บทความแนะนำ

EBITDA ที่"บัฟเฟตต์" ไม่ชอบ แต่ทำไมเราไม่ควรมองข้าม ?

EBITDA ที่

EBITDA คือ กำไรจากการดำเนินงานของบริษัทก่อนหักดอกเบี้ย, ภาษี, ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือพูดง่าย ๆ ก็คือกำไรส่วนที่เป็นเงินสดจริง ๆ นั่นเองนะ

โดยทั่วไป นักลงทุนมักใช้ EBITDA วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนทางการเงินอื่น ๆ เช่น ดอกเบี้ย, ภาษี และค่าเสื่อมราคา เป็นต้น 

นอกจากนี้ นักลงทุน ยังมักนิยมใช้ EBITDA เปรียบเทียบบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น หากในอุตสาหกรรม A บริษัทใดมี EBITDA ที่มากกว่า ก็มีโอกาสที่จะสร้างกำไรได้มากกว่า โดยตัวเลขยิ่งสูงยิ่งดี

แต่ก็มีข้อควรระวัง เพราะตัวเลขนี้ยังไม่ได้นับค่าใช้จ่ายทางการเงินอื่น ๆ เช่น ถ้าธุรกิจไหนกู้หนี้เยอะ จะมีดอกเบี้ยเยอะ แต่ยังไม่ถูกคำนวณใน EBITDA จึงต้องดูหลายอัตราส่วนประกอบกัน

และในข้อควรระวังนี้เอง ที่ทำให้นักลงทุนเน้นคุณค่าระดับโลก อย่าง "วอร์เรน บัฟเฟตต์" ไม่ชอบที่จะนำ EBITDA มาใช้เป็นเครื่องมือในการเลือกหุ้น 

เพราะ"วอร์เรน บัฟเฟตต์" มองว่า ค่า EBITDA ที่ตัดเรื่องดอกเบี้ย, ภาษี, ค่าเสื่อม และค่าตัดจำหน่าย ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของกิจการนั้น ๆ โดยมองว่า สิ่งที่ EBITDA ตัดออกไป ก็คือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานนี่แหละ

ถ้าไม่มีเงินลงทุนไปซื้อเครื่องจักร หรือขยายกิจการ ก็จะไม่เกิดเป็นรายได้ขึ้นมา ดังนั้น "วอร์เรน บัฟเฟตต์" จึงไม่ชอบที่จะเข้าไปลงทุนในกิจการที่มีค่าเสื่อม หรือดอกเบี้ยจ่ายเยอะ ๆ แต่จะเลือกมองหากิจการที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที

อย่างไรก็ตาม การใช้ EBITDA เลือกหุ้น ยังมีความจำเป็นไม่น้อย โดย "กวี ชูกิจเกษม" ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย ระบุว่า การนำ EBITDA ไปใช้เลือกหุ้น เหมาะกับกิจการที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการลงทุน เพราะต้องลงทุนหนัก จึงมีค่าเสื่อมสูง ดังนั้น ทำให้นักลงทุนอย่างเรา ๆ ได้เห็นความสามารถในการทำกำไรที่แท้จริงของบริษัท

นอกจากนี้ EBITDA ยังมีประโยชน์ ที่จะนำมาใช้ตอนเกิดวิกฤติอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจ หรือวิกฤติอย่างโควิด-19 เพราะ EBITDA มีความใกล้เคียงกับเงินสดจากการดำเนินงาน 

ดังนั้น การเกิดวิกฤติ บริษัทอาจมีผลประกอบการที่ขาดทุนชั่วคราว แต่หากบริษัทสามารถรักษา EBITDA Margin ให้เป็นบวกได้ แม้ว่าจะลดลง แต่ก็พอแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรักษาให้บริษัทมีกระแสเงินสดมาหล่อเลี้ยงธุรกิจให้อยู่รอดได้

เช่น บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ที่มีผลขาดทุนในปี 63 - 64 จากวิกฤติโควิด-19 แต่ยังคงสามารถรักษา EBITDA ให้เป็นบวกได้ แม้ว่าตัวเลข EBITDA ในช่วงดังกล่าว จะลดลงมากก็ตาม 

แต่ต้องอยู่บนสมมติฐานหรือการคาดการณ์ที่ว่า  MINT จะกลับมาทำกำไรได้เหมือนเดิม หลังธุรกิจโรงแรมกลับมาเปิด และนักท่องเที่ยวกลับมาท่องเที่ยวอีกครั้งหนึ่งได้หรือไม่ ในระหว่างนี้การมี EBITDA เป็นบวก ก็พอประเมินได้ว่าบริษัทน่าจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไม่ควรนำอัตราส่วนทางการเงินอันใดอันหนึ่งมาใช้วิเคราะห์เพื่อคัดหุ้นเขาพอร์ตฯลงทุนของตนเอง เเต่ควรใช้อัตราส่วนทางการเงินหลายๆส่วน รวมทั้งข้อมูลข่าวสารอื่นๆ มาประกอบในการตัดสินใจด้วย ....
 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh