บทความแนะนำ

ทำไมต้องมีหุ้น Holding Company ติดพอร์ต ?

ทำไมต้องมีหุ้น Holding Company ติดพอร์ต ?

หลายคนคงรู้จัก"ทฤษีหลอดไฟหลายดวง"เป็นอย่างดี เพราะเป็นทฤษฎีที่เน้นให้เรากระจายความเสี่ยง ด้วยการมีหลอดไฟหลายๆดวง เปรียบเหมือนการมีรายได้หลายทาง ซึ่งเมื่อหลอดไฟดวงใดดับไป ก็ยังมีอีกหลายดวงติดอยู่นั่นเอง

เช่นเดียวกับ Holding Company ที่เป็นบริษัทมีรายได้หลายทาง จากการถือหุ้นหลายบริษัท ช่วยทำให้สถานะทางการเงิน โดยเฉพาะกระแสเงินสด ค่อนข้างมีความมั่นคง และไม่ผันผวน 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ช่วงตลาดหุ้นผันผวน เศรษฐกิจไม่ค่อยดี การลงทุนหุ้น Holding Company เป็นอีกกลุ่มที่มีความน่าสนใจ จากการถือหุ้นในบริษัทที่หลากหลาย ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หุ้น Holding Company มีจุดด่นที่น่าสนใจอีก 4 ข้อ ที่ทำให้นักลงทุนควรมีติดพอร์ตไว้ ดังนี้

1.เป็นบริษัทขนาดใหญ่ มั่นคง แข็งแรง มีการกระจายความเสี่ยงการลงทุน จากการที่บริษัทมีการถือหุ้นในธุรกิจที่หลากหลาย โอกาสที่ธุรกิจต่างๆ จะเกิดวิกฤตขึ้นพร้อมกัน ถือว่าเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่ำกว่าการดำเนินธุรกิจที่เป็นบริษัทเดี่ยวอีกด้วย

2.สามารถขยายการเติบโตด้วยการลงทุนในธุรกิจทั้งที่เกี่ยวข้อง และไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิมของบริษัทได้

3.หุ้น Holding ค่อนข้างมีมูลค่าการตลาด (Market) ถูกกว่ามูลค่าของหุ้นที่ถืออยู่ ฉะนั้นการซื้อหุ้น Holding มักจะได้ส่วนลดที่มากกว่าการเข้าไปลงทุนตรงในหุ้นลูกที่ Holding ถืออยู่

4.สามารถจ่ายปันผลในอัตราที่สูงได้ เนื่องจาก Holding Company มักจะลงทุนในธุรกิจที่มีกำไร และสร้างกระแสเงินสดกลับมาในอัตราที่สูงได้ เพื่อจะได้ส่งต่อผลตอบแทนนั้นไปยังกลุ่มผู้ถือหุ้นอีกทอดหนึ่งนั่นเอง 

แต่ก่อนที่เราจะตัดสินใจเข้าลงทุนในหุ้น Holding Company ตลาดหลักทรัพย์ฯ แนะนำว่า เราก็ต้องวิเคราะห์หุ้นดังกล่าวอย่างรอบคอบเสียก่อนโดยต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลักดังนี้

1.โครงสร้างการลงทุน : Holding Company แต่ละแห่งมีการลงทุนบริษัทย่อยในสัดส่วนที่แตกต่างกัน โดยแบ่งโครงสร้างของกลุ่มธุรกิจที่ถืออยู่ออกเป็น 2 ประเภท คือ กลุ่มธุรกิจหลัก จะสามารถลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมที่ถือหุ้นได้ในสัดส่วน 25% ขึ้นไป และจะต้องรวมกันได้ไม่เกิน 75% ของมูลค่าสินทรัพย์ Holding Company

ส่วนอีกประเภท คือ กลุ่มธุรกิจอื่น จะเป็นการลงทุนในบริษัทย่อย ซึ่งทุกบริษัทในกลุ่มนี้จะต้องรวมกันไม่เกิน 25% ของมูลค่าสินทรัพย์ Holding Company 

โดยการทำความเข้าใจในการแบ่งโครงสร้างการลงทุน จะช่วยให้เราเห็นภาพของธุรกิจนี้ได้ง่ายมากขึ้น ว่ามีสัดส่วนในการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมใด และมีการลงทุนมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง 

2.ประเมินมูลค่าหุ้น : การประเมินมูลค่าหุ้น Holding Company ทำได้ 2 แบบ คือ หามูลค่าหุ้นบริษัทลูกที่ Holding Company ถืออยู่ เรียกว่า Sum Of The Parts (SOTP) โดยเป็นค่าที่บอกว่า หุ้น Holding Company นี้ ควรจะมีมูลค่าเท่าไหร่ 

ซึ่งมีความใกล้เคียงและมีความแม่นยำกว่า เมื่อเทียบกับวิธีการประเมินมูลค่าแบบอื่น ๆ เนื่องจากวิธีดังกล่าวอิงกับมูลค่าของหุ้นของแต่ละกิจการที่มีการซื้อขายในตลาด

อย่างไรก็ตาม การประเมินมูลค่าด้วยวิธีนี้ นักวิเคราะห์มักจะลดมูลค่าของหุ้นที่บริษัท Holding Company ถืออยู่ประมาณ 20-25% บนสมมติฐานที่ว่า หากบริษัทขายหุ้น จะต้องเสียภาษีนิติบุคคล 20%

ส่วนอีกวิธี คือ อัตราส่วนทางการเงิน วิธีนี้จะเป็นการตั้งสมมติฐานว่าหุ้น Holding Company เป็นหุ้นธรรมดา โดยในสถานการณ์ทั่วไป นักลงทุนมักจะใช้อัตราส่วน P/E Ratio และอัตราส่วนเงินปันผล (Dividend Yield)

โดยเริ่มวิเคราะห์จากภาพรวมของงบการเงิน และเจาะไปที่กำไร จากนั้นจึงใช้ P/E Ratio เทียบกับอุตสาหกรรมที่ Holding Company ถูกจัดอยู่ ซึ่งวิธีนี้ สามารถนำไปปรับใช้กับบริษัทลูกที่ Holding Company ถืออยู่ได้ด้วย

3.นโยบายจ่ายเงินปันผล : นอกจากการประเมินมูลค่าหุ้นแล้ว เราจะต้องดูผลประกอบการของบริษัท Holding Company ด้วยว่าเป็นอย่างไร มีนโยบายการจ่ายปันผลหรือไม่ ซึ่งสัญญาณหนึ่งที่ผู้บริหารใช้ในการแก้ปัญหาเวลาหุ้นประเภทนี้มีราคาต่ำเกินไป คือ การทำกำไรจากการขายหุ้นที่ถือ และจ่ายปันผลพิเศษให้ผู้ถือหุ้น

และทั้งหมดนี้ ก็คือ เกล็ดความรู้ดีๆเกี่ยวกับหุ้น Holding Company ที่แอดนำข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯมาแบ่งปันเพื่อนๆทุกคนวันนี้เนอะ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนเนอะ สำหรับวันนี้ไปก่อนแล้ว บ๊าย บายยย







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh