บทความแนะนำ

ซื้อหุ้นต่างประเทศ มีข้อดี - ข้อเสีย อะไรบ้าง ?

ซื้อหุ้นต่างประเทศ มีข้อดี - ข้อเสีย อะไรบ้าง ?

ต้องยอมรับว่าการลงทุนหุ้นต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ มักให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทว่า การตัดสินใจเข้าไปลงทุน ก็ไม่สามารถใช้แค่ผลตอบแทนเป็นเกณฑ์การตัดสินใจได้ทั้งหมด แต่ยังต้องใช้หลายๆปัจจัยนำมาทบทวน 


*** นักลงทุนไทย เริ่มโกอินเตอร์ !
 

ปฏิเสธไม่ได้ว่านักลงทุนที่เข้ามาในตลาดหุ้น ทุกคนก็ต่างคาดหวังที่จะได้รับผลตอบแทนในระดับสูงๆ เมื่อเที่ยบกับความเสี่ยงที่ตัวเองต้องแบกรับกันทั้งนั้น 

และก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทยระยะหลัง ดูเหมือนว่าจะไม่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนบางรายเสียแล้ว เพราะให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำอย่างมีนัยสำคัญ หากเทียบกับการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ อาทิ สหรัฐฯ เป็นต้น 

ดังนั้น ในระยะหลังมานี้ เราจะเห็นโบรกเกอร์หลายแห่ง เริ่มมีบริการลงทุนต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น 

ซึ่งจากข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี ระบุว่า การลงทุนหุ้นต่างประเทศแม้ว่ามีแนวโน้มจะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดหุ้นไทย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียตามมาซะทีเดียว 


*** ข้อดีหุ้นต่างประเทศ มีอะไรบ้าง ?
 

วันนี้ แอดเลยอยากหยิบยกทั้งข้อดี และข้อเสีย ของการลงทุนหุ้นต่างประเทศ มาให้ทุกคนเห็นภาพชัดขึ้น เผื่อว่าจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจในการลงทุนได้ง่ายขึ้น สำหรับคนที่อาจจะยังลังเลอยู่ว่า ถึงเวลาโกอินเตอร์หรือยัง ?

โดยแอดจะขอยั่วยวนกิเลศของเพื่อนๆทุกคน เริ่มจากการฉายภาพข้อดี ของการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศให้ทุกคนได้เห็นภาพคร่าวๆก่อนแล้วกันนะ 

บล.กรุงศรี ระบุว่า ข้อดีข้อแรกของการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ คือ มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในบริษัทชั้นนำของโลก โดยบริษัทดัง ๆ ที่มักทำกำไรได้สูงๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในตลาดหุ้นต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Apple, Tencent, Tesla หรือ Meta 

แน่นอนว่าหากเราซื้อหุ้นต่างประเทศ ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนดีไปด้วย ยิ่งในช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนด้วยแล้ว สามารถแลกเงินสกุลต่างประเทศเป็นเงินบาทได้มากขึ้นอีกด้วย

2.มีหุ้นดีใหม่ ๆ ที่มีโอกาสเติบโตสูง : หากเราซื้อหุ้นต่างประเทศ จะมีโอกาสลงทุนในหุ้นใหม่ๆ ที่ไทยไม่มี โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม New Economy ที่เน้นไปทางนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ อย่าง Fintech, E-Commerce, AI, Mobile Applications และ Healthcare เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะที่หุ้นไทยยังเป็นกลุ่ม Old Economy เสียส่วนใหญ่

3.ช่วยกระจายความเสี่ยง : ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น วันหนึ่งเราอาจต้องประสบปัญหาเงินเฟ้อ ที่เงินกลายเป็นกระดาษไม่มีค่า แน่นอนว่าถ้าลงทุนในประเทศเดียว 100% โอกาสเจ็บตัวย่อมมากกว่าคนที่แบ่งไปลงทุนหุ้นต่างประเทศ 50% อยู่แล้ว ดังนั้น การซื้อหุ้นต่างประเทศ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้อีกด้วย

4.ขายชอร์ต (Short Sell) ได้คล่องตัวกว่าไทย : ในประเทศไทยการขายชอร์ต จะถูกควบคุมโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ถ้าลงทุนหุ้นต่างประเทศการขายชอร์ตจะทำได้ง่ายกว่า จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะสามารถทำเงินจากหุ้นต่างประเทศที่อยู่ในช่วงขาลงได้

5.กำไรจากการขายหุ้นได้รับการยกเว้นภาษี : เมื่อเราซื้อหุ้นต่างประเทศกำไรที่ได้มาจะไม่ต้องเสียภาษี ยกเว้นเงินปันผลจะมีการหัก ณ ที่จ่าย 10% บางประเทศอย่างสหรัฐฯ อาจมีการหักมากกว่าที่ 15 - 37% (ขึ้นอยู่กับหลักทรัพย์แต่ละตัว) หรือบางประเทศก็ไม่หักเลย เช่น เวียดนาม นอกจากนี้ อาจมีการเรียกเก็บภาษีขาซื้อและขาขายด้วย แต่ไม่มากนัก โดยเฉลี่ยแล้วจะไม่ถึง 1%


*** ข้อเสียหุ้นต่างประเทศ มีอะไรบ้าง ?
 

เมื่อทุกคนเห็นข้อดี ของการเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศชัดขึ้นแล้ว ทีนี้เราลองมาดูข้อเสียกันบ้างนะ ว่าหลักๆจะมีอะไรบ้าง และเมื่อหักลบกับข้อดีที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว คุ้มค่าจริงหรือไม่ ?

ข้อเสียของการลงทุนในหุ้นต่างประเทศข้อแรก คือ ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำค่อนข้างมาก : ขึ้นชื้อว่าเป็นการซื้อหุ้นต่างประเทศ แน่นอนว่าต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง บางตัวขั้นต่ำอยู่ที่หลักหมื่น บางตัวก็หลักแสนไปจนถึงหลักล้าน การลงทุนต่างประเทศ จึงมักถูกจำกัดอยู่กับผู้ที่มีเงินก้อนใหญ่เป็นหลัก

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ไม่มีเงินก้อนใหญ่ จะไม่สามารถลงทุนต่างประเทศได้ แต่อาจจะเลือกไปลงทุนในกองทุนรวมที่เขาลงทุนหุ้นต่างประเทศอีกที โดยเงินลงทุนขั้นต่ำจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทเท่านั้นเอง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เราสามารถพลิกแพลงได้

2.เสียค่าธรรมเนียมในการโอนเงินเข้า-ออกจากประเทศอยู่บ่อย ๆ : โดยปกติการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ ต้องมีการโอนเงินเข้า-ออกประเทศอยู่บ่อย ๆ ซึ่งผู้ลงทุนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการโอน โดยแต่ละโบรกเกอร์จะมีราคาไม่เท่ากัน ดังนั้น ควรอ่านรายละเอียดหรือหนังสือชี้ชวนก่อนลงทุนหุ้นต่างประเทศอย่างละเอียดเสมอ

3.ไม่มีการกำหนดราคา "สูงสุด" (Ceiling) "ต่ำสุด" (Floor) ที่สามารถซื้อขายได้ในวันนั้น : หุ้นต่างประเทศอย่างสหรัฐฯ ไม่มีการกำหนด Ceiling และ Floor บางคนอาจมองว่าได้เปรียบเพราะมีโอกาสพุ่งทะลุเกิน 100% ซึ่งสามารถกอบโกยกำไรได้อย่างมหาศาล

แต่ในทางตรงกันข้าม ก็สามารถดิ่งลงไปถึง -80% ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับคนที่ไม่มีเวลามาดูพอร์ต เพราะอาจ Cut Loss ไม่ทัน และอาจทำให้เราเผชิญกับภาวะขาดทุนในอัตราที่สูงอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน 

4.ต้องยอมรับความเสี่ยงเมื่อค่าเงินผันผวน : สมมติเราได้กำไรจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่ ณ ขณะนั้นคือช่วงที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงมากๆ กลับกลายเป็นว่าเราอาจจะขาดทุนเมื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาทได้

ซึ่งนี่ถือเป็นความเสี่ยงอันดับต้น ๆ ของการลงทุนต่างประเทศ ที่นักลงทุนอย่างเราๆ จะต้องยอมรับให้ได้ ไม่ว่าการลงทุนนั้นจะเป็นหุ้น, กองทุนรวม, พันธบัตร หรือใดๆก็ตาม

5.ปัญหาด้านการสื่อสารและข้อมูลที่เป็นภาษาต่างประเทศ : การซื้อหุ้นต่างประเทศ ส่วนใหญ่ต้องสื่อสารและทำความเข้าใจข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ หากชำนาญอยู่แล้วก็ไม่มีอะไรต้องกังวล 

แต่สำหรับคนที่จะลงทุนหุ้นต่างประเทศอย่างหุ้นญี่ปุ่นหรือหุ้นยุโรป บางบริษัทอาจไม่มีข้อมูลภาษาอังกฤษให้ เพราะส่วนใหญ่จะใช้ภาษาประจำถิ่นของเขาเองมากกว่า แถมยังเป็นอุปสรรคของคนที่ตามข่าวสาร เพราะกว่าจะแปลเป็นภาษาอังกฤษก็เสียเปรียบคนอื่นไปมากแล้ว


*** ทบทวนให้ดี ก่อนตัดสินใจโกอินเตอร์ !
 

และทั้งหมดนี้ ก็คือข้อดี และข้อเสียของการลงทุนหุ้นต่างประเทศ ที่แอดหยิบข้อมูลดีๆจากบล.กรุงศรี มาฝากทุกคนในวันนี้เนอะ ก็หวังว่า เมื่อทุกคนได้เห็นข้อมูลชัดเจนมากขึ้น น่าจะมีส่วนช่วยตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่า ณ ปัจจุบัน ตัวเราเองเหมาะกับการลงทุนต่างประเทศหรือยัง 

ถ้าอ่านเเล้วรู้สึกว่า เอ๊ะ ! ดูยังรับกับข้อเสียไม่ได้ ก็เบรกๆไว้ก่อน ค่อยๆสั่งสมประสบการณ์ในเวทีไทยของเราไปเรื่อยๆ ยังไม่ต้องรีบก็ได้ แต่ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าข้อเสียมันเล็กน้อยซัเหลือเกิน ก็ลุยโลดดดด !







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh