บทความแนะนำ

"ทำไมต้องระวังการลงทุนในหุ้นกู้มากขึ้น"

หากพูดถึงการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ของภาคเอกชนในปี 65 ถือว่าคึกคักขึ้นมาก เพราะข้อมูล 8 เดือนแรก ภาคเอกชน (ไม่รวมภาคการเงิน) ระดมทุนผ่านหุ้นกู้ไปแล้วถึง 9.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน 

การระดมทุนผ่านหุ้นกู้ในปีนี้ที่สูงขึ้น มีสาเหตุหลักจากการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจหลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 และเป็นการรีบล็อคต้นทุนทางการเงินของหลายๆบริษัทเอาไว้ หลังเทรนด์ดอกเบี้ยกลับเข้าสู่ขาขึ้น

เทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้นในไทย ถูกตอกย้ำจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 1% ขณะที่ ผู้สันทัดกรณีทางเศรษฐกิจทั้งหลาย คาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ กนง.จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25%

และในปี 66 ก็มีโอกาสที่กนง. จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกราว 0.25 - 0.5% เพื่อขยับช่องว่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยให้เข้าใกล้ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯมากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลทางการเงินเอาไว้

เมื่อภาพดอกเบี้ยกลับเข้าสู่เทรนด์ขาขึ้นชัดขึ้น จะทำให้ต้นทุนการระดมทุนผ่านตลาดพันธบัตรสูงขึ้นด้วย โดยอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินที่เพิ่มขึ้น นอกจากจะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอลงผ่านการบริโภคและการลงทุนที่ลดลงแล้ว

อีกทางหนึ่ง ยังส่งผลต่อฐานะการเงินของภาคธุรกิจไทยอีกด้วย เนื่องจากต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น จะทำให้การระดมทุนของภาคธุรกิจทำได้ยากขึ้น ภาระการจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้มากขึ้นตามไปด้วย

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ระบุว่า วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจที่ระดมทุนผ่านตราสารหนี้เผชิญความเสี่ยงที่อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (Yield snapback) ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืม ตลอดจนฐานะการเงินของภาคธุรกิจ 

ความเสี่ยงดังกล่าว จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อหุ้นกู้ครบกำหนดชำระในอนาคต เพราะหากภาคธุรกิจยังต้องการระดมทุนต่อเนื่องในช่วงวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น ก็จะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น และอาจส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง

ทั้งนี้ ปริมาณหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดอายุในช่วงที่เหลือของปี 65 ถือว่า ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก โดยมีมูลค่าราว 2.8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 8% ของยอดคงค้างในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งหมด 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นในปี 66 - 67 เนื่องจากหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดอายุในช่วงดังกล่าว มีสัดส่วนสูงขึ้นถึง 15% และ 18% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับยอดคงค้างในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งหมด 

นอกจากนี้ พบว่าหุ้นกู้กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อ Roll-over risk มากที่สุด คือ หุ้นกู้กลุ่มความน่าเชื่อถือต่ำ (Speculative) ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุคงเหลือเฉลี่ยเพียง 1 ปีครึ่งเท่านั้น จึงทำให้ต้องเผชิญกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นในรอบนี้

แต่ EIC ยังประเมินว่าวามเสี่ยง Roll-over ในตลาดตราสารหนี้ไทยโดยรวมยังไม่สูงนัก เนื่องจากหุ้นกู้ส่วนใหญ่เกือบ 90% เป็นกลุ่ม Investment grade ที่ผู้ออกมักเป็นบริษัทที่มีฐานะทางการเงินเข้มแข็งและมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ต่ำ 

อย่างไรก็ดี ยังต้องเฝ้าติดตาม ภาคธุรกิจบริการ, อสังหาริมทรัพย์ และก่อสร้าง เพราะปี 66 - 67 ภาคธุรกิจดังกล่าว จะมีความเสี่ยง Roll-over risk สูงขึ้นมาก เนื่องจากมีสัดส่วนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระหนี้มากที่สุด เมื่อเทียบกับภาคธุรกิจอื่น โดยเฉพาะหุ้นกู้ในกลุ่ม Speculative grade ที่มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูง และมีต้นทุนการระดมทุนสูงนั่นเอง 

เมื่อพิจารณาสัดส่วนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดอายุในแต่ละปี พร้อมกับแนวโน้มและระยะเวลาการฟื้นตัวของรายได้ธุรกิจแล้ว พบว่าธุรกิจภาคบริการ และภาคอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างจัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง Roll-over สูงสุด โดย EIC ประเมินว่า รายได้ของธุรกิจภาคบริการจะกลับมาฟื้นตัวเทียบเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 67

ขณะที่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และก่อสร้าง จะสามารถฟื้นตัวเทียบเท่ากับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 67 - 68 ดังนั้น ช่วงที่รายได้ของภาคธุรกิจดังกล่าว ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และมีการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ต่ำกว่า Investment grade ที่จะครบกำหนดชำระหนี้ในสัดส่วนสูง จะมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มากที่สุด ภายใต้วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นเช่นนี้







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh