Crypto Verse

จากเงินกระดาษ... สู่เงินบาทในรูปดิจิทัล

จากเงินกระดาษ... สู่เงินบาทในรูปดิจิทัล

     ท่ามกลางวิกฤตโควิดก็ยังพอมีข่าวที่น่าปลื้มใจของคนไทยอยู่ค่ะ ล่าสุด จากรายงาน 'PwC Global CBDC Index 2021' ฉบับเดือนเมษายน 2021  ได้จัดอันดับให้ไทย เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดอันดับ 1 ของโลกด้านการพัฒนา wholesale CBDC  

Wholesale CBDC คือ สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง เพื่อการใช้งานระหว่าง ‘สถาบันการเงิน’ ในการชำระเงินระหว่างธนาคารและในกระบวนการชำระบัญชี ซึ่งโปรเจกต์ Wholesale CBDC ของไทยมีชื่อว่า “อินทนนท์” และทดลองจบไปแล้วทั้ง 3 เฟส  

และสิ่งที่จะเขียนในบทความนี้ ก็เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกันค่ะ เพราะว่าโปรเจกต์ “อินทนนท์” นั้น ได้ทดลองจบไปแล้ว ขณะนี้ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ซึ่งจะเป็นเป็นการพัฒนา ‘Retail CBDC’ หรือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง เพื่อการใช้งานในระดับ ‘ภาคประชาชน’ 

 

ใกล้ตัวเราเข้ามาแล้วใช่ไหมคะ ? 

สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางของไทย หรือ ‘เงินบาทในรูปแบบดิจิทัล’ ไม่ได้มีชื่อเรียกว่า ‘เหรียญอินทนนท์’ เหมือนที่หลายๆ ท่านอาจจะยังเข้าใจผิด เพราะจริงๆ แล้วชื่อนั้นเป็นชื่อเรียกของโปรเจกต์ ไม่ใช่ชื่อของเหรียญ

ปัจจุบัน ‘เงินบาทในรูปแบบดิจิทัล’ กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาเพื่อนำไปใช้กับประชาชนหรือเรียกว่า ‘Retail CBDC’ ซึ่งมันเป็นคำเรียกกลางๆ เหมือนกับเราเรียก ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป’ ก็อยู่ที่ว่ายี่ห้ออะไร ไวไว มาม่า กุ๊งกิ๊ง ‘Retail CBDC’ ก็เหมือนกัน ถ้าประเทศจีนจะมีชื่อเรียกเฉพาะว่า ‘ดิจิทัลหยวน’ (e-CNY) และถ้าของไทยจะเทียบเคียงก็คงจะเป็น ‘บาทดิจิทัล’ หรือญี่ปุ่นก็ ‘เยนดิจิทัล’ ถ้าสหรัฐฯ ก็ ‘ดอลลาร์ดิจิทัล’ เป็นต้น  

เมื่อ ‘Retail CBDC’ มันมีความเป็น ‘เงินบาท’ มันจึงเป็นสกุลเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย (Legal Tender) และมันจะถูกหนุนหลังด้วยทุนสำรองเหมือนอย่างเช่นเงินบาทในรูปของธนบัตร ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ และแน่นอนเมื่อเป็นเงินบาท ก็จะมีไว้เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ไม่ได้มีไว้เพื่อเก็งกำไรเหมือนกับคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งนี่ก็เป็นการตอบคำถาม สำหรับบางท่านที่สงสัยว่าเราสามารถซื้อเหรียญ CBDC มาไว้เพื่อเก็งกำไรได้หรือไม่ เพราะเราคงไม่นำธนบัตรฉบับละ 500 บาทไปขายต่อให้เพื่อนในราคาที่มากกว่า 500 บาท 

 

สำหรับการออกแบบ Retail CBDC เบื้องต้น ธปท.ได้สรุปไว้ ดังนี้

1.การกระจาย Retail CBDC ให้แก่ประชาชน โดยการอาศัยธนาคารพาณิชย์หรือผู้ให้บริการทางการเงินเป็นตัวกลาง (Two-tier distribution) คาดว่าเป็นที่รูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของไทยเนื่องจากยังคงบทบาทตัวกลางทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ หรือผู้ให้บริการทางการเงินในปัจจุบัน 

2.คาดว่า Retail CBDC จะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยเหมือนเงินสด ขณะที่อาจมีการจำกัดปริมาณการถือครองหรือการไถ่ถอน เพื่อป้องกันการไถ่ถอนเงินอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยามวิกฤติจนกระทบต่อเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน

3.เทคโนโลยีเพื่อรองรับระบบ Retail CBDC จะใช้แบบผสมผสาน ทั้งเทคโนโลยีทั้งแบบรวมศูนย์ (Centralized) และกระจายศูนย์ (Decentralized) โดยข้อดีหลักของเทคโนโลยีแบบ Centralized คือ สามารถประมวลผลธุรกรรมปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ เทคโนโลยี แบบ Decentralized สามารถเพิ่มความเสถียรให้กับระบบ Retail CBDC และเทคนิคการเข้ารหัส (Cryptographic techniques) ยังเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ระบบอีกด้วย

4.ประชาชนผู้ใช้ Retail CBDC ในการทำธุรกรรมชำระเงินไม่ควรมีภาระต้นทุนค่าธรรมเนียม (Zero-to-minimal transaction costs) รวมถึงทุกภาคส่วน ควรสามารถเข้าถึงระบบ Retail CBDC เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและต่อยอดธุรกิจทางการเงินได้

 

อย่างไรก็ตาม ในรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับเงินบาทในรูปแบบดิจิทัล เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันอีกยาว เพราะเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่างๆ ที่ต้องมีการปรับแก้เพื่อให้รองรับเงินบาทในรูปแบบดิจิทัล   นี่จึงเป็นเหตุผลที่แบงก์ชาติ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนคนไทยทุกคนตั้งแต่ 2 เม.ย.-15 มิ.ย.64 

ดังนั้น ตลอดปี 2564-2565 จะเป็นปีของการพัฒนาเงินบาทในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเตรียมออกใช้กับประชาชนทั่วไปในภายภาคหน้า หลังจากที่ได้ค่อยๆ ทดลองมาแล้วตลอดระยะเวลา 3 ปีนับตั้งแต่ปี 2561 ในแบบ wholesale CBDC และเราก็ได้ที่ 1 ของโลกด้วย (ได้อันดับ 1 ควบกับฮ่องกง) โดยแบงก์ชาติมี "Digital Currency Team" มาทำหน้าที่พัฒนาและศึกษาโปรเจกต์ Retail CBDC โดยเฉพาะ

แบงก์ชาติบอกว่า CBDC จะเป็นทางเลือกให้ประชาชน และถ้าออกใช้จริงมันจะใช้คู่ขนานกับระบบเดิม ต้องค่อยๆ เป็นไป และดูผลตอบรับของประชาชนด้วย ซึ่งมันอาจจะอยู่ในวอลเล็ตที่เปิดใหม่ หรือในวอลเล็ตอันเดียวกับของธนาคาร หรือจะอยู่ในรูปแบบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ทั้งหมดนี้ยังไม่มีข้อสรุป แต่ที่แน่ๆ มันจะต้องเป็นอะไรที่ง่ายต่อการใช้งานของประชาชน โดยเฉพาะการใช้งานได้ในแบบแบบออฟไลน์ หรือไม่มีอินเทอร์เน็ต ที่แบงก์ชาติมองว่า เป็นจุดเด่นสำคัญ และคล้ายกับที่หยวนดิจิทัลของจีนทดลองอยู่ในปัจจุบันนี้ 

ก็หวังว่าคนไทยจะได้มีเงินบาทดิจิทัลใช้งานจริงๆ แม้ภายนอกเราอาจรู้สึกว่า ไม่น่าจะต่างอะไรกับพร้อมเพย์ หรืออีเพย์เมนต์ต่างๆ ที่เราใช้ แต่จริงๆ แล้วเทคโนโลยีหลังบ้านของ CBDC ได้เข้ามาช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการเงินสดของธนาคารได้มาก ไหนจะรถขนเงิน ไหนจะต้นทุนการพิมพ์ธนบัตร ฯลฯ 

ส่วนเราประชาชนในฐานะผู้ใช้งานนอกจากจะฟรีค่าธรรมเนียมโอนแล้ว เรายังได้เป็นเจ้าของเงินจริงๆ กล่าวคือ แม้อินเทอร์เน็ตล่มเราจะยังใช้เงินได้ (เหมือนเงินสดจริงๆ เพราะมันอยู่ในกระเป๋าเรา) แต่ถ้าเป็นระบบปัจจุบัน ถ้าเน็ตล่มเราจะโอนเงินไม่ได้เพราะเงินเราถูกดูแลโดยธนาคาร (ยกเว้นเงินสดที่ถอนออกมาใส่ในกระเป๋า) แต่ CBDC คือเงินของเราจริงๆ  ที่ต่อท่อตรงระหว่างเรากับธนาคารกลางของประเทศซึ่งเป็นผู้ผลิตเงิน

 

กราฟิก : ณัฐชนน พูนชัย-Boom 

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh