บทความแนะนำ

4 กฏต้องรู้ ก่อนเริ่มลงทุน !

4 กฏต้องรู้ ก่อนเริ่มลงทุน !

สำหรับการลงทุน ถ้ามีหลักการที่ดี ไว้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตาม ก็ย่อมทำให้การลงทุนมีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จ ขณะที่ ก่อนเริ่มต้นลงทุน จะมีอะไรบ้างที่นักลงทุนควรรู้ โปรดติดตาม !
 

*** หลักการลงทุนที่ดี นำไปสู่ความสำเร็จ
 

ขึ้นชื่อว่าการลงทุน แน่นอนว่า ก็คงไม่มีการลงทุนในสินทรัพย์ใดเป็นเรื่องง่ายไปทั้งหมด ดังนั้น ก่อนที่เราจะตัดสินใจเข้าลงทุน ก็ควรต้องมีหลักการ หรือ กฏเหล็กที่ดี เพื่อเป็นแนวทางในการลงทุนของเราเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

การมีกฎการลงทุนเบื้องต้น จะช่วยให้นักลงทุน ลดความซับซ้อนในการลงทุนลง และทำให้ตัดสินใจลงทุนได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องมีคำถามต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือจะเป็นอย่างไรต่อไป 


*** เปิด 4 กฏต้องรู้ ก่อนเริ่มต้นลงทุน
 

ทั้งนี้ "มอร์นิ่งสตาร์" ให้ความเห็นว่า ก่อนที่นักลงทุนมือใหม่ จะตัดสินใจเข้าลงทุนในสินทรัพย์ใดก็ตาม ไม่ควรพลาด 4 กฏต้องรู้ดังต่อไปนี้ 

1.กฏ"100 Minus Your Age" : เป็นหลักการณ์เบื้องต้น เกี่ยวกับการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน ว่าเราควรให้น้ำหนักในการลงทุนในตราสารทุน หรือ ตราสารหนี้ สัดส่วนเท่าไร จึงจะเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด 

สำหรับ หลักการนี้ จะใช้หลักคิดที่ว่า ยิ่งเราอายุน้อย ก็จะยิ่งรับความเสี่ยงในการลงทุนได้สูง เนื่องจากยังมีระยะเวลาในการทำงานหาเงิน เพื่อนำเงินมาลงทุนได้นานกว่าคนที่อายุเยอะกว่า

ดังนั้น หากนำกฏ"100 Minus Your Age" มาจัดประเภทลงทุน ก็จะออกมาประมาณนี้ เช่น ถ้าเราอายุ 30 ปี จะต้องมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้น 70% ของเงินลงทุนทั้งหมด (ซึ่งคิดมาจาก 100 ลบอายุ 30 ปี) กลับกัน ถ้าเรามีอายุเยอะขึ้น สัก 40 ปี สัดส่วนการลงทุนในหุ้นก็ต้องลดเหลือ 60% ของเงินลงทุนด้วย

ในช่วงอายุที่เพิ่มขึ้นในทุกปี ทำให้เราต้องลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงลง แต่เงินที่เหลือจากการลดน้ำหนักหุ้น ก็ต้องเอามาเพิ่มน้ำหนักลงทุนในตราสารหนี้มากขึ้นด้วย

2.กฏกระจายการลงทุน : การกระจายการลงทุน นับว่าช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนให้ลดลง และทำให้ผลตอบแทนดีขึ้นได้ เช่น ลงทุนในหุ้นอย่างน้อย 20 ตัว หรือเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆที่มีความสัมพันธ์กันต่ำ ก็จะยิ่งช่วยลดความผันผวนจากการลงทุนได้อย่างมาก 

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์นั้นมีการเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ทำให้การจัดพอร์ตการลงทุน จากที่เคยได้ผลในอดีตในการช่วยลดความเสี่ยง และรักษาผลตอบแทนให้ดีขึ้นนั้น อาจไม่ได้ผลในปัจจุบัน 

เช่น การกระจายการลงทุนในต่างประเทศ จากที่เคยให้ผลตอบแทนได้ดีในอดีต แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาปรากฏว่าการลงทุนในต่างประเทศ กลับให้ผลตอบแทนลดลงอย่างมาก ดังนั้น การกระจายลงทุนดังกล่าว ก็จะทำให้ผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตลดลงได้ จึงต้องหมั่นศึกษาข้อมูล - ข่าวสาร อยู่เป็นประจำด้วย

3.กฏการสำรองเงินอย่างน้อย 3 - 6 เดือน : แน่อนว่า การลงทุนให้ถึงเป้าหมาย นอกจากต้องใช้เงินแล้ว ยังต้องใช้ระยะเวลาอีกด้วย ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่เราต้องสำรองเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ในกรณีต่างๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล, ว่างงานแบบไม่คาดคิด เป็นต้น

แน่นอนว่า หากเราไม่มีเงินส่วนนี้สำรองไว้เลย เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เงินที่เราสามารถดึงมาใช้ได้ 1 ในนั้น ก็หนีไม่พ้นเงินลงทุนที่เราอุตสาห์มีวินัยลงทุนมาตั้งนาน และเมื่อเรานำเงินดังกล่าวออกมาใช้ ก็จะทำให้เป้าหมายในการลงทุนของเราค่อยๆ ไกลออกไปเรื่อยๆ

โดย "มอร์นิ่งสตาร์" แนะนำว่า เราควรมีเงินสำรองไว้อย่างน้อย 3 - 6 เดือน ในยามฉุกเฉิน เพื่อไม่กระทบต่อเงินลงทุนของเราในช่วงที่มีภาระหนักต้องจ่ายค่านู่น ค่่านี่เยอะเเยะไปหมด หรือ ถ้าเป็นไปได้ การมีเงินฉุกเฉินเหลือพอใช้สัก 1 ปี ก็จะยิ่งเป็นเรื่องดีมาก เพราะทำให้เราไม่ต้องขายสินทรัพย์ลงทุน ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมนั่นเอง

4.กฎ "4% Rule in Retirement" : อีกหนึ่งกฎการลงทุนของ Bill Bengen ซึ่งแนะนำนักลงทุนว่า สามารถใช้เงินสำหรับเกษียณอายุอย่างไร เพื่อให้มีเงินเหลือเพียงพอตลอดอายุขัย นั่นคือเราสามารถถอนเงินออกมาใช้ได้ในอัตรา 4% ของเงินตั้งต้น จากนั้นปีถัดๆไปก็ถอนมาใช้ในอัตรา 4% บวกด้วยอัตราเงินเฟ้อในแต่ละปี

เพียงเท่านี้ จะช่วยให้เรามีเงินใช้พอ และไม่ต้องกังวลว่าเงินลงทุนจะหมดไป โดยหลักการ 4% นี้มาจากแนวคิดย้อนกลับว่าเงินตั้งต้นควรจะมีเท่าไหร่นั้นให้คิดจาก 25 เท่าของเงินที่ต้องการใช้จ่ายในแต่ละปีนั่นเอง เช่น ต้องการใช้จ่ายปีละ 50,000 เหรียญ เท่ากับว่าต้องมีเงินลงทุนตั้งต้นที่ 1.25 ล้านเหรียญนั่นเอง 

ทั้งนี้ กฏทั้ง 4 เป็นเพียงแนวทางที่ถูกคิดค้นขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนเท่านั้น แต่สำหรับนักลงทุนที่สนใจนำกฏดังกล่าวไปใช้จริง ก็ควรต้องมีความยืดหยุ่น จากการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ของแต่ละบุคคลประกอบกันด้วย







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh