บทความแนะนำ

“ไทยประกันชีวิต” บริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของคนไทย กำลังจะขาย IPO

“ไทยประกันชีวิต” บริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของคนไทย กำลังจะขาย IPO

     บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ “ไทยประกันชีวิต” ประกาศระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ในวาระที่บริษัทดำเนินงานมายาวนานกว่า 80 ปี ในปี 2565 นี้

 

     อะไรทำให้บริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของคนไทย ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤติโควิค-19 ที่สำคัญคือ แล้วหุ้นไทยประกันชีวิต น่าสนใจแค่ไหน สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยมีคำตอบ

 

สรุป Highlight หุ้นไทยประกันชีวิต

สรุป Highlight หุ้นไทยประกันชีวิต

 

1.ธุรกิจประกันชีวิตแห่งแรกของคนไทย เป็นที่ยอมรับมายาวนานถึง 80 ปี มีส่วนแบ่งการตลาดสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยที่ 12.9% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565)

ไทยประกันชีวิต ถือได้ว่าเป็นแบรนด์ประกันชีวิตรายแรกที่ก่อตั้งโดยคนไทยเมื่อ 80 ปีที่แล้ว และปัจจุบันเป็นแบรนด์ประกันชีวิตสัญชาติไทยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากรายได้เบี้ยประกันภัยรับรวมจากข้อมูลของสมาคมประกันชีวิตไทยสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563 และ 2564 และสำหรับรอบระยะเวลาสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2565 ไทยประกันชีวิตมีความมุ่งมั่นที่จะให้ดำเนินธุรกิจเคียงคู่คนไทย และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบครบวงจร เป็นทุกคำตอบสำหรับชีวิต การเงิน และความมั่นคงในการดำรงชีวิต

 

     โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นทุกคำตอบของการประกันชีวิต การประกันสุขภาพ และการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล หรือ Life Solutions Provider ในทุกช่วงชีวิต (Life Stage) ทุกจังหวะชีวิต (Life Event) และทุกการใช้ชีวิต (Lifestyle) ของลูกค้า รวมถึงริเริ่มบริการที่มากกว่าการประกันชีวิตให้กับลูกค้าที่สะดวกรวดเร็ว ไร้รอยต่อ และตรงตามความต้องการ

 

     พร้อมเข้าถึงหัวใจลูกค้าและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในรูปแบบเฉพาะบุคคล ผ่านการส่งมอบสุขภาพที่ดี ชีวิตที่ดี และความมั่นคงในบั้นปลายชีวิต ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น จึงทำให้ไทยประกันชีวิตครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงเป็นอันดับที่สามของบริษัทประกันชีวิตชั้นนำในประเทศไทยด้วยรายได้เบี้ยประกันภัยรับรวมคิดเป็น 12.9% ของอุตสาหกรรมประกันชีวิต (สำหรับรอบระยะเวลา 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2565)

 

2.มีคณะผู้บริหารมืออาชีพ และพันธมิตร Meiji Yasuda Life Insurance Company (“MY”) จากญี่ปุน พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลง ก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

     ไทยประกันชีวิตขับเคลื่อนองค์กรด้วยผู้บริหารชั้นนำทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งทุกท่านมีประสบการณ์ในบริษัทประกันชีวิตชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน ล้วนมีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของไทยประกันชีวิต เห็นได้จากผลการดำเนินงานที่โดดเด่นตลอดมา

 

     นอกจากนี้ ไทยประกันชีวิตยังได้รับการสนับสนุนจาก Meiji Yasuda Life Insurance Company (MY) ในการเติบโตสู่ระดับนานาชาติ โดย MY ถือเป็นหนึ่งในบริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นผู้ถือหุ้นเชิงกลยุทธ์ (Strategic Shareholder) ซึ่งถือหุ้นในไทยประกันชีวิตคิดเป็นสัดส่วน 15% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้วของไทยประกันชีวิต ซึ่ง MY ได้แสดงความสนใจและความพร้อมที่จะสนับสนุนแผนการขยายธุรกิจระหว่างประเทศของไทยประกันชีวิตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และช่วยเพิ่มโอกาสในการจัดจำหน่ายและการขยายตลาดกับองค์กรญี่ปุ่นในประเทศไทย (Japanese Worksite Marketing) รวมถึงช่วยต่อยอดจากประสบการณ์ของ MY ในการเปลี่ยนผ่านสู่การทำธุรกิจแบบ Digitalization ของไทยประกันชีวิต

 

3.มีตัวแทนกว่า 64,000 ราย พร้อมสาขาและศูนย์บริการลูกค้า 264 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศ

     ไทยประกันชีวิตมีเครือข่ายตัวแทนประกันชีวิตมืออาชีพ มากกว่า 64,000 ราย (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565) โดยเป็นบริษัทประกันชีวิตสัญชาติไทยแห่งเดียวที่ประสบความสำเร็จในการสร้างเครือข่ายตัวแทนประกันชีวิตที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย

 

     ไม่ใช่แค่มีจำนวนตัวแทนประกันชีวิตจำนวนมาก แต่ตัวแทนประกันชีวิตของไทยประกันชีวิตพร้อมที่จะดูแลลูกค้าด้วยหัวใจ ด้วยการสร้างจิตวิญญาณแห่งการบริการ หรือ Heart Made เสมือนการดูแลคนในครอบครัว

 

     นอกจากนี้ ไทยประกันชีวิตยังมี “แอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต” ที่มียอดดาวน์โหลดถึง 465,627 ครั้ง และมีจำนวนผู้ใช้ที่ลงทะเบียน 311,033 ราย (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565) ซึ่งช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลกรมธรรม์ผ่านอุปกรณ์สื่อสารได้ ช่วยยกระดับประสบการณ์แบบครบวงจรสำหรับลูกค้า เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและลดต้นทุนการบริหารจัดการ ด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวก เช่น การตรวจสอบสิทธิประโยชน์ของกรมธรรม์ ชำระค่าเบี้ยประกันภัย การดาวน์โหลดเอกสารสำคัญ โดยทั้ง Physical และ Digital Platform ช่วยให้ลูกค้าอุ่นใจว่าจะได้รับการดูแลจากไทยประกันชีวิตได้ตลอดเวลา

 

4.มีพันธมิตรในการจัดจำหน่าย หลากหลายช่องทาง พร้อมก้าวสู่ดิจิทัล แพลตฟอร์ม

     ไทยประกันชีวิตได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรที่กว้างขวางครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งกับธนาคารพาณิชย์ ธนาคารและองค์กรของรัฐ บริษัทลีสซิ่งและเช่าซื้อ และบริษัทสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค ตลอดจนช่องทางจัดจำหน่ายอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงการขายผลิตภัณฑ์ทางโทรศัพท์ สวัสดิการพนักงานกลุ่ม และการขายผลิตภัณฑ์ทาง Digital Platform

 

     ไทยประกันชีวิตเป็นพันธมิตรกับธนาคารพาณิชย์จำนวน 4 แห่ง ซึ่งมีเครือข่ายสาขามากกว่า 730 แห่ง ธนาคารและองค์กรของรัฐอีกจำนวน 5 แห่ง ซึ่งมีเครือข่ายสาขารวมกันมากกว่า 2,900 แห่งทั่วประเทศไทย นอกจากนั้น ยังร่วมมือกับบริษัทลีสซิ่งและเช่าซื้อจำนวน 9 แห่งและบริษัทสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคจำนวน 2 แห่ง ซึ่งมีสาขาและจุดจำหน่ายรวมกันมากกว่า 300 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565)

 

5.มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนไทย จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลเชิงลึก เป็นผู้บุกเบิกผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกช่วงอายุ

     ไทยประกันชีวิตมีศักยภาพที่แข็งแกร่งสำหรับการเป็นผู้นำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงในทุกๆ ช่วงเวลาของชีวิต โดยครอบคลุมผลิตภัณฑ์ด้านการออม การลงทุน การคุ้มครองความมั่งคั่ง การคุ้มครองสุขภาพและอุบัติเหตุ ตลอดจนการวางแผนการเกษียณอายุ และการวางแผนมรดก

 

     ไทยประกันชีวิต มีกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้มงวดและมีระเบียบ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวถูกสร้างขึ้นจากประสบการณ์และความรู้ที่สั่งสมมาเป็นเวลานานของบริษัทฯ

 

     นอกจากนี้ ไทยประกันชีวิตยังมีการวางกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีการเติบโตสูงและกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงโดยพิจารณาถึงการพัฒนาของเศรษฐกิจมหภาคและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง

 

6.มี Portfolio การลงทุนที่หลากหลาย สร้างผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ย 4.2% ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา สามารถทำกำไรในช่วงโควิด-19 จากแผนบริหารความเสี่ยงที่ดี

     ไทยประกันชีวิตมีความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งและการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น ผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างยั่งยืนและสามารถทำกำไรได้ในทุก ๆ วงจรธุรกิจเป็นผลมาจากความสามารถในการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง

 

     กลยุทธ์การจัดการการลงทุนที่สามารถบรรลุผลตอบแทนที่สูงได้ในระยะยาว ด้วยผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยประมาณ 4.2% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2554 - 2564

 

     ไทยประกันชีวิตสามารถรักษาประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจได้แม้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากมีการเตรียมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลกิจการที่ดี

 

     โดยไทยประกันชีวิตไม่มีแบบประกัน ”เจอ-จ่าย-จบ” แต่เป็นบริษัทประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองโควิด-19 ตามสัญญาประกันสุขภาพ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากผลิตภัณฑ์ “เจอ-จ่าย-จบ” เหมือนบริษัทประกันวินาศภัย

 

     ไทยประกันชีวิตยังเป็นบริษัทประกันชีวิตของไทยที่ได้รับการจัดอันดับจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากล โดยไทยประกันชีวิตได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ เมื่อเดือนเมษายน 2565 ที่ผ่านมา ในอันดับ A- (ระดับสากล) และ AAA (tha) (ระดับภายในประเทศ) โดย Fitch Ratings ประกอบกับการมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (Capital Adequacy Ratio: CAR) ถึง 360.57% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงทางการเงินของไทยประกันชีวิต

 

     รายได้รวมของไทยประกันชีวิตเติบโตจาก 108,389 ล้านบาท สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562 เป็น 109,246 ล้านบาท สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 และเติบโตจาก 25,198 ล้านบาท สำหรับรอบระยะเวลาสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564 เป็น 25,955 ล้านบาท สำหรับรอบระยะเวลาสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2565

 

     แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่กำไรสุทธิของไทยประกันชีวิตปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8,394 ล้านบาทในปี 2564 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิจำนวน 7,692 ล้านบาทในปี 2563 และ 6,777 ล้านบาทในปี 2562 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) 11.31% ต่อปี และสำหรับรอบระยะเวลาสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564 และ 2565 กำไรสุทธิของไทยประกันชีวิตมีจำนวนเท่ากับ 3,308 ล้านบาท และ 3,793 ล้านบาท ตามลำดับ

 

6 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แรกเกิดยันเกษียณ

 

6 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แรกเกิดยันเกษียณ

 

ไทยประกันชีวิตมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครบวงจร ซึ่งครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ประเภทบุคคลและผลิตภัณฑ์ประเภทกลุ่ม โดยมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายทั้งด้านการคุ้มครองชีวิต คุ้มครองสุขภาพ การออม การลงทุน และการวางแผนมรดก ที่ได้รับการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในรูปแบบเฉพาะบุคคล และเป็นผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดเป็นรายแรก ๆ อย่างสม่ำเสมอ

 

นอกจากนี้ ไทยประกันชีวิตยังได้สร้างฐานลูกค้ากลุ่มสถาบันและองค์กรต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้บริษัทฯ สามารถสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับสมาชิกของกลุ่มลูกค้าสถาบันและองค์กรต่าง ๆ สำหรับการขายผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพิ่มเติม (Cross-selling) โดยไทยประกันชีวิตมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุมซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่

 

     - ประกันชีวิตประเภทสามัญ (Basic Ordinary Life Insurance) ได้แก่ แบบสะสมทรัพย์ (Endowment) แบบมีส่วนร่วมในเงินปันผล (Participating Product) แบบตลอดชีพ (Whole life) แบบชั่วระยะเวลา (Term life) และแบบเงินได้ประจำหรือแบบบำนาญ (Annuity)

     - ประกันชีวิตประเภทควบการลงทุน (Investment-linked) ได้แก่ แบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life) และแบบยูนิต ลิงค์ (Unit-linked)

     - ประกันชีวิตประเภทอุตสาหกรรม (Industrial Life Insurance)

     - ประกันชีวิตประเภทกลุ่ม (Group Life Insurance)

     - ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (Personal Accident)

     - สัญญาเพิ่มเติม (Riders) เช่น สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ เป็นต้น

 

การเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

 

การเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)

 

บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เตรียมเสริมศักยภาพในการเปลี่ยนผ่านองค์กรเพื่อรองรับวิสัยทัศน์การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน โดยได้รับอนุญาตให้เสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จากสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นที่เรียบร้อย และอยู่ระหว่างเตรียมเสนอขายหุ้น IPO โดยมีแผนเสนอขายหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 2,207,309,200 หุ้น หรือไม่เกิน 19.3% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ ประกอบด้วย

 

     1. หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทฯ จำนวน 850,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 7.4% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของไทยประกันชีวิตภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ และ

     2. หุ้นสามัญที่ถือโดย Her Sing (H.K.) Limited จำนวนไม่เกิน 138,493,600 หุ้น คิดเป็นไม่เกิน 1.2% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของไทยประกันชีวิตหุ้นสามัญที่ถือโดยบริษัท วี.ซี. สมบัติ จำกัด จำนวนไม่เกิน 1,218,815,600 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 10.6% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของไทยประกันชีวิตภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้

     3. นอกจากนี้ ณ วันปิดการเสนอขายหุ้น หากมีผู้จองซื้อหุ้นเป็นจำนวนมากกว่าหุ้นสามัญที่เสนอขายทั้งหมด อาจมีการพิจารณาจัดสรรหุ้นส่วนเกินให้แก่ผู้ลงทุนจำนวนไม่เกิน 320,578,000 หุ้น หรือไม่เกิน 14.5% ของจำนวนหุ้นสามัญที่เสนอขายทั้งหมดในครั้งนี้

 

วัตถุประสงค์การระดมทุน

 

วัตถุประสงค์การระดมทุน

 

     1. การลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) และการทำการตลาด ผ่านนวัตกรรม และโซลูชั่นส์เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และให้บริการและดูแลลูกค้าได้ทุกวัยแบบครบวงจร

     2. เสริมสร้างความแข็งแกร่งของช่องทางจัดจำหน่ายผ่านทางพันธมิตร ที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับลูกค้าทั่วประเทศไทย

     3. เสริมสร้างความแข็งแกร่งของเงินทุน และสำหรับเงินทุนหมุนเวียนและวัตถุประสงค์อื่น ๆ

 

    นับเป็นโอกาสดีที่นักลงทุน จะได้ร่วมเป็นเจ้าของบริษัทประกันชีวิตรายแรกของคนไทย ที่ยังสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง อีกทั้งยังพร้อมสู่ความเปลี่ยนแปลง ด้วยการระดมทุนเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การทำธุรกิจแบบ Digitalization ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวที่น่าจับตามอง

 

#หุ้นไทยประกันชีวิต #หุ้นTLI #TLI_IPO #หุ้นที่เคียงข้างคนไทย

 

หมายเหตุ : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ในประเทศไทยเท่านั้น และไม่ถือเป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ ห้ามมิให้มีการทำซ้ำ ส่งต่อ หรือเผยแพร่เอกสารฉบับนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh