บทความแนะนำ

เปิดเทคนิคเลือกซื้อหุ้นแบบ VI

เปิดเทคนิคเลือกซื้อหุ้นแบบ VI

ว่ากันว่า"นักลลงทุน VI" มีหลักคิดค่อนข้างคล้าย"แม่บ้านญึ่ปุ่น" โดยมักตั้งคำถามขึ้นมา 2 ข้อ และต้องตอบตัวเองให้ได้ จึงจะตัดสินใจซื้อของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อให้เกิดผลกำไร หรือ ความคุ้มค่าที่สุด เทคนิคดังกล่าว สามารถเปลี่ยนนักลงทุนหน้าใหม่ให้เป็น VI ได้ไม่ยาก แต่คำถามที่นักลงทุนควรตอบตัวเองให้ได้ มีอะไรบ้าง ต้องติดตาม! 
 

*** "นักลงทุน VI" มีหลักคิดคล้าย"แม่บ้านญี่ปุ่น"
 

นักลงทุนเน้นคุณค่า (VI) เป็นกลุ่มนักลงประเภทที่ถูกมอว่า มีวินัย และ มีความอดทนค่อนข้างสูง หากจะเปรียบ ก็คงคล้ายคลึง กับ"แม่บ้านญี่ปุ่น" เนื่องจากวิธีการเลือกหุ้นของนักลงทุน VI กับ หลักการซื้อของเข้าบ้านของ"แม่บ้านญี่ปุ่น" มีแนวทางที่คล้ายคลึงกันพอสมควร

สาเหตุที่"นักลงทุน VI" กับ "แม่บ้านญี่ปุ่น" มีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก เนื่องจาก ก่อนที่ VI จะเลือกซื้อหุ้น ส่วนใหญ่มักต้องหาคำตอบให้ได้ก่อน ว่า ควรซื้อหุ้นอะไร จึงจะไปเดินหาของสิ่งนั้น แล้วประเมินว่า ราคาเท่าไหร่ จึงจะยอมลงทุนซื้อ

ขณะที่ "แม่บ้านญี่ปุ่น" ก็มีวิธีเลือกซื้อของเข้าบ้านด้วยวิธีคล้ายๆกัน คือ มักจะจดรายการของที่ต้องการซื้อไว้อย่างชัดเจน ซึ่งช่วยให้ไม่ลืมสิ่งของที่ควรซื้อ และไม่ต้องเผลอซื้อของ ที่ไม่ได้อยากได้จริงๆ แต่ถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์จากสารพัดโปรโมชั่น ขณะอยู่ในห้างสรรพสินค้า


*** เปิดเทคนิต เลือกซื้อหุ้นแบบ"นักลงทุน VI"
 

กล่าวโดยสรุป หัวใจสำคัญของการลงทุนแบบ VI  คือ นักลงทุน ต้องสามารถตอบคำถามตัวเองให้ได้ 2 ข้อ ว่า ต้องซื้ออะไร ? และ ซื้อที่ราคาเท่าไหร่ ?

มาขยายความกันต่อ กับ การต้องซื้ออะไร ? การถามตัวเองแบบนี้ เป็นการถามเพื่อเลือกหุ้นมา จำนวนหนึ่ง เรียกว่า "Watch List" หรือ "รายชื่อหุ้นที่จับตามอง" การจะได้มาซึ่งรายชื่อหุ้นใน Watch List เราก็ต้องวิเคราะห์เชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis) 

โดยมีปัจจัยที่ต้องนำมาใช้วิเคราะห์ คือ เทรนด์ธุรกิจในอนาคตยังไปต่อได้หรือไม่ ?, อยู่ในอุตสาหกรรมที่เเข็งแกร่งพอหรือเปล่า ?, กิจการจะเติบโตต่อไปได้อย่างไร ?, แผนธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างไรบ้าง ?, ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนในอนาคตเพิ่มขึ้น หรือไม่อย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร ? 

รวมทั้ง แนวโน้มการต้องการสินค้าของบริษัทในอนาคตเป็นอย่างไร ?, ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทยั่งยืนหรือไม่ ? และ ทีมผู้บริหารมีฝีมือแค่ไหน ? 

ส่วน การซื้อที่ราคาเท่าไหร่ ? คือ การถามเพื่อให้เราได้วิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) ซึ่งดูจากงบการเงินทั้ง 3 ได้แก่ งบดุล, งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด เป็นต้น

นอกจากนี้ อาจรวมถึงอัตราส่วนการเงินต่างๆ เช่น อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) เป็นต้น และคำนวนหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value) เพื่อเปรียบเทียบความถูกแพงของหุ้นก่อนเข้าซื้อ โดยเราต้องลงมือซื้อ เมื่อหุ้นมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงเท่านั้น

หากนักลงทุน สามารถแกะทั้ง 2 คำถามนี้ "จะซื้ออะไร" และ "ซื้อที่ราคาเท่าไหร่" ออกมา จะทำให้นักลงทุนได้ซึมซับโครงสร้างวิชาสายดูพื้นฐานหุ้น ออกมานั่นเอง 


*** ลงทุนแบบ VI ต้องไร้กังวลช่วงหุ้นร่วง
 

ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับการลงทุนแบบ VI ต่อว่า เมื่อใดก็ตามที่นักลงทุนใช้เทคนิคการเลือกซื้อหุ้นแบบ VI ด้วยการตั้งคำถามตัวเองทั้ง 2 ข้อ และ เมื่อซื้อหุ้นปุ๊ป ไม่นานหุ้นกลับร่วงสวนเทคนิค

ตลาดหลักทรัพย์ฯ แนะนำว่า นักลงทุนไม่ควรตกใจ เพราะหุ้นที่นักลงทุนซื้อ อยู่ในกระแสเทรนด์ใหญ่ อยู่ในอุตสาหกรรมที่ยอดเยี่ยม บริษัทมีอนาคตดี มีความสามารถในการแข่งขัน และมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมทั้งนักลงทุนไม่ได้ซื้อเพราะโลภ

หากแต่ ซื้อเพราะผ่านการวิเคราะห์และวัดมูลค่ามาเป็นอย่างดีแล้ว แบบนี้ไม่ต้องกลัวเลย แถมช่วงที่ราคาหุ้นร่วงลงมามากๆ อาจเป็นโอกาสดี ในการเข้าลงทุนเพิ่มก็ได้

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญในการลงทุนแบบ VI คือ นักลงทุนต้องหมั่นหาข้อมูลต่างๆ เพื่อสร้างฐานข้อมูล ทางธุรกิจ และสร้างทัศนคติที่ถูกต้องในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เช่น อ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนให้เยอะๆ รวมถึงอ่านหนังสือพิมพ์ และนิตยสารด้านธุรกิจ หรือ หมั่นดูทีวีช่องข่าวธุรกิจ เพียงเท่านี้ ใครๆก็สามารถกลายเป็นนักลงทุน VI ได้แล้ว







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh