Lightning Network! ของ Bitcoin คืออะไร? และสำคัญต่ออนาคต Bitcoin อย่างไร
ชาวคริปโทก็คงจะพอคุ้นหูคุ้นตากันบ่อยขึ้นกับคำว่า ‘Lightning Network’ มันคืออะไรกันนะและเกี่ยวข้องอะไรกับ Bitcoin แค่ซื้อเหรียญก็จบแล้วมั๊ย?…จะต้องรู้อะไรอีก
เอาล่ะ! ทุกๆ ความสงสัยจะถูกไขให้กระจ่างในบทความนี้โดยเนื้อหาส่วนใหญ่อ้างอิงมาจากบทความของ Cointelegraph ซึ่งผู้เขียนอธิบายไว้ค่อนข้างละเอียดทีเดียว
ก่อนอื่นอยากให้นึกถึง “ถนนเส้นหลัก”
ลองหลับตานึกถึงสภาพการจราจรที่ติดขัดและน่าเบื่อแต่เราก็ต้องทนนั่งแช่อยู่ในรถที่กว่าจะเคลื่อนตัวได้ก็แทบขาดใจ โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วนเราจะลองเปรียบเทียบว่าถนนเส้นหลักคือบล็อกเชนเครือข่ายหลัก (เลเยอร์ 1)
เมื่อบล็อกเชนเครือข่ายหลัก (ไม่ว่าจะเครือข่ายใดก็ตาม) แออัด การจะทำธุรกรรมที เช่น โอนเหรียญนั้นๆ ก็ต้องรอกันเป็นหลายนาทีหรือชั่วโมง ทำให้เกิดแนวคิดในการสร้าง “ถนนเส้นรอง”ขึ้นมาซึ่งทำให้วิ่งรถได้เร็วขึ้น
ซึ่งในที่นี้เราจะพูดถึง “ถนนเส้นรอง”ของเครือข่ายหลักยอดนิยมอย่าง “บล็อกเชนบิตคอยน์”
ประวัติศาสตร์ Lightning Network ฉบับย่อ
ในปี 2015 นักวิจัยสองคนคือ Thaddeus Dryja และ Joseph Poon ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง “เครือข่าย Lightning Network” ชื่องานวิจัย “The Bitcoin Lightning Network” เป็นการเสนอแนวคิดของ “ระบบที่อยู่นอกบล็อกเชนหลักของ Bitcoin” ซึ่งจะประกอบไปด้วยช่องทางการชำระเงินมหาศาลด้วยการเปิดช่องทางการชำระเงินระหว่างกันอยู่นอกเครือข่ายหลัก
ต่อมาปี 2016 ทั้งคู่ก็ได้ก่อตั้งบริษัท “Lightning Labs” ขึ้นมาเพื่อพัฒนาเครือข่าย Lightning Network เป็นหลักความก้าวหน้าครั้งสำคัญเกิดขึ้นมีการอัปเกรด SegWit แบบ Soft Fork (การปรับปรุงบล็อกเชนโดยที่ยังสามารถทำงานร่วมกับเวอร์ชั่นเก่าได้) ในปี 2017 ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ว่างให้สามารถรองรับปริมาณธุรกรรมได้มากขึ้นในแต่ละบล็อกช่วงนั้นนักพัฒนาก็ลองสร้างแอปง่ายๆ อย่างเช่น กระเป๋าเงินและเกมพนัน
ต่อมาปี 2018 ก็มีการเปิดใช้งาน Lightning Network เวอร์ชั่นเบต้าบนเครือข่ายหลักของบิตคอยน์ได้ในที่สุด ตอนนั้นเป็นช่วงที่บุคคลมีชื่อเสียงอย่าง Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทกับโครงการ Lightning Network ถึงขนาดที่ Dorsey ลงทุนว่าจ้างกลุ่มนักพัฒนาให้มายกระดับประสิทธิภาพของ Lightning Network โดยเฉพาะและมีการจ่ายค่าจ้างเป็น Bitcoin อีกด้วย
Lightning Network คืออะไร? และมีกลไกการทำงานอย่างไร
กล่าวสั้นๆ “Lightning Network คือเครือข่ายลำดับชั้นที่ 2 ของบิตคอยน์” หรือเลเยอร์ 2 ของบล็อกเชนบิตคอยน์นั่นเอง โดยการทำธุรกรรมต่างๆ จะเกิดขึ้นอีกเลเยอร์ที่อยู่นอกเครือข่ายหลัก (หรือเลเยอร์ 1) ผู้ใช้งานสามารถเลือกทำธุรกรรมขนาดใหญ่บนบล็อกเชนหลัก และเปลี่ยนไปใช้ Lightning Networkเมื่อต้องการทำธุรกรรมขนาดเล็กนอกเครือข่าย เช่น จ่ายค่าข้าว ค่าน้ำ ค่ากาแฟ เป็นต้น
ด้วยแนวคิดของ Lightning Network ที่จะทำงานอยู่อีกเลเยอร์ ทำให้ตอนโอนเหรียญให้กัน “ไม่ต้องใช้เวลานาน” เหมือนบนเลเยอร์ 1 ที่เมื่อเกิดธุรกรรมขึ้นจะมีนักขุดมาทำการตรวจสอบและยืนยันธุรกรรมใครอยากทำธุรกรรมเสร็จเร็วก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงกว่าไม่งั้นก็ต้องยอมเสียเวลารอคิว เช่น จะจ่ายค่าสินค้าหลักสิบหลักร้อยก็รอจนเมื่อยตุ้ม แบบนี้ก็คงไม่มีใครอยากใช้บิตคอยน์เป็นเงิน
แต่บนเลเยอร์ 2 นี้ “ไม่มีนักขุดมายืนยันการทำธุรกรรม” นี่คือข้อแตกต่าง ทำให้การโอนไวดั่งสายฟ้าไม่ต่างอะไรกับ “ระบบพร้อมเพย์”
อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะไม่มีนักขุดมายืนยันในการทำธุรกรรมบนเลเยอร์ 2 แต่ทว่าสุดท้ายแล้ว ทุกๆ ธุรกรรมจะถูกรวบรวมนำไปบันทึกในบล็อกเชนเครือข่ายหลัก หรือเลเยอร์ 1 (บล็อกเชน บิตคอยน์) อยู่ดีซึ่งการนำมาบันทึกในเลเยอร์ 1 หมายความว่าต้องมีนักขุดมายืนยัน (ตามกลไกของบิตคอยน์ที่เป็นระบ PoW)
เท่ากับว่า ระบบ Lightning Network จะต้องทำงานกับ Bitcoin Network หรือเกาะเกี่ยวกันไปนั่นเอง ไม่ใช่แยกตัวขาดออกไปเลยแต่อย่างใด เป็นเหมือนพี่น้องในสายเลือดที่ทิ้งกันไม่ได้
จุดเด่น Lightning Network
จุดเด่นที่เห็นได้ชัดของเครือข่าย Lightning Network คือความสามารถในการทำธุรกรรมที่รวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมถูกกว่าเดิมทำให้ความฝันของการชำระเงินในระดับเศษสตางค์เกิดขึ้นได้จริง ถ้าไม่มี Lightning Network แล้วผู้ใช้งานก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพงมหาศาลแม้จะทำธุรกรรมที่ไม่ซับซ้อนแถมยังต้องรอเป็นชั่วโมงกว่าจะได้รับการยืนยัน
จะใช้งานได้อย่างไร
ใครก็ตามที่จะเข้ามาใช้งาน Lightning Network จะต้องมีการเปิดโหนดเสียก่อน (เหมือนกับคนที่จะเป็นนักขุดบิตคอยน์ ต้องลงโปรแกรมขุด)อาจจะใช้มือถือหรือใช้คอมพิวเตอร์ก็ได้ซึ่งวิธีการจะลึกและยากมาก
ต้องใช้ความรู้เชิงลึกในอีกระดับถ้าหากใครสนใจก็ลองไปศึกษาเพิ่มเติมต่อ แต่ถ้าเราไม่ได้อยากจะไปรู้อะไรลึกขนาดนั้นแต่อยากจะลองใช้ Lightning Network ดูบ้างปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายๆ เรียกว่าเป็นการใช้ Lightning Network “แบบคัสโตเดียล” ภาษาบ้านๆ ก็คือฝากเงิน(เหรียญ) ของตัวเองให้คนอื่นดูแลจัดการให้ในที่นี้ก็คือฝากผู้ให้บริการวอลเล็ต Lightning(โดยที่หลังบ้านจะเป็นโหนดตัวจริงที่ผู้ให้บริการวอลเลตบริหารจัดการอยู่โดยวอลเล็ตที่เราเปิดเป็นแค่ซอฟต์แวร์ที่เชื่อมต่อกับ Lightning Network )
วิธีการก็เพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่ให้บริการ Lightning Network มาและเราจะได้วอลเล็ต Lightning มาใช้อัตโนมัติจากนั้นก็โอนบิตคอยน์เข้ามาในวอลเล็ตและแปลงให้บิตคอยน์ไปอยู่บนเครือข่าย Lightning แค่นี้ก็ใช้งานได้แล้วสแกนจ่ายค่าสินค้าในร้านค้าที่เปิดรับด้วย Lightning Network
ซึ่งถ้าเราติดตามข่าวก็จะเห็นว่าอย่างประเทศเอลซัลวาดอร์ก็มีการเปิดรับชำระค่าสินค้าด้วย Lightning Network และในหลายประเทศเริ่มนำไปใช้แต่ในไทยยังไม่แพร่หลาย
ส่วนหนึ่งอาจเพราะยังเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ประกอบกับการใช้จ่ายที่หากแพร่หลายมากเท่าไรคงไม่ใช่เรื่องที่ถูกใจผู้คุมกฎอย่างแบงก์ชาติแน่นอนกับการที่จะมีเงินอีกสกุลใช้จ่ายนอกเหนือจากสกุลบาทยิ่งเป็นเงินบิตคอยน์ แบงก์ชาติในฐานะธนาคารกลางไม่สามารถควบคุมได้หากแพร่หลายหนักขึ้นๆก็จะไปกระทบกับการบริหารจัดการนโยบายการเงินโดยรวมของประเทศ
อนาคต Lightning Network
Lightning Network มีจำนวนการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาเกือบ 5 ปีนับจากปี 2018 มีผู้เปิดใช้งานซอฟต์แวร์โหนดของ Lightning เป็นจำนวนกว่า 16,000 รายและมีช่องทางชำระเงินที่เปิดใช้งานบนเครือข่ายอยู่ที่ 76,390 ช่อง มีจำนวนบิตคอยน์ที่ล็อกไว้เพื่อใช้งานบนเครือข่ายLightning 5,000 BTC (ถ้าอิงจากราคาบิตคอยน์ที่ 22,000 ดอลลาร์ เท่ากับมูลค่ารวมประมาณ 110 ล้านดอลลาร์)
ถ้า Lightning Network ได้รับความนิยมในการใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็มีแนวโน้มที่นักพัฒนากระเป๋าเงินจะปรับปรุงให้มีการรองรับ Lightning Network กันอย่างแพร่หลายมากขึ้นทางฝั่งผู้ใช้งานเองก็สามารถทำหน้าที่เป็นโหนดเพื่อช่วยเพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรมให้กับเครือข่ายได้อีกด้วย
ศูนย์ซื้อขายคริปโทบางแห่งก็เริ่มรองรับการใช้งานผ่านLightning แล้วทำให้นักเทรดในตลาดได้รู้จักและใช้งานกันในวงกว้างมากขึ้นศูนย์ซื้อขายคริปโทฯ ที่รองรับระบบของ Lightning Network สามารถเปิดบริการให้นักเทรดทำการถอนบิตคอยน์ในจำนวนน้อยนิดด้วยค่าธรรมเนียมต่ำและมีความรวดเร็วทันใจ (แม้ในช่วงที่เครือข่าย บิตคอยน์ทำงานช้า)
เครือข่าย Lightning ยังถูกนำมาใช้เป็นระบบการเงินทางเลือก ที่เข้ามาช่วยให้ผู้ใช้บริการส่งเงินกลับภูมิลำเนาในต้นทุนต่ำค่าธรรมเนียมหลักเศษสตางค์ โดยในประเทศกานา เคนยา ไนจีเรีย ฟิลิปปินส์ รองรับบริการ "Send Globally" ของแอปพลิเคชัน Strike ซึ่งเป็นบริการส่งเงินกลับภูมิลำเนาผ่านเครือข่าย Lightning
วิธีการก็คือเงินดอลลาร์จากต้นทางจะถูกแปลงเป็นบิตคอยน์โดยอัตโนมัติและส่งผ่านLightning Network ไปยังพันธมิตรบุคคลที่สามที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศของผู้รับปลายทางและพันธมิตรจะทำการแปลงบิตคอยน์เป็นสกุลเงินท้องถิ่นส่งตรงเข้าบัญชีธนาคารหรือกระเป๋าเงินในสมาร์ตโฟนของผู้รับนั่นเอง
อ้างอิง :
https://cointelegraph.com/bitcoin-for-beginners/what-is-the-lightning-network-in-bitcoin-and-how-does-it-work
https://rightshift.to/2022/siraphop/6512/
https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain.aspx?release=y&ref=M&id=RkJhZ0JVdXdDVW89
https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain.aspx?release=y&ref=M&id=aW5tR0JsQ05BK1U9
กราฟิก: ณัฐชนน พูนชัย (Boom)