Crypto Verse

คริปโตเก็ตติ้ง กับ บจ.ไทย

คริปโตเก็ตติ้ง กับ บจ.ไทย

 

ในภาพใหญ่แล้วตลาดคริปโทเคอร์เรนซียังคงเติบโต แม้ในช่วงนี้ตลาดจะย่อตัวและทรงๆ เมื่อเทียบกับต้นปีมาจนถึงกลางเดือนเมษายนที่เป็นขาขึ้นมาตลอด โดยหากย้อนหลังไปสัก 3 ปีจะพบว่ามูลค่าตลาดรวมของคริปโทเคอร์เรนซีเพิ่มขึ้นจาก 1 แสนล้านดอลลาร์ ในต้นเดือน ก.ค.2017 เป็น 1.37ล้านล้านดอลลาร์ในต้นเดือน ก.ค.2021  

 

หลายบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น เริ่มกระโดดลงมาในพื้นที่ตรงนี้ ทั้งในตลาดแรกและตลาดรองสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล บางรายเล็ง NFT,เริ่มศึกษา DeFi ,ทำ ICO Portal บางรายจริงจังเข้าซื้อ Bitcoin โดยตรง บางรายออก Token ขณะที่หลายรายชิมลางด้วยการเปิดรับสกุลเงินดิจิทัลในการชำระค่าสินค้าและบริการ   

 

ในกรณีของการชิมลางตลาดคริปโทด้วย “การเปิดรับสกุลเงินดิจิทัลเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการ” สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนควรทำความเข้าใจก็คือว่า สารพัดบริษัทที่ประกาศรับบิตคอยน์นั้น จริงๆ แล้วเมื่อรับบิตคอยน์ หรือคริปโทเคอร์เรนซีสกุลต่างๆ มาแล้ว บริษัทเหล่านั้นจะขายเหรียญออกไปและรับเป็น "เงินบาท" โดยมี "ตัวกลาง" ที่ช่วยแปลงคริปโทเคอร์เรนซีสกุลต่างๆ ให้ 

 

ยกตัวอย่างเช่น กรณีของแสนสิริ (SIRI) เมื่อรับคริปโทมาแล้วทาง Bitazza ซึ่งเป็นโบรกเกอร์สินทรัพย์ดิจิทัลจะแปลงเป็นเงินบาทให้ ซึ่ง SIRI จะได้เงินตามราคาบ้านที่ตกลงซื้อขายกับลูกค้าในสกุลบาท   

 

เช่นเดียวกับ AssetWise ที่ประกาศรับทั้งหมด 5 สกุล ได้แก่ BTC,ETH,USDT,XRP และ BNB ก็จะแปลงเงินดิจิทัลเป็นเงินบาทก่อน ทำผ่านระบบของเว็บเทรด Bitkub  

 

หรือก่อนหน้านั้นหากพอจำข่าวกันได้ ก็โรงหนังเมเจอร์ประกาศเปิดรับบิตคอยน์แลกตั๋วหนัง รายนั้นจะมี ‘แรพิดซ์’ ผู้ให้บริการระบบบริหารการรับแลกสินค้าและบริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นตัวกลางบริหารจัดการแทน ผู้ซื้อตั๋วต้องเปิดกระเป๋ากับ ‘แรพิดซ์’ เมื่อสแกนจ่ายด้วยคริปโท ระบบของ ‘แรพิดซ์’ จะเป็นผู้บริหารจัดการ ขายบิตคอยน์ในตลาด Zipmex เพื่อให้เมเจอร์ได้รับค่าตั๋วเป็นเงินบาท     

 

ดังนั้น จริงๆ แล้ว การเปิดรับบิตคอยน์ หรือคริปโทเคอร์เรนซีสกุลอื่นๆ เป็นเพียงการ "เพิ่มทางเลือก" ในการชำระค่าสินค้าและบริการให้กับลูกค้าเท่านั้น นอกจากนี้ อย่าลืมว่ายอดขายหรือรายได้ที่เกิดขึ้นหลังเปิดรับชำระด้วยคริปโทเคอร์เรนซี ก็ยังไม่ได้มีสัดส่วนที่มีนัยสำคัญต่อรายได้รวมของบริษัทจดทะเบียน  

 

ในแง่หนึ่งจึงมองได้ว่ามากกว่าการ "เพิ่มทางเลือก" แล้ว มันเป็นการ “ทำการตลาดที่แนบเนียน” อีกด้วย เพราะเรื่องของคริปโทเคอร์เรนซีนั้นเป็นกระแสนิยมระดับโลก หากบริษัทใดเข้ามาข้องเกี่ยวก็มักจะมีแสงไฟสาดส่อง โดยเฉพาะบริษัทใดที่มีแบรนด์ “เข้าถึง” ผู้บริโภคในวงกว้าง การเข้ามาข้องเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีไม่ว่ามากน้อย ก็มักจะสร้างกระแสการบอกต่อ การแชร์เรื่องราวข่าวสารในโลกออนไลน์ได้เป็นอย่างดี 

 

และที่สำคัญมันอาจจะเป็นสีสันให้กับหุ้นตัวนั้นๆ ได้ในทางอ้อมไม่มากก็น้อย ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านั้น ที่เป็นธีมของ “กัญชง” หากบริษัทจดทะเบียนรายใดประกาศว่าจะลงมาทำตลาดเครื่องดื่มกัญชงแล้วละก็...ราคาหุ้นก็มักจะวิ่งนำกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงไปไกลโขแล้ว    

 

อย่างไรก็ตาม นอกจากการรับคริปโทแล้วมาแปลงเป็นบาท ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี บจ.รายใดกล้าถือคริปโทเคอร์เรนซีโดยตรงเอาเสียเลย เพราะ “BROOK คือรายแรกและรายเดียวในตลาดหุ้น” ที่กล้าซื้อคริปโทเคอร์เรนซีและถือไว้ในพอร์ตจริงๆ   

 

BROOK เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 30 ปี และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai รายนี้ใช้แนวทางเดียวกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นแนสแดกอย่าง Microstrategy (MSTR) ของนายไมเคิล เซย์เลอร์ ผู้กล้าในการเก็บบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์สำรองของบริษัท กระทั่งเทสลาต้องทำตาม โดยปัจจุบัน MSTR เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีบิตคอยน์มากที่สุดในโลก อยู่ที่กว่า 100,000 BTC  

 

BROOK เข้าซื้อบิตคอยน์ ผ่านบริษัทย่อยที่จัดตั้งขึ้นในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง จากข้อมูลที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่า BROOK เข้าซื้อบิตคอยน์จากเว็บเทรดระดับโลกอย่าง Binance และ Coinbase แต่ทั้งนี้ แม้จะกล้ามากที่เป็นรายแรกของ บจ.ไทย แต่เมื่อตลาดคริปโทเริ่มปรับฐานในเดือน พ.ค. ทางบอร์ดบริษัทก็ทบทวนใหม่ ปรับลดกรอบลงทุนสูงสุดเป็นไม่เกิน 1,200 ล้านบาท จากเดิมวางไว้สูงสุด 1,500 ล้านบาท  

 

อีก 3 บริษัทในตลาดหุ้นไทย XPG-SCB-KBANK กระโดดลงมาจับจองพื้นที่ในตลาดแรกของสินทรัพย์ดิจิทัล ด้วยการเป็น “ICO Portal” หรือผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล XPG ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต.แล้ว (ทำผ่าน Xspring บ.ย่อยของ XPG) โดยดีลแรกที่ใกล้จะเปิดระดมทุนคือ 'สิริ ฮับ' กรณีนี้สิ่งที่  Xspring จะได้รับคือ "ค่าธรรมเนียม"การให้บริการออกและเสนอขาย ICO  ส่วน SCB-KBANK (ทำผ่านบ.ย่อย) ยังอยู่ระหว่างรอความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. 

 

กลุ่มเจมาร์ท (JMART) ที่บุกเบิกเรื่องคริปโทเคอร์เรนซี จากเคยออกเหรียญ JFIN ตั้งแต่ปี 61 มาปีนี้ก็กำลังจับจองพื้นที่ในตลาดรอง โดยจะทำตลาดประมูลโทเคนประเภท NFT ในชื่อ ตลาด “JNFT” รอเพียงการเปิดตัว ทราบมาว่าขณะนี้กำลังหารือกับ ก.ล.ต.เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ตกลงแล้วตลาด NFT นั้นเข้าข่ายที่จะต้องขออนุญาตตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร 

 

อีกรายบมจ.เอ็ม วิชั่น (MVP) บริษัทในตลาด mai ซึ่งประกอบธุรกิจการจัดอีเว้นท์  ธุรกิจด้านกีฬาและการท่องเที่ยวแบบครบวงจร ได้ออก 'MVP Coin' ซึ่งเป็นการทำผ่านบริษัทย่อย  โดยแจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า 'MVP Coin' คือการปรับเปลี่ยนจากคูปองล่วงหน้าที่มีอยู่ในรูปแบบเดิมมาเป็นคูปองดิจิทัลหรือโทเคน  

 

บางรายเข้าร่วมเป็น ร่วมเป็น Validator Node ให้กับบล็อกเชนของ Bitkub เช่น  บมจ.โปรเอ็น คอร์ป (PROEN) ,บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) เป็นต้น และยังไม่รวมถึงอีกหลายบริษัท ที่ให้ข่าว “สนใจนะ” “ศึกษาอยู่” ฯลฯ   ในพื้นที่ของสินทรัพย์ดิจิทัลนี้   

 

โดยสรุปแล้วดิฉันมองว่าไม่ว่า บจ.นั้นๆ จะเพียงแค่เข้ามาข้องเกี่ยวเพื่อหวังผลทางการตลาด หรือเริ่มต้นรุกธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจังในสักรูปแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญคือ นัยสำคัญของรายได้จากรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่บริษัททำ ที่มาที่ไปของการเกิดรายได้ โอกาสและความเสี่ยง สัดส่วนของรายได้ที่คาดหวังในอนาคต และแนวโน้มที่มันจะเป็นไปได้  “ธุรกิจใหม่/โพรดักส์ใหม่ของ บจ.มันจะกลายมาเป็นธุรกิจสตาร์หรือว่าจริงๆ แล้วมันอาจจะยังเป็นคำถามอยู่?” อันนี้คือโจทย์ที่ฝากเพื่อนๆ นักลงทุนช่วยกันวิเคราะห์ต่อ หากว่าเราสนใจจะเลือกลงทุนในหุ้น (Stocks) ตัวไหนก็ตาม ที่เข้ามาข้องเกี่ยวกับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล.  

 

 

กราฟิก : ณัฐชนน พูนชัย-Boom

*บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh