าข้ามตาเงิน Fiat ของประเทศนั้นๆ     

-------------------------------------

กราฟิก : ณัฐชนน พูนชัย-Boom







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh