บทความแนะนำ

หุ้นคุณค่า หรือหุ้นเติบโต เลือกลงทุนแบบไหน ?

หุ้นคุณค่า หรือหุ้นเติบโต เลือกลงทุนแบบไหน ?

หุ้นคุณค่า - หุ้นเติบโต วิธีการลงทุนที่แตกต่าง แถมผลลัพธ์ก็แตกต่าง กูรูชี้ควรเลือกลงทุนที่เหมาะกับพฤติกรรมตนเอง แต่ลงทุนแบบผสมช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ต !
 

*** ประเภทหุ้นที่ลงทุนต่างกัน ผลลัพธ์ก็ต่างกัน
 

สำหรับนักลงทุน ก็คงจะทราบดีอยู่แล้วว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น เกิดขึ้นได้ 2 ทาง คือ ผลตอบแทนจากกำไรส่วนต่างราคาหุ้น และผลตอบแทนอัตราเงินปันผล

ซึ่งความแตกต่างของผลตอบแทนทั้ง 2 ชนิด คือ ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหุ้น จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนักลงทุนขายหุ้นออกไป ส่วนผลตอบแทนเงินปันผล จะได้รับก็ต่อเมื่อเรายังถือครองหุ้นตัวนั้นๆอยู่ 

ดังนั้นการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนทั้ง 2 แบบ จึงต้องมีการลงทุนที่แตกต่างกันออกไป เช่น หากเราต้องการกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น อาจต้องมองหาบริษัทที่เพิ่งเริ่มก่อตั้ง มีขนาดเล็ก (small-caps) คนทั่วไปยังไม่ให้ความสนใจ 

ในทางกลับกัน หากเราต้องการรายรับที่ไม่จำเป็นต้องมากแต่สม่ำเสมอ เราควรมองหาบริษัทที่ผ่านวงจรธุรกิจช่วงเจริญเติบโตมาแล้ว และก้าวเข้าสู่ช่วงที่จะคืนผลประโยชน์ให้กับผู้ถือหุ้นโดยการจ่ายเงินปันผลนั่นเอง 

การตัดสินใจว่า จะลงทุนเพื่อหวังกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น หรือ เงินปันผล อาจคล้ายคลึงกับเหตุผลที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจว่า จะลงทุนในหุ้นคุณค่า หรือ หุ้นเติบโต อะไรทำนองนั้นได้เหมือนกัน 


*** เปิดเทคนิคลงทุนหุ้นคุณค่า เหมาะกับใคร ?
 

"มอร์นิ่งสตาร์ฯ" ให้เทคนิคในการลงทุนหุ้นคุณค่าว่า เราต้องดูราคาเปรียบเทียบ ซึ่งจะเทียบอัตราส่วนของราคาในรูปแบบต่างๆ เช่น P/E, P/B หรือ P/S ของหุ้นนั้นๆ กับค่าอ้างอิง เช่น ราคาหุ้นย้อนหลัง ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม หรือค่าเฉลี่ยของตลาด เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังต้องดูราคาโดยสัมบูรณ์ ซึ่งวิธีนี้จะไม่ทำการเปรียบเทียบหุ้นกับสิ่งอื่น แต่จะสนใจว่ากิจการนั้นควรจะมีมูลค่าที่แท้จริงเป็นเท่าไร แล้วตัดสินใจซื้อเมื่อราคาตลาดต่ำกว่าตัวเลขที่ประเมินได้ ปัจจัยที่ใช้วิเคราะห์ในการหามูลค่าของกิจการอาจมาจากงบดุล, งบกระแสเงินสด, กำไรสุทธิ และกำไรที่คาดการณ์ในอนาคต เป็นต้น

โดยการลงทุนแบบนี้ ควรตัดสินใจขายหุ้น เมื่อราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับมูลค่าแท้จริงที่คาดไว้ หรือเมื่ออัตราส่วนทางการเงินปรับขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม หรือเมื่อปัจจัยที่เรานำมาประเมินมูลค่าหุ้นในตอนแรกนั้นเปลี่ยนไป และทำให้กิจการไม่สามารถทำกำไรได้ตามที่คาดการณ์ไว้แล้วนั่นเอง 
 

*** เปิดเทคนิคลงทุนหุ้นเติบโต เหมาะกับใคร ?
 

ส่วนการลงทุนในหุ้นเติบโต "มอน์นิ่งสตาร์" ระบุว่า สิ่งที่เราควรให้ความสำคัญมากที่สุด คือ ผลกำไร และรายได้ของบริษัท หรือความสามารถ ที่ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นในอนาคต มากกว่าการเลือกหุ้นราคาถูกไว้ก่อน

หากกำไรของบริษัทเติบโตไม่เร็วพอ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาด หรือบริษัทคู่แข่งในอุตสาหกรรม หุ้นเหล่านั้นก็ไม่น่าสนใจอีกต่อไป ซึ่งเราต้องมองหาหุ้นที่ทำกำไรดีในแต่ละไตรมาส และมีอัตราการเจริญเติบโตสูงโดยเฉลี่ยตลอดทั้งปีเป็นอันดับแรกอยู่เสมอ

หรือหากบริษัทที่ยังไม่สามารถสร้างกำไรได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบริษัทนั้นจะไม่สามารถเติบโตได้ เช่น บริษัทผลิตยาที่มีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนามากในช่วงแรก ก็อาจเป็นตัวเลือกใรการลงทุนเพื่อคาดหวังการเติบโตในระยะยาวได้

โดยเราอาจเข้าไปซื้อหุ้นไว้ก่อน โดยที่ยังไม่ต้องคำนึงถึงผลกำไรมากนัก ซึ่งหากบริษัทยังสามารถสร้างยอดขายที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง กำไรก็จะตามมาทีหลัง อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ก็มีความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในบริษัทที่ทำกำไรแล้วเช่นกัน
 

*** กูรูชวนลงทุนแบบผสม ลดเสี่ยงมากสุด !
 

เมื่อทุกคนเห็นเทคนิคการลงทุนในหุ้นทั้ง 2 ประเภทแล้ว คงพอจะเห็นภาพชัดมากขึ้นใช่ป่ะ ? ว่าแต่ละคนเหมาะที่จะลงทุนในหุ้นประเภทใดมากกว่ากัน ซึ่งการเลือกลงทุนในหุ้นที่ตรงกับพฤติกรรมของตนเอง จะช่วยจำกัดความเสี่ยงในการขาดทุนให้ลดลงได้ 

อย่างไรก็ตาม "มอร์นิ่งสตาร์" ทิ้งท้ายว่า ปัจจุบัน ผู้จัดการกองทุนและนักลงทุนจำนวนไม่น้อย เลือกใช้กลยุทธ์การลงทุนทั้ง 2 ประเภทที่กล่าวมา หรือที่เรียกว่า กลยุทธ์การลงทุนแบบผสม ซึ่งจะช่วยให้พอร์ตฯ มีการกระจายสินทรัพย์ที่สามารถช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะยาวได้ 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh