บทความแนะนำ

หุ้นในพอร์ตควรมีกี่ตัว - ขายตอนไหนดีสุด ?

หุ้นในพอร์ตควรมีกี่ตัว - ขายตอนไหนดีสุด ?

หุ้นในพอร์ตควรมีกี่ตัว ? อีก 1 คำถามโลกแตก ที่ยังไม่อาจหาข้อสรุปที่ดีสุดสำหรับทุกคนได้ เพราะการลงทุนขึ้นอยู่กับเป้าหมาย  - วิถัทางของแต่ละคน แต่ ตลท.แนะทางสายกลางมีสัก 4 - 10 ตัว ช่วยกระจายเสี่ยงได้ดี แถมตามข่าวทั่วถึง ส่วนการขายหุ้นอย่างไร ? ให้ได้กำไรอย่างน่าพึงพอใจ บทความนี้ก็มีคำตอบ แต่ต้องติดตาม !
 

*** จำนวนหุ้นในพอร์ต ขึ้นอยู่กับสไตล์
 

หากเราลองกวาดตาดูในตลาดหุ้นไทย จะพบว่ามีหุ้นอยู่มากกว่า 600 บริษัท กระจายกันออกไปในแต่ละอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันออกไป ครั้นจะเลือกลงทุนตัวนั้น ก็อาจจะมีความเสียดายอยู่ไม่น้อย

หลายคนที่ตัดสินใจไม่ถูก จึงซื้อหุ้นมาจำนวนมาก โดยให้เหตุผลปลอบใจตัวเองว่า สาเหตุที่ซื้อหุ้นเข้ามาในพอร์ตเยอะนั้น ก็เป็นเพราะต้องการกระจายความเสี่ยงเท่านั้นเอง 

สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่เยอะ ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องผิดซะทีเดียว เพราะหากมีเวลามาจัดการพอร์ต และ ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับหุ้นที่ถืออยู่ได้อย่างครบถ้วน ครั้นจะไปว่าเขาก็ไม่ถูกซะทีเดียว

ส่วนนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่จำนวนน้อยเกินไป จะไปว่าเขา ทำไมไม่กระจายความเสี่ยงก็คงไม่ถูกอีก เพราะหากเขาเลือกหุ้นที่ถูกตัว เป็น Growth Stock โตแรงต่อเนื่อง ก็ไม่รู้จะไปกระจายความรวยทำไมอีกเช่นกัน


*** ตลท.แนะทางสายกลาง หุ้น 4 - 10 ตัว
 

คำถามที่หลายคนมักชอบถามว่า "เราควรมีหุ้นในพอร์ตกี่ตัวดี ?" จึงเหมือนคำถามโลกแตก ที่มันอาจไม่สามารถหาจุดที่ดีที่สุดจุดเดียว เพื่อมาใช้กับทุกคนได้ เพราะแต่ละคนก็มีปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป

อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนหุ้นในพอร์ตของตัวเองไว้อย่างน่าสนใจ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯมองว่า จำนวนหุ้นที่มีความพอดีนั้น ควรมีสัก 4 - 10 ตัวก็พอแล้ว

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การมีหุ้นสัก 4 - 10 ตัว ก็ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงได้อย่างดีแล้ว โดยเราอาจเลือกหุ้นจากอุตสาหกรรมที่ดี เข้ามาอยู่ในพอร์ตของเรา อุตสาหกรรมละตัวก็เพียงพอแล้ว

การกระจายลงทุนในหุ้นเพียง 4 - 10 ตัว นอกจากเป็นการกระจายความเสี่ยง ในจำนวนที่เหมาะสมกว่าปริมาณอื่นแล้ว ยังเป็นจำนวนที่ง่าย ต่อการติดตามข่าวสารรายบริษัทอีกด้วย ซึ่งจะทำให้เรารับรู้ข่าวสารได้ทั่วถึง และ ลดความเสี่ยงการลงทุนได้
 

*** แล้วควรขายหุ้นออกไปตอนไหน ?
 

แน่นอนว่า การมีจำนวนหุ้นที่เหมาะสม จะทำให้เราสามารถดูแลพอร์ตได้อย่างทั่วถึง แต่ 1 ในการทำกำไรจากหุ้น คือการขายหุ้น ซึ่งเป็นจุดที่หลายคนยังลังเลว่า ควรขายอย่างไร ตอนไหน ? เพราะเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ชี้วัดว่ากำไรของเรา จะอยู่ที่เท่าไรนั่นเอง 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า สาเหตุที่คำถาม "แล้วเมื่อไหร่ควรขายหุ้น ?" เป็นคำถามที่หลายคนสนใจ เพราะส่วนใหญ่เวลาซื้อหุ้น มักจะมีคนมาแนะนำจังหวะในการเข้าซื้อ แต่น้อยครั้งที่จะมีคนมาบอกว่าควรขายหุ้นได้แล้ว 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แนะนำว่า การขายหุ้นออกไป สามารถทำได้โดยแบ่งขายทำกำไร ซึ่งเราอาจจะทยอยขายทำกำไรตามราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเทคนิคนี้เราจะกำหนดให้ชัดเจนในแผนการลงทุนว่า ... หากราคาหุ้นขึ้นไปถึงระดับที่ต้องการแล้ว เราจะทยอยขายหุ้น เช่น หากราคาหุ้นขึ้นไปทุก 10% เราจะทยอยขายหุ้นที่ถืออยู่ 5% เป็นต้น

การทำเช่นนี้ จะช่วยให้เราไม่พลาดจังหวะเวลาหุ้นขึ้น สามารถล็อคทำกำไรได้บางส่วน และช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนในกรณีที่ถือหุ้นนานเกินไปได้อีกด้วย

แต่หากใครมองว่าเทคนิคนี้ไม่เข้ากับเรา อาจใช้เทคนิคการ "Rebalance" พอร์ตเป็นตัวช่วย โดยเราจะกำหนดสัดส่วนการถือครองหุ้นแต่ละตัวอย่างชัดเจน หากราคาหุ้นตัวไหนปรับตัวเพิ่มขึ้น หรือลดลงจนทำให้สัดส่วนของหุ้นตัวนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ก็จะมีการปรับให้กลับมาเท่าเดิม

เช่น พอร์ตลงทุนของเรากำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น A ไว้ที่ 20% ของพอร์ต เมื่อราคาหุ้นขึ้นเรื่อยๆ จนสัดส่วนการลงทุนของหุ้น A กลายเป็น 25% ของพอร์ต เราจะขายหุ้น A ออกมาให้คงเหลือการถือครองหุ้น 20% เท่าเดิม ส่วนเงินที่ขายออกมา 5% อาจจะนำไปเพิ่มน้ำหนักในหุ้นตัวอื่น หรือถือเป็นเงินสดไว้ เพื่อรอจังหวะการเข้าลงทุนต่อไปก็ได้

การตัดแต่งพอร์ตลงทุนแบบ "Rebalance" หรือจัดสวนลงทุนนี้ จะช่วยให้พอร์ตลงทุนของเรามีความเสี่ยงที่ลดลง แถมยังมีเงินเหลือเพื่อรอเข้าซื้อหุ้นหากมีความผิดปกติในหุ้นบางจังหวะอีกด้วย

ซึ่งการปรับพอร์ตแต่ละครั้ง เราอาจจะกำหนดระยะเวลา เช่น จะ Rebalance ทุกเดือน หรือทุกไตรมาส เพื่อไม่ให้การปรับพอร์ตนั้นบ่อยเกินไป หรือในบางกรณี เกิดเหตุการณ์สำคัญ ก็อาจเข้ามาปรับพอร์ตลงทุนให้กลับมาสมดุลอีกครั้งก็ได้

นอกจากจังหวะการขายที่ชัดเจนแล้ว อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ "การทำตามแผนการลงทุนที่ชัดเจน" มีกำหนดการซื้อการขาย และเข้าใจว่าลงทุนในแต่ละครั้งคาดหวังอะไร สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนมีเป้าหมายมากขึ้น หนีความผันผวนของตลาดที่จะทำให้จิตใจของเราไม่นิ่ง ซึ่งเป็นผลเสียกับพอร์ตลงทุนและอาจสร้างผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่า 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh