บทความแนะนำ

ดอกเบี้ยขาขึ้น เลือกหุ้นแบบไหนดี ?

ดอกเบี้ยขาขึ้น เลือกหุ้นแบบไหนดี ?

ต้องยอมรับว่า ทิศทางดอกเบี้ย ณ ปัจจุบัน กำลังเป็นเทรนด์ขาขึ้น หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอัตราเร่งต่อเนื่อง ส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตาม เพื่อรักษาเสถียรภาพการเงินไว้

จึงทำให้ดอกเบี้ยนโยบายไทย ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 1% และมีโอกาสที่จะเพิ่มเป็น 1.25% ในช่วงการประชุมของกนง.รอบเดือน พ.ย.นี้ ตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ในตลาด และในปี 66 ก็มีโอกาสที่ กนง. จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25 - 0.5% ต่อเนื่องด้วย

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า สิ่งที่ตามมาหลังขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย คือ สถาบันทางการเงินจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยประเภทต่าง ๆ ตามในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ยเงินกู้ ดอกเบี้ยเงินฝาก รวมถึงดอกเบี้ยที่เป็นผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นกู้และพันธบัตรรัฐบาล

แต่คงไม่ปรับในจำนวนเท่ากันเป๊ะ ๆ เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณเงินฝาก, ความต้องการสินเชื่อ, อัตราเงินเฟ้อ และต้นทุนการดำเนินธุรกิจของธนาคาร เป็นต้น 

อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ยังทำให้ความน่าสนใจของการลงทุนลดลง ทั้งในฝั่งของประชาชนที่มีแนวโน้มจะฝากเงินไว้ในธนาคารเยอะขึ้น เพราะได้ผลตอบแทนจากเงินฝากสูงขึ้น จึงมีแรงจูงใจน้อยลงที่จะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงมากกว่า แต่ผลตอบแทนอาจจะไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าไหร่นัก

ส่วนการลงทุนของภาคธุรกิจ ก็จะมีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น จากภาระหนี้ที่อาจเพิ่มขึ้นมหาศาล ทำให้หลายบริษัทอาจจะชะลอการขยายธุรกิจออกไปก่อนในช่วงนี้ หรือลงทุนอย่างระมัดระวังตัวขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอนาคต

ทว่าในระยะสั้นหลายธุรกิจอาจจะเร่งการลงทุนก่อนที่ดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น โดยระดมทุนในรูปแบบต่าง ๆ นอกเหนือการขอสินเชื่อจากธนาคาร เช่น การออกหุ้นกู้ หรือ เพิ่มทุนจดทะเบียน เป็นต้น เพื่อเป็นการล๊อกต้นทุนทางการเงินในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงที่ดอกเบี้ยอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น จะกระทบต่อภาพรวมการลงทุน และทำให้ตลาดหุ้นมีเสน่ห์น้อยลงไปบ้าง แต่จริง ๆ แล้ว ก็มีหุ้นในบางอุตสาหกรรม หรือหุ้นบางลักษณะ ที่ได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นดอกเบี้ยด้วย

โดย ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หุ้น 3 ลักษณะ ที่มีความน่าสนใจลงทุนในช่วงเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น แบ่งออกได้ดังนี้

1.หุ้นธนาคารและประกันชีวิต : ธนาคารและประกันชีวิต คือ กลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์โดยตรง จากการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ มาจากการปล่อยสินเชื่อ และทำกำไรจาก Net Interest Margin: NIM ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้กับดอกเบี้ยเงินฝาก โดยทั่วไปแล้วดอกเบี้ยเงินกู้จะขึ้นเร็วกว่าเงินฝากเสมอ จึงมีโอกาสทำกำไรที่มากขึ้นในช่วงนี้

เช่นเดียวกับธุรกิจประกันชีวิต ที่มีโอกาสทำกำไรได้สูงขึ้น จากการนำเบี้ยประกันไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนในสินทรัพย์ต่าง ๆ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือ หุ้นกู้  ดังนั้น ถ้าดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้น แปลว่าผลตอบแทนจากการลงทุนก็จะสูงขึ้นด้วยนั่นเอง

2.หุ้นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิต : เช่น หุ้นที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร, ยารักษาโรค, บริการทางการแพทย์, สินค้าอุปโภคที่จำเป็นอย่าง สบู่, แชมพู, ยาสีฟัน และสาธารณูปโภคพื้นฐานต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า, แก๊ส, น้ำมัน, น้ำประปา เป็นต้น 

แม้จะไม่ได้รับประโยชน์จากการขึ้นดอกเบี้ยโดยตรง แต่ถือว่าธุรกิจดังกล่าว จะไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบมากนัก จึงเหมาะกับการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น

ความน่าสนใจของหุ้นกลุ่มนี้ คือ อำนาจต่อรองในการกำหนดราคาสินค้า และสามารถผลักภาระต้นทุนบางส่วนไปยังผู้บริโภคได้ เพราะเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ จึงลดแรงกระแทกในยามที่ต้นทุนสูงขึ้น จากทั้งเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยได้นั่นเอง 

3. หุ้นหนี้สินต่ำ เงินสดในมือสูง : เมื่อดอกเบี้ยขึ้น ภาระหนี้ของบริษัทก็จะสูงขึ้นด้วย บริษัทที่มีหนี้เยอะหรือขาดกระแสเงินสด จะเสียเปรียบอย่างมากต่อการขยายธุรกิจ ยิ่งถ้าบริษัทมีรายได้เท่าเดิม ก็จะส่งผลต่อแนวโน้มกำไรในอนาคตที่ลดลงด้วย เพราะมีรายจ่ายจากต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน เราควรเน้นลงทุนหุ้นคุณภาพที่มีความปลอดภัยสูง สังเกตง่าย ๆ จากธุรกิจที่มีภาระหนี้สินต่ำ โดย D/E Ratio ไม่ควรเกิน 2 เท่า รวมถึงมองหาบริษัทที่มีกระแสเงินสดสุทธิเป็นบวก (Net Cash Flow) 

สะท้อนถึงการมีเงินสดจากการดำเนินงาน, มีเงินสดจากการลงทุน, การกู้ยืมและภาระดอกเบี้ยต่ำ ทั้งนี้ หุ้นที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งอยู่แล้ว จะมีความสามารถที่จะสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกกดดันจากนโยบายทางการเงินก็ตาม

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนคงพอจะเห็นภาพชัดขึ้นแล้ว ว่าเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนอย่างไรบ้าง

ทั้งนี้ การลงทุนไม่มีอะไรแน่นอน และยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น หัวใจสำคัญ คือ เราต้องหมั่นติดตามข้อมูล และสถานการณ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับมุมมองการลงทุนได้อย่างทันท่วงที







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh