บทความแนะนำ

ติดดอยหุ้น ทำไงดี ?

ติดดอยหุ้น ทำไงดี ?

การ"ติดดอยหุ้น"คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นยุคปัจจุบัน หรือในอดีต เพราะแอดฯเชื่อว่าหลายคน ทั้งนักลงทุนมือเก๋า หรือมือใหม่ ต่างก็คงเคยผ่านประสบการณ์นี้กันมาแล้วทั้งนั้น 

การ"ติดดอยหุ้น"ทำให้หลายคนเจ็บตัว ยอมขาดทุนในจำนวนมาก ๆ ก็มี แล้วก็เก็บประสบการณ์นั้นไว้เตือนใจตัวเองในการลงทุน ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดดังกล่าวซ้ำสองขึ้นอีก

แต่สำหรับนักลงทุนที่เพิ่งเข้ามาลงทุน แล้วยังไม่เคยมีประสบการณ์ดังกล่าว หรือนักลงทุนที่เพิ่งรู้ตัวเองหมาด ๆ ว่ากำลังติดดอยหุ้น แล้วกำลังหาวิธีลงจากดอยดังกล่าว แบบเจ็บตัวน้อยที่สุด วันนี้แอดฯ ก็มีข้อมูลดีๆ จากบล.กรุงศรี มาให้ลองทำตามดูนะ

โดย บล.กรุงศรี ระบุว่า หากเรารู้ตัวแล้วว่ากำลังติดดอยหุ้น แล้วอยากจะลงจากดอยนั้น ขั้นแรกเลยต้องตั้งสติก่อน แล้วมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเสียก่อนว่า สินทรัพย์ที่เราถืออยู่นั้น ยังมีอนาคตและสมควรเก็บไว้ในครอบครองหรือไม่ ?

เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าควรไปต่อ หรือพอแค่นี้กับสินทรัพย์ที่กำลังปักหลักอยู่บนดอย บล.กรุงศรี แนะนำให้เราใช้ 3 กลยุทธ์หลักในการพาตัวเองลงจากดอย ดังนี้ 

1.เนื้อร้ายต้องตัดทิ้ง (Cut Loss) เมื่อพื้นฐานมันเปลี่ยนแล้ว แถมแนวโน้มราคาหุ้น มีแต่ปักหัวลง ยิ่งช้ำใจกว่านั้นเมื่อเห็นราคาหุ้นตัวอื่นวิ่งขึ้นทั้งตลาด ในสถานการณ์เช่นนี้ ตัดใจขายเอาเงินไปซื้อหุ้นตัวอื่นมาสร้างกำไร ชดเชยขาดทุนดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่ามาก

จริง ๆ แล้ว การ Cut Loss นั้น เป็นหนึ่งในหลักการพื้นฐานของนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนสายเทคนิค ที่มักจะกำหนดลิมิตของการขาดทุนไว้ เช่น หากราคาหุ้น ลดลงไปจากราคาที่ซื้อไว้ 20% ต้องทำการ Cut Loss ทันที เพื่อจำกัดการขาดทุนนั่นเอง

2.ซื้อหุ้นเพิ่ม กดราต้นทุนให้ต่ำลง : สำหรับวิธีนี้ต้องดูแนวโน้มราคาหุ้นประกอบการตัดสินใจด้วย เพราะการซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อหวังถัวเฉลี่ยต้นทุน ควรทำในแนวโน้มขาขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างดังนี้นะทุกคน

สมมติเราซื้อหุ้น A มาในราคาหุ้นละ 1 บาท จำนวน 1,000 หุ้น เท่ากับต้นทุนของเราอยู่ที่ 1,000 บาท แต่ต่อมา หุ้น A ราคาหุ้นลดลงเหลือ 0.65 บาท ทำให้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.65*1,000 = 650 บาท จึงทำให้เราขาดทุน 350 บาท

แต่คาดการณ์ว่า 0.65 บาท เป็นราคาต่ำสุดของหุ้น A แล้ว จึงตัดสินใจซื้อหุ้น A เพิ่มอีก 1,000 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 0.65 บาท ทำให้ต้นทุนหุ้นในพอร์ตรวม 1,000 + 650 = 1,650 บาท โดยหุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.65*2,000 = 1,300 บาท หรือขาดทุน 350 บาท

ต่อมา ถ้าหุ้น A ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 0.80 บาท จะทำให้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.8*2,000 = 1,600 บาท หรือขาดทุน 50 บาท จากตัวอย่าง การซื้อหุ้นในแนวโน้มขาขึ้นเพื่อถัวให้ราคาเฉลี่ยลดลง ช่วยลดความเสียหายเหลือ 3% (ขาดทุน 50 บาท จากต้นทุน 1,650 บาท) ซึ่งถ้าเราไม่ทำอะไรเลย จะขาดทุน 20% (ขาดทุน 200 บาท จากต้นทุน 1000 บาท)

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการแก้พอร์ตด้วยวิธีนี้ คือ หากเราคาดการณ์ผิดพลาด โดยไปซื้อหุ้นเพิ่มในแนวโน้มราคาขาลง พอร์ตเราจะยิ่งติดดอยหนักขึ้นอีก ถึงแม้เราจะได้ราคาต้นทุนต่ำลงเรื่อย ๆ แต่อย่าลืมว่า มูลค่าหุ้นที่ถือในปัจจุบัน ก็จะยิ่งต่ำลงด้วยเช่นกัน

3.Short Against Port  : เป็นการขายหุ้นออกบางส่วน เพื่อนำเงินกลับไปซื้อหุ้นตัวเดิมในราคาที่ถูกลง เพื่อให้มีจำนวนหุ้นในพอร์ตเพิ่มขึ้น วิธีนี้เป็นการลดความเสียหายของพอร์ต โดยไม่เพิ่มต้นทุน แต่ต้องอาศัยการคาดการณ์ที่แม่นยำของราคาแนวรับ - แนวต้านดังนี้นะ 

สมมติเราซื้อหุ้น B มาในราคาหุ้นละ 1 บาท จำนวน 1,000 หุ้น ต้นทุนรวมจะเท่ากับ 1,000 บาท แต่ต่อมา หุ้น B ราคาหุ้นลดลงเหลือ 0.7 บาท ทำให้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.7*1,000 = 700 บาท จึงทำให้เราขาดทุน 300 บาท

แต่ถ้าเราคาดการณ์ว่า ราคาหุ้น B จะลดลงต่ำกว่าแนวรับแรกที่ 0.7 บาท แล้วตัดสินใจขายหุ้น B ออกไปก่อน 500 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 0.7 บาท ได้เงินกลับมา 350 บาท ทำให้ต้นทุนเหลือ 1,000 -350 = 650 บาท โดยขณะนี้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.7* 500 = 350 บาท เท่ากับขาดทุน 300 บาท

และถ้าต่อมา หุ้น B ราคาหุ้นลดลงเหลือ 0.5 บาท ทำให้หุ้นในพอร์ตมีมูลค่า 0.5*500 = 250 บาท ขาดทุน 400 บาท วิเคราะห์ว่า หุ้น B ที่ราคา 0.5 บาท เป็นจุดต่ำสุด จึงนำเงินที่ขายหุ้น B จำนวน 350 บาท กลับเข้าซื้อหุ้น B ที่ราคา 0.5 บาท ได้ 350 / 0.5 = 700 หุ้น ทำให้ต้นทุนกลับมาเป็น 650+350 = 1,000 บาท โดยพอร์ตมีมูลค่า 0.5*(500+700) = 600 บาท

เมื่อหุ้น B ราคาเด้งกลับไปชนแนวต้านที่หุ้นละ 0.8 บาท จะทำให้พอร์ตมีมูลค่า 0.8*1,200 = 960 บาท ทำให้การขาดทุนของเราเหลือเพียง 40 บาท เท่านั้น

จากตัวอย่าง เราสามารถลดความเสียหายของพอร์ตเหลือ 4% (ขาดทุน 40 บาท จาก 1,000 บาท) แต่หากไม่ทำอะไรเลย พอร์ตของเราจะขาดทุน 20% (ขาดทุน 200 บาท จาก 1,000 บาท) โดยวิธีนี้นอกจากการคาดการณ์ทิศทางแนวโน้มที่แม่นยำแล้ว การคาดการณ์แนวรับ แนวต้านก็สำคัญเช่นกัน

และทั้งหมดนี้ ก็คือ เคล็ดไม่ลับลงจากดอยให้เจ็บตัวน้อยที่สุด ที่แอดฯหยิบข้อมูลดี ๆ จากบล.กรุงศรี มาแบ่งปันเพื่อน ๆ ในวันนี้เนอะ ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนไม่มากก็น้อยเนอะ สำหรับวันนี้ไปก่อนแล้ว บ๊าย บาย ....







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh