บทความแนะนำ

BRI หุ้นอสังหาฯ แนวราบน้องใหม่ที่กำลังจะ IPO

BRI หุ้นอสังหาฯ แนวราบน้องใหม่ที่กำลังจะ IPO

เร็ว ๆ นี้ กำลังจะมีหุ้นอสังหาฯ แนวราบน้องใหม่เข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ บมจ. บริทาเนีย โดยจะใช้ชื่อย่อในการซื้อขายว่า BRI 

มาดูกันว่า ก่อนลงทุนในหุ้นตัวนี้ มีอะไรบ้างที่นักลงทุนควรรู้

 

1. มี ORI เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ถ้าพูดถึงโครงการอสังหาฯ ของ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) หลายคนคงนึกถึงกลุ่มคอนโดมิเนียม ซึ่งถือเป็น Core Business ของ ORI จนกระทั่งในปี 2559 ที่ ORI ได้จัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อเป็น Flagship Company และรุกตลาดสังหาฯ แนวราบอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้ชื่อ ออริจิ้น เฮ้าส์ ก่อนจะพัฒนาและเปลี่ยนชื่อมาเป็น BRI ในปัจจุบัน 

 

การมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ ทำให้ BRI ได้ประโยชน์จากการ Synergy หรือการส่งเสริมทางธุรกิจซึ่งกันและกัน อาทิ การสนับสนุนด้านการเงินและอันดับความน่าเชื่อถือของ ORI ซึ่งทำให้ BRI สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง ฐานลูกค้ากลุ่มคอนโดมิเนียมของ ORI ที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่มีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น พันธมิตรทางธุรกิจ ประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ในการจัดซื้อจัดจ้างในปริมาณที่สามารถต่อรองราคาที่เหมาะสมได้ ซึ่งทำให้มีต้นทุนต่อหน่วยลดลง ตลอดจนการเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดกลุ่มคนที่มีความสามารถเข้ามาเป็นบุคลากรของบริษัท 

 

ปัจจัยเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ BRI สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่น แม้จะเพิ่งเข้าสู่ตลาดภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี 

 

2. มีแบรนด์หลากหลายครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ 

BRI พัฒนาอสังหาฯ แนวราบภายใต้ 4 แบรนด์หลัก คือ ไบรตัน (4 โครงการ), บริทาเนีย (17 โครงการ), แกรนด์ บริทาเนีย (8 โครงการ) และเบลกราเวีย (1 โครงการ) ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มลูกค้าวัยเริ่มทำงาน (First Jobber) กลุ่มลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนจากการเช่าที่พักอาศัยเป็นซื้อที่พักอาศัย กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้บริหารระดับสูง และเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ 

 

BRI จะให้ความสำคัญกับทำเลที่ตั้งเป็นลำดับแรกในการพัฒนาโครงการ โดยต้องตั้งอยู่ใกล้ถนนสายหลักและ/หรือทางด่วน เดินทางสะดวก เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการเติบโตของประชากรสูง และแวดล้อมด้วยสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบโครงการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Unique Design) รวมถึงทำเลที่ตั้งใหม่ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างโอกาสทางธุรกิจตามกลยุทธ์น่านน้ำสีน้ำเงิน (Blue Ocean Strategy) เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันในตลาดอสังหาฯ แบบดั้งเดิม พร้อมทั้งการใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ และการออกแบบที่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย เช่น โครงการเบลกราเวีย เอ็กซ์คลูซีฟ พูลวิลล่า บางนา พระราม 9 ที่มีการออกแบบโดยประยุกต์สถาปัตยกรรมแบบคลาสสิค ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมปัจจุบัน เช่นเดียวกับย่านเบลกราเวีย ประเทศอังกฤษ เป็นต้น

 

โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 BRI สามารถปิดการขายแล้ว จำนวน 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 2,028 ล้านบาท, โครงการที่อยู่ระหว่างการขายและโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 13 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 17,550 ล้านบาท, โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา จำนวน 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 4,300 ล้านบาท และโครงการในอนาคต จำนวน 9 โครงการ มูลค่าโครงการประมาณ 10,800 ล้านบาท โดยมีจำนวนโครงการรวม 30 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 34,678 ล้านบาท

 

3. ใช้แนวคิด Human Centric ในการให้บริการ และพัฒนานวัตกรรมแบบ B Genius Mode

BRI เน้นการศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการพื้นฐานของผู้อยู่อาศัย รวมทั้งปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย (Customer Pain Point) เพื่อให้เข้าใจ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตสมัยใหม่ และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงอายุของทุกเพศ ทุกวัย (Universal Design) ผ่านการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจากประสบการณ์ของผู้พักอาศัย

 

นอกจากนี้ BRI ยังมีนโยบายให้บริการหลังการขายตลอดช่วงอายุของการพักอาศัย (Long-Life Living After Sale Service)ครอบคลุมทั้งช่วงภายในระยะเวลาประกันและหลังระยะเวลาประกันแล้ว เช่น การรับประกันคุณภาพของบ้านหลังจากวันที่โอนกรรมสิทธิ์ การให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวกในการติดต่อขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับสถาบันการเงิน ระบบการแจ้งซ่อม และการติดตามสถานะการซ่อมผ่าน Mobile Application เป็นต้น

 

เพื่อสร้างความสะดวกสบายและตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล BRI ได้มีการพัฒนานวัตกรรมออกแบบที่อยู่อาศัยประเภทบ้านจัดสรร ด้วยแนวคิด B Genius Mode ซึ่งประกอบด้วย การออกแบบพื้นที่ใช้ประโยชน์ภายในบ้าน (B Smart Design), การใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการระบบความปลอดภัย (B Smart Home Automation), การออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง (B Smart Community) และด้านการบริการ (B Smart Home Services)

 

 

4. เตรียมขยายการพัฒนาโครงการสู่จังหวัดที่มีศักยภาพ 

BRI มีแผนพัฒนาโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ และมีอุปสงค์ที่อยู่อาศัยเติบโตในหลายพื้นที่รอบนอกกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกย่านบางนา ฝั่งตะวันตกย่านถนนราชพฤกษ์ และตอนเหนือบริเวณถนนคูคต นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายไปยังจังหวัดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา ระยอง พระนครศรีอยุธยา นครปฐม และสมุทรสงคราม เป็นต้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการเติบโตของประชากรสูง จากการขยายตัวของเครือข่ายคมนาคมอย่างถนนสายหลัก ทางด่วน และเส้นทางรถไฟฟ้า รวมถึงการขยายโครงการในภาคตะวันออกที่จะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโครงการ EEC ที่มีจำนวนประชากรและศักยภาพการเติบโตสูง

 

นอกจากทำเลเหล่านี้ BRI จะเน้นพื้นที่ใกล้เขตนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น เช่น นิคมอุตสาหกรรมบางพลี นิคมอุตสาหกรรมเวลโกร์ว นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร นิคมอุตสาหกรรม TFD เป็นต้น

 

5. ผลการดำเนินงานโตต่อเนื่อง กำไรสุทธิ 9 เดือนแรกโต 55.92%

BRI มีรายได้รวมในปี 2561 – 2563 จำนวน 515.47 ล้านบาท 1,561.01 ล้านบาท และ 2,342.09 ล้านบาท ตามลำดับ และในงวด 9 เดือนของปี 2563 และ ปี 2564 จำนวน 1,845.59 ล้านบาท และ 2,808.57 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักจากความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทบ้านจัดสรรที่เติบโตต่อเนื่อง จากการขยายตัวของเมือง ประกอบกับราคาคอนโดมิเนียมที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบ

 

ส่วนกำไรสุทธิ BRI มีกำไรสุทธิ ในปี 2561 – 2563 จำนวน 71.65 ล้านบาท 207.14 ล้านบาท และ 348.72 ล้านบาท ตามลำดับ หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 13.90 ร้อยละ 13.27 และร้อยละ 14.89 ตามลำดับ และในงวด 9 เดือนของปี 2563 และปี 2564 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 290.08 ล้านบาท และ 452.30 ล้านบาท ตามลำดับ เติบโต 55.92%  หรือคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 15.72 และร้อยละ 16.10 ตามลำดับ

 

ปัจจุบัน BRI กำลังจะเดินหน้าเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 252,650,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 29.6 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้ โดยจะเปิดให้ผู้ถือหุ้น ORI ที่มีสิทธิจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ BRI (Pre-emptive Rights) จองซื้อในวันที่ 7 – 9 ธ.ค.นี้ ได้ 3 วิธี ได้แก่ 

 

1) จองซื้อผ่านระบบ Electronic Rights Offering (“E-RO”) บนเว็บไซต์ www.yuanta.co.th  

2) ยื่นใบจองซื้อ ณ สำนักงานใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด 

3) การจองซื้อผ่านทางโทรศัพท์บันทึกเทป (สำหรับผู้ที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เท่านั้น) 

 

โดยสามารถจองซื้อเกินกว่าสิทธิ (ไม่กำหนดอัตราสูงสุดการจองซื้อเกินกว่าสิทธิ) อย่างไรก็ตาม ผู้ถือหุ้น ORI จะได้รับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่จองซื้อเกินกว่าสิทธิ ต่อเมื่อมีหุ้นที่เหลือจากการจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้น ORI ที่ได้รับการจัดสรรหุ้นที่จองซื้อตามสิทธิครบถ้วนแล้วเท่านั้น โดยหลักเกณฑ์การจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเกินกว่าสิทธิให้เป็นไปตามที่ระบุในแบบไฟลิ่งและหนังสือชี้ชวน

 

ส่วนนักลงทุนกลุ่มอื่น ๆ จองซื้อได้ในวันที่ 13 – 15 ธ.ค.นี้ โดยมีผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 4 ราย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

 

โดย BRI ประกาศราคาเสนอขายอยู่ที่หุ้นละ 10.50 บาท และคาดว่าจะนำหุ้น BRI เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงปลายเดือนนี้

 

 

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.britania.co.th

References
- แบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และหนังสือชี้ชวนฉบับเต็มของ บมจ.บริทาเนีย ซึ่งได้ยื่นต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ที่
www.sec.or.th
- Press Release BRI







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh