บทความแนะนำ

"Blue Finance" นวัตกรรมการเงินสู่ความยั่งยืนของ "ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป"

     บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU หนึ่งในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่คู่กับนักลงทุนไทยมายาวนานกว่า 45 ปี จากความโดดเด่นทางด้านธุรกิจอาหาร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารทะเลและเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตทูน่าบรรจุกระป๋องที่ใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งล่าสุด TU กำลังจะก้าวเข้าสู่ความเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืน ผ่านนวัตกรรมการเงินที่ชื่อว่า "Blue Finance"

 

* รู้จัก TU ให้มากขึ้น

     เกือบครึ่งศตวรรษแล้วที่ทั่วโลกรู้จัก TU ผ่าน 3 ธุรกิจหลัก อย่างกลุ่มอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องและบรรจุภัณฑ์อื่นๆ กลุ่มธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น และกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า ซึ่ง TU เป็นเจ้าของแบรนด์ทั่วโลก ประกอบด้วย แบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาดโลกอย่าง Chicken of the Sea, John West, Petit Navire, Parmentier, Mareblu, King Oscar และ Rugen Fisch รวมทั้งแบรนด์ชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ ซีเล็ค คิวเฟรช โมโนริ OMG Meat เบลลอตต้า และมาร์โว่ นอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบอาหารภายใต้แบรนด์ UniQ™BONE และ UniQ™DHA และผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพแบรนด์ ZEAvita.

 

     โดย TU มีผลิตภัณฑ์ของบริษัทครองตลาดหลักๆ ทั่วโลกซึ่งประกอบด้วย อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ไทย และประเทศในภูมิภาคเอเชีย มีฐานการผลิตกระจายอยู่ 14 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งมีเครือข่ายในการจัดหาวัตถุดิบผลิตและเครือข่ายการกระจายสินค้าครอบคลุมทั่วโลก นอกจากนี้จะเห็นได้ว่า ไทยยูเนี่ยนมียอดขายหรือตลาดกระจายตัวอยู่ทั่วโลก โดยตลาดหลักอยู่ที่อเมริกาเหนือ (สหรัฐอเมริกาและแคนาดา) 44% และยุโรป 29% ในขณะที่ยอดขายในประเทศไทยมีสัดส่วนที่ 10% และตลาดอื่นๆ อีก 17% ของยอดขายทั้งหมด

 

     ซึ่งปี 63 TU ทำยอดขายกว่า 1.32 แสนล้านบาท มีกำไรสุทธิ 6,246 ล้านบาท เติบโต 63.7% ขณะที่สัดส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 0.94 เท่า

 

* กางแผนปี 68 มุ่งสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน

     TU วางแผนกลยุทธ์ไปจนถึงปี 2568 โดยตั้งต้นจากแนวคิด Healthy Living, Healthy Oceans เป็นการสร้างกลยุทธ์จากเทรนด์ระยะยาวของผู้บริโภคทั่วโลกที่มองหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพและมีความยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของยอดขายในระดับปานกลางและเพิ่มอัตราการทำกำไรให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของ 3 ธุรกิจหลัก

 

     ทั้งนี้หากย้อนไปเมื่อปี 2558 ทาง TU เองได้นำแนวคิดการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของทะเลมาใช้ เพราะ TU ถือคติว่าหากไม่มีทะเลแล้วก็จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจอาหารทะเลได้ สอดคล้องไปกับแนวคิดและเป้าหมายเรื่อง Healthy Living, Healthy Oceans ที่มองธุรกิจเป็นมากกว่าอาหารทะเล แต่ครอบคลุมการดูแลสุขภาพความเป็นอยู่ให้กับผู้คน และในการดำเนินธุรกิจนั้นก็ต้องดูแลทรัพยากรในท้องทะเลไปด้วย ในภาพใหญ่และในฐานะบริษัทระดับโลก การทำงานด้านความยั่งยืนจึงตอบรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSDG ไปพร้อมกัน

 

     ในปี 2558 ไทยยูเนี่ยนเปิดตัวกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน SeaChange® และดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาโดยตลอด ประเด็นหลักๆ ที่ไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญคือการดูแลแรงงานทั้งในบริษัทเองและห่วงโซ่อุปทานให้มีการจ้างงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย มีการจัดหาวัตถุดิบอย่างโปร่งใส การผลิตต่างๆ ด้วยความรับผิดชอบ

 

     และที่สำคัญที่สุดคือดูแลสังคมอย่างต่อเนื่อง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องทำอย่างเป็นรูปธรรม มีนโยบายบริษัทและขั้นตอนการทำงานชัดเจน เน้นความโปร่งใสเป็นสำคัญ และที่สำคัญคือความร่วมมือกับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ซึ่งการทำงานด้านความยั่งยืนของไทยยูเนี่ยนเป็นรูปธรรมและลงมือทำจริงจนสามารถนำมาเป็น KPI ที่เชื่อมโยงกับอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อและหุ้นกู้ Blue Finance

 

* รู้จัก Blue Finance

     การเงินที่ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability Linked Financings) คือเครื่องมือทางการเงินชนิดใดก็ได้ที่ทางผู้ออกได้ตกลงในข้อกำหนดว่าจะต้องมีเป้าหมายด้านความยั่งยืน หรือ ESG ที่มีผลกระทบอย่างสำคัญต่อการพัฒนาด้านความยั่งยืนและเป็นเป้าหมายที่ท้าทายที่ต้องดำเนินให้สำเร็จตามเป้าในช่วงอายุของเครื่องมือทางการเงินนั้นๆ ซึ่งผลสำเร็จหรือไม่สำเร็จตามเป้าหมายจะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยที่จะจ่ายให้กับนักลงทุน

 

     การเงินที่ส่งเสริมความยั่งยืนจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ TU สามารถทำงานกับสถาบันการเงิน เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์มหาสมุทร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจของเรา อุตสาหกรรมของเรา และโลกของเรา ในขณะเดียวกันไทยยูเนี่ยนยังคงตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและมีสารอาหารตามหลักโภชนาการ และ ด้วยเหตุผลดังกล่าว TU จึงเรียกการเงินในส่วนนี้ว่า Blue Finance

 

* เป้าหมาย Blue Finance ของ TU

     ในปี 2564 ไทยยูเนี่ยนได้เริ่มก้าวสู่ Blue Finance ด้วยซีรีย์ของสินเชื่อและหุ้นกู้ที่ส่งเสริมความยั่งยืน นับเป็นการก้าวจากการจัดหาเงินแบบดั้งเดิมไปสู่ Blue Finance ซึ่งเป็นการบริหารการเงินของธุรกิจที่มีโครงการต่างๆ ในการดูแลมหาสมุทรและอุตสาหกรรมอาหารทะเลในภาพรวม

 

     ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อและหุ้นกู้นั้นกำหนดให้เชื่อมโยงกับตัวบ่งชี้และเป้าหมายผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน และหากสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าก็จะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง สำหรับไทย TU ตัวบ่งชี้การดำเนินงานที่ตั้งไว้ได้แก่

 

     1) การได้รับการจัดอันดับในดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์หรือ DJSI ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

     2) การลดปริมาณความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้า

     3) บริษัทต้องซื้อปลาจากเรือที่มีเครื่องมือการตรวจสอบอิเล็คทรอนิคส์และ/หรือผู้ตรวจสอบความโปร่งใสของซัพพลายเชนในจัดหาปลาทูน่าทั่วโลก

 

* สำรวจจุดแข็งในการบริหารการเงินของ TU

     ทั้งนี้หากลองมาสำรวจดูจุดเด่นของธุรกิจ TU จะพบว่า มี 4 ข้อสำคัญ ที่ถือว่าเป็นจุดแข็งที่ทำให้ TU สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อีกมาก ดังนี้

 

     การเป็นผู้นำในตลาด: ไทยยูเนี่ยนเติบโตจนปัจจุบันเป็นบริษัทอาหารทะเลชั้นนำระดับโลก โดยมีสินค้าที่หลายหลาย ในตลาดหลักๆ ทั้งอเมริกาและยุโรป ตลอดจนฐานการผลิตทั่วโลก ซึ่งช่วยเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งและสนับสนุนซึ่งกันและกัน

 

     สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง: ไทยยูเนี่ยนได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรอยู่ที่ระดับ “A+” แนวโน้ม “บวก” หรือ “Positive เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 จากทริสเรตติ้ง และที่ระดับ “A-“ แนวโน้ม “คงที่” หรือ “Stable” (ซึ่งเป็นอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกับประเทศไทย) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 จาก Japan Credit Rating Agency, Ltd. หรือ JCR ซึ่งแสดงถึงสถานะทางการตลาดที่เข้มแข็งของไทยยูเนี่ยนในฐานะผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูปชั้นนำของโลกที่มีสถานะการเงินและธุรกิจที่แข็งแกร่งและมั่นคง

 

     การดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน: บริษัทให้ความสำคัญกับงานด้านความยั่งยืนของบริษัท ด้วยกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของบริษัทหรือ SeaChange® ในการทำหน้าที่เป็นผู้บุกเบิกและสร้างมาตรฐานให้กับอุตสาหกรรมอาหารทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 ไทยยูเนี่ยนได้รับการจัดอันดับเข้าเป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ หรือ DJSI เป็นปีที่ 8 ติดต่อกัน และรางวัลอันดับหนึ่ง Seafood Stewardship Index (SSI) เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

 

     ทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์: ไทยยูเนี่ยนอยู่ในธุรกิจอาหารทะเลมากกว่า 40 ปี มีทีมผู้บริหารที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ โดยสามารถบริหารงานให้บริษัทเติบโตได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะมีวิกฤตอะไรเกิดขึ้น กำไรยังคงมีความเติบโต และมีอัตราเงินปันผลที่ดี

 

     ไทยยูเนี่ยนมีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องต่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน รวมถึงมีแผนในการจัดหาเงินทุนเพื่อประโยชน์ต่อมหาสมุทร – และอุตสาหกรรมอาหารทะเลโดยรวม หรือ Blue Finance โดยภายในปี 2565 บริษัทมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนในการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) เป็น 50% ของสัดส่วนหนี้สินระยะยาวทั้งหมดของบริษัท และจะเพิ่มเป็น 75% ในปี 2568

 

* TU วางพื้นฐานการเข้าสู่แหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืนอย่างไร

     ในปี 2564 ก็นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ TU ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทที่ต้องการพัฒนาตลาดทุนเพื่อความยั่งยืนในประเทศไทย โดยTU ได้ดำเนินการตามแผนการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืนในปี 2564 ดังต่อไปนี้

 

     1.ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Loan) เป็นครั้งแรกทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ประกอบด้วย สินเชื่อที่ออกในประเทศไทยเป็นสกุลเงินไทยบาทและดอลลาร์สหรัฐ และสินเชื่อนินจา/ซามูไรในประเทศญี่ปุ่นเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและเยน

โดยสินเชื่อทั้งสองจำนวนนี้รวมกันเป็นจำนวนเทียบเท่า 12,000 ล้านบาท ระยะเวลาในการกู้ยืม 5 ปี ซึ่งมีการกู้ยืมครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยการขอสินเชื่อในครั้งนี้ของ TU ได้รับการตอบรับมากกว่าสินเชื่อที่ต้องการมากกว่า 2 เท่า
 

     2.การออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Bond) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย มูลค่า 5,000 ล้านบาท อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.47% ต่อปี ให้กับผู้ลงทุนสถาบัน เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 โดยมีจำนวนยอดจองซื้อมากกว่า 2 เท่า

 

     3.การออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-linked Bond) ต่อเนื่องจากครั้งแรก มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการออกหุ้นกู้จำนวน 2 รุ่นเพื่อกระจายให้คลอบคลุมกลุ่มนักลงทุนระยะสั้นและระยะยาวได้ดียิ่งขั้น ประกอบด้วย รุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.27% ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.36% ต่อปี ให้กับผู้ลงทุนสถาบัน เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 โดยมีจำนวนยอดจองซื้อมากกว่า 2 เท่าเช่นกัน

 

     4.หลังจากที่ TU ได้จัดทำอันดับเครดิตองค์กรกับ JCR ที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว TU เล็งเห็นโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในประเทศญี่ปุ่นที่ดีขึ้นในระดับต้นทุนทางการเงินที่ดีขึ้น จึงตัดสินใจออกสินเชื่อนินจาที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเป็นครั้งที่สองที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ 9 ธันวาคม 2564

 

     โดยเป็นสินเชื่อสกุลเงินเยนทั้งหมดจำนวน 14,000 ล้านเยน ระยะเวลา 5 ปี และจากผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่องและผลการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก JCR อยู่ที่ A- ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับที่ประเทศไทย ทำให้ไทยยูเนี่ยนได้รับการตอบรับจากสถาบันการเงินมากกว่าสองเท่าตัวจากจำนวนสินเชื่อที่ต้องการ
 

     5. TU ยังได้รับการสนับสนุนสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ท้องทะเล จำนวน 2,000 ล้านบาทจากธนาคารชั้นนำในประเทศไทย เมื่อ 13 ธันวาคม 2564 รวมทั้ง บริษัทฯ อยู๋ระหว่างการเจรจากับบางธนาคารในประเทศไทย เพื่อปรับเปลี่ยนวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นและตราสารอนุพันธ์ให้เป็นวงเงินที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืนมากขึ้น

 

     ทั้งนี้ หลังจาก TU ได้ดำเนินการตามแผนงานข้างต้นทั้งหมดแล้วภายในเดือนมกราคม 2565 ทาง TU จะบรรลุเป้าหมายที่ในการจัดหาเงินทุน Blue Finance ได้ครึ่งหนึ่ง (หรือมากกว่า 27,000 ล้านบาท) ของการจัดหาเงินทุนระยะยาวของบริษัทฯ ทั้งหมดตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้

 

* TU จะได้อะไรจากแหล่งเงินทุนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน

     คำถามสำคัญที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น หลังจาก TU เดินหน้าเข้าสู่แหล่งเงินทุนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน นั่นคือ "TU จะได้ประโยชน์อะไรบ้าง? " ซึ่งจะสามารถยกตัวอย่างถึงประโยชน์ทางการเงินที่ TU จะได้ ดังนี้

 

     - จากแนวโน้มการลงทุนหรือให้เงินกู้ยืมกับกิจการที่มุ่งเน้นการพัฒนาด้านความยั่งยืนที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ TU สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้กว้างขึ้นและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทีดีขึ้น

     - ได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงเพิ่มเติม หากบริษัทสามารถดำเนินการเพื่อบรรลุตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ระบุไว้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของความยั่งยืนของบริษัท

     - บริษัทสามารถออกตราสารทางการเงินใหม่ และ สร้างมาตรฐานในส่วนของเงื่อนไขและข้อกำหนดให้กับตลาดเงิน

     - แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและส่งเสริมด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

     - มีความยืดหยุ่นในการจัดสรรเงินให้สอดคล้องกับความต้องการและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

     - พัฒนาและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับสถาบันการเงินต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

     - ขับเคลื่อนและสร้างจิตสำนึกที่ดีของการสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกฝ่ายงานภายในองค์กร

 

     แม้ว่าการเงินอย่างยืนจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับตลาดเงินและตลาดทุนในประเทศไทย แต่ที่ผ่านมา TU ได้เดินหน้าเพื่อที่จะสร้างความเข้าใจกับองค์กร ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นักลงทุน และหน่วยงาน กำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง เพราะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน ไม่ใช้เพียงเรื่องของการเงินและนวัตกรรมอีกต่อไป แต่จะต้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าใจ และรับรู้ถึง เป้าหมาย กลยุทธ์ กิจกรรม ความสำเร็จที่ผ่านมา และ แผนงานในอนาคตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน

 

     ซึ่งความเชื่อมโยงในเรื่องเหล่านี้กับกิจกรรมการจัดหาเงินทุน และ การตรวจสอบ การรับรอง ต่างๆ เพื่อทำให้นักลงทุนเชื่อมั่น และ ให้มูลค่ากับสิ่งที่บริษัทฯ ได้ดำเนินไปแล้ว และสิ่งที่จะทำให้ดีขึ้นในอนาคต จึงจะเรียกว่า "เงินทุนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน" อย่างแท้จริง

 

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh