บทความแนะนำ

7 ข้อควรรู้ธุรกิจไทยออยล์ (TOP) พร้อมทิศทางในอนาคตหลังเพิ่มทุน

7 ข้อควรรู้ธุรกิจไทยออยล์ (TOP) พร้อมทิศทางในอนาคตหลังเพิ่มทุน

 

7 ข้อควรรู้ธุรกิจ ‘ไทยออยล์’ หรือ TOP พร้อมทิศทางในอนาคตหลังเพิ่มทุน

 

เพราะพลังงานคือสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันและเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ บริษัทในอุตสาหกรรมนี้จึงต้องมีแบบแผนการดำเนินงานที่มั่นคง ชัดเจน พร้อมพัฒนาองค์กรให้เติบโตอยู่เสมอ โดยบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP คือตัวอย่างธุรกิจที่น่าจับตามองในฐานะผู้ประกอบธุรกิจโรงกลั่นและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

 

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวหรือหุ้นของไทยออยล์จะรู้ว่าเป็นหุ้นตัวหนึ่งที่น่าติดตามและมีผลการดำเนินงานโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก
ไตรมาส ล่าสุดไทยออยล์ ได้มีการปรับกลยุทธ์ในการพัฒนาองค์กรเพื่อรองรับกับทิศทางธุรกิจปิโตรเลียมที่คาดว่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดี รวมถึงตอบโจทย์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก (Megatrend) พร้อมเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตของไทยออยล์ มาดูกันว่าการดำเนินงานและกลยุทธ์ มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

 

1. ไทยออยล์เป็นโรงกลั่นน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่ทันสมัยและมีความสามารถในการแข่งขันมากที่สุดของภูมิภาค

จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2504 ที่ไทยออยล์ เริ่มก่อตั้งโรงกลั่นน้ำมันและเป็นโรงกลั่นเอกชนรายแรกในประเทศไทย ที่ดำเนินกิจการมากว่า 60 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากเป็นโรงกลั่นน้ำมันเล็ก ๆ ขนาด 35,000 บาร์เรลต่อวัน กลายเป็นโรงกลั่นมีกำลังการผลิตน้ำมันสูงที่สุดในประเทศไทย โดยปัจจุบันไทยออยล์มีกำลังการผลิตเฉลี่ยวันละ 275,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดผลิตภัณฑ์อื่นได้อย่างครบวงจร ปัจจุบันไทยออยล์ ถือเป็นโรงกลั่นน้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยวัดจากดัชนีชี้วัดความสามารถในการเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ (Nelson Complexity Index) ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ ถูกจัดอยู่ในระดับชั้นนำ

 

2. ธุรกิจโรงกลั่นสู่ปิโตรเคมีครบวงจรและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

ด้วยวิสัยทัศน์ของไทยออยล์ ในการ “สร้างสรรค์คุณภาพชีวิตด้วยพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่ยั่งยืน” หรือ “Empower Human Life through Sustainable Energy and Chemicals” เพื่อรองรับปัจจัยหลายอย่างทั้งเรื่องกระแสสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนผ่านด้านรูปแบบการใช้พลังงานไปสู่ Renewable energy มากขึ้น ไทยออยล์ได้มีการปรับกลยุทธ์ภายใต้แนวคิด “Building on Our Strong Foundation” โดยการต่อยอดจากพื้นฐานธุรกิจการกลั่นน้ำมันที่แข็งแกร่ง ไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) รวมถึงกระจายการเติบโตไปยังธุรกิจที่มีรายได้ที่มั่นคง ธุรกิจที่มีมูลค่าสูง (High Value Business : HVB) ธุรกิจใหม่ ๆ (New S-Curve) และธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ลดความผันผวนของผลกำไรจากธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเลียม

 

3. มีกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กร 3 ด้าน (3V) เพื่อบรรลุเป้าหมายองค์กร 100 ปี อย่างยั่งยืน

เพื่อให้บรรลุตามวิสัยทัศน์ และมุ่งสู่การเป็นองค์กร 100 ปี ไทยออยล์ ได้กำหนดเป้าประสงค์เชิงกลยุทธ์ในการเป็นบริษัทพลังงานและเคมีภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการส่งมอบผลตอบแทนที่ยั่งยืน และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่ผู้มีส่วนได้เสีย ผ่านกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจ 3 ด้าน (3V) คือ

- Value Maximization: การบูรณาการเพื่อสร้างคุณค่าสูงสุดให้แก่ทุกโมเลกุลตลอดห่วงโซ่คุณค่าจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสู่ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

การบูรณาการต่อยอดห่วงโซ่คุณค่าจากธุรกิจโรงกลั่นสู่ธุรกิจปิโตรเคมี รวมไปถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (Integrated Crude to Chemicals) เพื่อเพิ่มมูลค่าสูงสุดให้กับผลิตภัณฑ์ รวมถึงเสริมสร้างความยืดหยุ่นและเสริมความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว โดยใช้ประโยชน์สูงสุดจากฐานการผลิตที่มีอยู่

- Value Enhancement: การเพิ่มคุณค่าให้ธุรกิจผ่านการบูรณาการเพื่อบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่า

การบูรณาการการดำเนินงานและบริหารจัดการห่วงโซ่คุณค่าร่วมกันภายในกลุ่ม (Integrated Value Chain Management) เพื่อขยายตลาดและกระจายผลิตภัณฑ์ไปสู่ต่างประเทศในระดับภูมิภาค โดยมุ่งเน้นตลาดที่มีความต้องการสูงและเข้าถึงความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายยิ่งขึ้น

- Value Diversification: การกระจายการเติบโตเพื่อสร้างความมั่นคงของผลกำไรและคุณค่าใหม่ ๆ

การแสวงหาโอกาสในธุรกิจที่มีมูลค่าสูง (HVB) ธุรกิจใหม่ (New S-Curve) ที่สอดคล้องกับแนวโน้มอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานในอนาคต เช่น ธุรกิจชีวภาพ (Bio) ธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานรูปแบบใหม่ การเดินทางและการขนส่ง (New Energy and Mobility) เป็นต้น รวมถึงการสร้างรายได้ที่มั่นคงจากธุรกิจไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนกระบวนการผลิตของบริษัทฯ และสร้างโอกาสการเติบโตในธุรกิจไฟฟ้าผ่านบริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

 

4. ทิศทางการเติบโตในปี 2565–2568 (ปัจจุบัน–2568)

โดยในช่วงปี 2565-2568 ถือได้ว่าเป็นช่วงของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ “Building on Our Strong Foundation: Integrated Crude to Chemicals” ผ่านการลงทุนในโครงการต่าง ๆ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันที่ไทยออยล์ สร้างการเติบโต

รวมถึงเป็นแพลตฟอร์มในการต่อยอดไปยังธุรกิจปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยมีโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน ดังนี้

 

โครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project : CFP) ประกอบด้วย การสร้างหน่วยกลั่นน้ำมันเตาให้กลายเป็นน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน พร้อมขยายกำลังการผลิตเป็น 400,000 บาร์เรลต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 45.0 ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะเพิ่มสมรรถนะในการกลั่นน้ำมันดิบชนิดหนักและชนิดกลางได้มากขึ้น ตลอดจนพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ทำให้กลุ่มไทยออยล์กลั่นน้ำมันดิบได้หลากหลายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ดัชนีชี้วัดความสามารถในการเพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ถูกจัดอยู่ในระดับ 1st Quartile เมื่อเทียบกับคู่แข่งภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก

 

โครงการขยายธุรกิจปิโตรเคมี ได้เข้าลงทุนในธุรกิจโอเลฟินกับ PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ซึ่งเป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย เพื่อเป็นฐานทางภูมิศาสตร์ของบไทยออยล์และขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดประเทศอินโดนีเซียซึ่งมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีความต้องการนำเข้าผลิตภัณฑ์กลุ่มโอเลฟินในระดับสูง รวมถึงสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจต่อเนื่องในธุรกิจปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ทั้งนี้ CAP อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการออกแบบทางวิศวกรรมเบื้องต้นสำหรับโครงการขยายกำลังการผลิตซึ่งจะทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มอีกเท่าตัว โดยจะมีการตัดสินใจลงทุน (FID) ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2565

 

โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง (High Value Products: HVP) และธุรกิจที่มีมูลค่าสูง (High Value Business) โดยมุ่งเน้นพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าโภคภัณฑ์เดิม โดยใช้งานวิจัยและพัฒนาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน เพื่อตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมถึงการแสวงหาโอกาสในการก้าวกระโดดเข้าสู่ธุรกิจที่มีมูลค่าสูง (HVB) ผ่านการดำเนินการ JV/M&A เพื่อสร้างความแข็งแกร่งสร้างการเติบโตให้กับไทยออยล์ ในระยะยาว

 

5. ความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานและโครงสร้างทางการเงิน

 

จากกลยุทธ์การมองหาโอกาสลงทุน และการพัฒนาศักยภาพ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งและมีการเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี และผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 ดังนี้

ปี 2562 สินทรัพย์รวม 283,445 ล้านบาท รายได้จากการขาย 361,768 ล้านบาท

ปี 2563 สินทรัพย์รวม 306,188 ล้านบาท รายได้จากการขาย 242,840 ล้านบาท

ปี 2564 สินทรัพย์รวม 362,144 ล้านบาท รายได้จากการขาย 335,828 ล้านบาท

 

งวดหกเดือน ไตรมาส 2 ปี 2565 สินทรัพย์รวม 443,278 ล้านบาท รายได้จากการขาย 258,397 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานและรายได้หลักในปัจจุบันมาจากธุรกิจกลั่นน้ำมัน โดยในปี 2573 ทางบริษัทฯ ได้วางแผนการดำเนินงานให้มีสัดส่วนกำไรจากธุรกิจปิโตรเลียม 40% ธุรกิจปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง 40% ธุรกิจไฟฟ้า 10% และธุรกิจ New S-Curve อีก 10%

 

6. มีการปรับโครงสร้างทางการเงินทำให้บริษัทฯ ได้ประโยชน์ในหลายด้าน

นอกจากการวางแผนสัดส่วนกำไรแล้ว ไทยออยล์ ยังมีแผนปรับโครงสร้างทางการเงินระยะยาวผ่านการเพิ่มทุนและปรับลดสัดส่วนการลงทุนใน บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ลดลงจากร้อยละ 20.8 เหลือร้อยละ 10.0 จะส่งผลให้บริษัทฯ ได้ประโยชน์ในหลายด้าน เช่น

    1. ทำให้สามารถชำระเงินกู้ยืมระยะสั้น (Bridging Loan) จากการเข้าลงทุนใน PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP)

    2. เพิ่มโอกาสต่อยอดการดำเนินธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจใหม่ ๆ (New S-Curve)

    3. สร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างทางการเงินของไทยออยล์ ให้มีอัตราส่วนระหว่างหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Debt-to-Equity Ratio: D/E) ปรับลดลงน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 เท่า

    4. รักษาอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิต (Credit Rating) ให้อยู่ในเกณฑ์กลุ่มระดับลงทุน (Investment Grade) ทำให้บริษัทฯ มีความคล่องตัวมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจ

 

7. มีการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินและเตรียมต่อยอดโอกาสพัฒนาธุรกิจในอนาคต

ล่าสุดไทยออยล์ เตรียมจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 275,120,000 หุ้น โดยการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้มีการจัดสรรหุ้นออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้

    1. การจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไป (Public Offering: PO) ซึ่งรวมการเสนอขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทฯ ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 80% ของหุ้นสามัญในส่วนที่ออกและเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป จำนวนไม่เกิน 239,235,000 หุ้น

    2. อาจพิจารณาจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวนไม่เกิน 35,885,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 15% ของจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งหมดที่เสนอขาย ในกรณีที่มีผู้จองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ เกินกว่าจำนวนที่เสนอขาย

 

จาก 7 ข้อควรรู้ดังกล่าวทำให้หลายคนเห็นภาพได้ชัดขึ้นว่า ถึงแม้ไทยออยล์จะเติบโตจากธุรกิจพลังงานน้ำมัน แต่เมื่อถึงเวลาที่เทรนด์และความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไป การกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและเดินออกจากคอมฟอร์ตโซนเพื่อทำสิ่งที่ดีกว่า ก็นับว่าเป็นแนวคิดทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมและน่าติดตามเลยทีเดียว

 

สำหรับนักลงทุนที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ในงาน Retail investors roadshow ซึ่งไทยออยล์จะจัด Facebook live ผ่านเพจ Thaioil https://www.facebook.com/ThaiOilPCL/ ในวันพุธที่ 7 ก.ย. 65 เวลา 15.00-16.30

 

Reference : https://www.thaioilgroup.com/

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh