บทความแนะนำ

เทคนิคเลือกหุ้น "Defensive Stock"

เทคนิคเลือกหุ้น

ช่วงตลาดหุ้นผันผวนเรามักได้เห็นได้ยินได้ดู คำแนะนำกลยุทธ์การลงทุนจากบรรดากูรูและนักวิเคราะห์ว่าให้เลือกหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) ... โดยเฉพาะช่วงนี้แหล่ะ

โดยเหตุผลสำคัญที่ต้องเลือกหุ้นประเภทนี้เพราะมีแรงต้านทานสูงในทุกสภาพตลาด โดยเฉพาะขาไซด์เวย์ตลอดจนขาลง ซึ่งหุ้นกลุ่มนี้จะมีจุดแข็งคืนปัจจัยพื้นฐานที่ค่อนข้างมั่นคง ได้รับผลกระทบน้อยยามที่เศรษฐกิจมีปัญหาหรือซบเซา

แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าหุ้นไหนเป็น "Defensive Stock" ? เพราะไม่ได้มีคำกำกับไว้ท้ายชื่อย่อสักหน่อย ...

ผมได้ลองสำรวจข้อมูลที่น่าเชื่อถือหลายแหล่ง โดยเฉพาะจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงค้นพบว่า หุ้น "Defensive Stock" ควรจะมีคุณสมบัติดังนี้

1.ขนาดไม่เล็กเกินไป : ควรพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) เช่น กำหนดเงื่อนไขว่าต้องมีมาร์เก็ตแคปไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท หรือควรเป็นหุ้นที่อยู่ในดัชนี SET50 หรือ SET100

2.ความผันผวนต่ำ : ใช้ค่าเบต้า (Beta) เป็นตัวชี้วัดได้ เพราะค่านี้จะสะท้อนความผันผวนของราคาหุ้นได้ดี โดยเฉพาะความผันผวนที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของธุรกิจ ค่า Beta สามารถดูได้จากเว็บตลาดหลักทรัพย์ฯ เลย มีการคำนวณไว้ให้แล้ว โดยเข้าไปที่ https://www.set.or.th จากนั้นพิมพ์ชื่อหุ้นที่ต้องการ แล้วไปที่ "สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน" (Factsheet) เลื่อนลงมาตรง "ข้อมูลสถิติ" จะมีค่า Beta อยู่ลำดับสุดท้ายเลย

ทั้งนี้ “ค่า Beta” เป็นตัวชี้วัดเชิงปริมาณของความผันผวนของราคาหุ้นเทียบกับดัชนีฯ 
หาก "เท่ากับ 1" แปลว่าเคลื่อนไหวทิศทางเดียวกับดัชนี 
หาก "มากกว่า 1" แปลว่าผันผวนกว่าตลาด (ตลาดขาขึ้นผลตอบแทนดีกว่า แต่หากตลาดเป็นขาลงผลตอบแทนจะแย่กว่า เช่นกัน)  
หาก "ต่ำกว่า 1" แปลว่ามีความผันผวนน้อยกว่าตลาด (ขาขึ้นผลตอบแทนต่ำกว่า เช่นเดียวกับขาลงที่จะลงน้อยกว่า)

ดังนั้นหุ้นที่จะเป็น "Defensive Stock" ควรมีค่า Beta ต่ำกว่า 1

3.มีกำไรสม่ำเสมอ : แน่นอนว่าผลประกอบการสำคัญมาก โดยต้องเป็นธุรกิจที่มีกำไรสม่ำเสมอ แม้ไม่ต้องหวือหวาระดับโตปีละ 30-50% ก็ได้ แต่มีกำไรตลอดเฉลี่ย 5-10 ปีหลังต้องเป็นบวก เพราะสะท้อนการบริหารของบริษัทในทุก ๆ ภาวะ

4.หนี้ต่ำ : ข้อนี้พิจารณาจากอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ได้เลย และควรต่ำกว่า 1 เท่า

5.จ่ายปันผลสม่ำเสมอ : ข้อนี้สำคัญมาก เพราะหุ้นในเมื่อหุ้น "Defensive Stock" ราคาไม่ควรหวือหวา ดังนั้นต้องมีผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ (หากราคาหุ้นไม่ไปไหน ปันผลต่ำ จะลงทุนทำไมเนอะ อิอิ) โดยต้องมีการจ่ายปันผลต่อเนื่องอย่างย้อย 5-10 ปีติดต่อกัน และอัตราเงินปันผลตอบเทน (Dividend Yield) ควรมากกว่า 4% ขึ้นไป 

6.ราคาไม่แพง : หมายถึง Valuation ของราคาหุ้น โดยพิจารณา P/E และ P/BV ต้องไม่สูงเกินไป อาจจะคัดเลือกตัวที่ค่าเหล่านี้ต่ำกว่าบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือต่ำกว่าภาพรวมตลาด หรือ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นตัวนั้น ๆ ในรอบ 3-5 ปีที่ผ่านมา เป็นต้น

สรุปคือ ... หากหุ้นที่ท่านสนใจอยู่มีลักษณะเหมือน 6 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น นั่นแหล่ะ คือ "Defensive Stock" และเหมาะกับการเลือกมาลงทุนในภาวะตลาดที่ผันผวนได้

อย่างไรก็ตามเราต้องวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจแต่ละช่วงว่าอยู่ในสภาพไหน เพื่อประกอบการลงทุน "Defensive Stock" จะดีในช่วงที่ตลาดกำลังจะเข้าสู่ช่วงขาลง เพราะทนทานต่อความผันผวน กลับกันหากภาวะตลาดเป็นขาขึ้น อาจจะพิจารณาเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มเติบโต "Growth Stock" อาจจะดีกว่าในแง่ผลตอบแทนจากราคาหุ้น 

นักลงทุนที่ดีควรปรับตัวตามสถานการณ์ เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนรวมที่ดีในระยะยาว เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน โดยเฉพาะในโลกของการลงทุน 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh