บทความแนะนำ

QE คืออะไร? ทำไมมีผลต่อตลาดหุ้น

QE คืออะไร? ทำไมมีผลต่อตลาดหุ้น

     ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนคงได้เห็นข่าว
ธนาคารกลางสหรัฐฯ จ่อลด QE กันมาบ้าง
ซึ่งบางคน ก็ยังสังสัยอยู่ ว่าไอ้เจ้ามาตรการนี้
เกี่ยวข้องอะไรกับตลาดหุ้นกันหล่ะ ?...

 

     วันนี้ efinanceThai จึงพาทุกคน มาทำความรู้จัก
กับมาตรการ QE ว่ามันคือนโยบายอะไร
แล้วมีความเชื่อมโยงกับตลาดหุ้นอย่างไรบ้าง ?

 

เริ่มกันที่ มาตรการ QE คืออะไรก่อนเลยนะ...

 

     QE หรือ Quantitative Easing
คือรูปแบบหนึ่งของนโยบายทางการเงิน
รับผิดชอบโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศ

 

     ซึ่งเจ้า QE เนี่ย มีเป้าหมายกระตุ้นการไหลเวียน
ของปริมาณเงิน จาการอัดฉีดเม็ดเงิน-สภาพคล่อง
เข้าไปในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ
หรือเรามักจะได้ยินคำว่า"พิมพ์เงิน"นั่นเอง

 

     อีกหนึ่งวิธีของการทำ QE ที่สุดแสนจะคลาสสิค
คือ ธนาคารกลาง จะข้าไปซื้อตราสารหนี้
ของทั้งรัฐและเอกชน เพื่อช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืม
ของภาคเอกชนต่ำลง พยุงให้การผลิตยังไปต่อได้
จึงทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรที่เป็นสินทรัพย์
ปลอดภัย ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำด้วยเช่นกัน

 

     การทำ QE จะไม่ทำในช่วงที่เศรษฐกิจเจริญ
รุ่งเรือง ส่วนมากจะทำในช่วงที่เกิดวิกฤติ
อย่างล่าสุด ก็ช่วงที่โควิดมาเยือนนี่แหละ
จะเห็นธนาคารกลางสหรัฐฯ ทำ QE
มาตั้งแต่ปี 63 - ปัจจุบัน นั่นเลยนะ

 

     ซึ่งนโยบายนี้ ไม่สามารถทำได้เป็นเวลานาน
เพราะต้องใช้เม็ดเงินมหาศาล แถมยังบิดเบือน
ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกในระยะถัดไป อีกด้วย
การทำ QE เมื่อถึงช่วงหนึ่ง จึงต้องจบลง
และกลับสู่ภาวะปกติ เพื่อรักษาสมดุลเอาไว้

 

      แถมไม่ใช่ทุกประเทศบนโลกนี้ จะทำ QE ได้
เพราะการ"พิมพ์เงิน"เพิ่มในระบบ ทำให้สมดุล
ของปริมาณเงินเปลี่ยนไป และผิดเพี้ยนมาก
ถ้าไม่ใช่ประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งจริงๆ
ทำไม่ได้ เพราะทั่วโลกจะไม่ยอมรับค่าเงิน

 

     ดังนั้น เราจึงมักได้ยินแต่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ
ทำ QE เพราะเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับ
เนื่องจาก ชาติต่างๆทั่วโลก นิยมใช้เงินดอลลาร์
เป็นเงินทุนสำรองของประเทศ ส่วนขาใหญ่ที่ทำ
QE ได้อีก ก็มีธนาคารกลางญี่ปุ่น และ ยุโรป

 

ทีนี้ลองมาดูความเชื่อมโยง QE กับตลาดหุ้น....

 

     อย่างที่เล่าไปข้างต้น ว่าหนึ่งในการทำ QE
คือการทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง
เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ก็จะส่งผลถึงตลาดหุ้น
เพราะการลงทุนในพันธบัตร ถือเป็นการลงทุน
ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ถ้าให้ผลตอบแทนสูง
ก็คงไม่มีใคร อยากลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

 

     ดังนั้น เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรต่ำลง
จึงทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ ต้องย้ายเงินลงทุน
จากสินทรัพย์ปลอดภัย ไปอยู่ในสินทรัพย์เสี่ยง
เช่น หุ้น หรือกองทุน เพื่อรักษาผลตอบแทนไว้
ส่งผลให้ตลาดหุ้น มีสภาพคล่องมากขึ้น

 

     แต่ใช่ว่า ตลาดหุ้นทั่วโลก จะได้ผลดีจาก QE
เพราะการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้น ต้องพึ่งเงิน
ลงทุนไหลเข้า ซึ่งส่วนใหญ่มักเลือกตลาดหุ้น
ที่ให้ผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อออกสูงกว่า
ดังนั้น ตลาดหุ้นที่ไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว
ก็อาจกลายสภาพเป็นป่าช้า ได้เหมือนกัน...

 

     และเมื่อมาถึงวันหนึ่ง ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ
จะลดการทำ QE ลง นักลงทุนส่วนมาก
ก็จะมีอาการกระสับกระส่าย นอนไม่ค่อยหลับ
เพราะจะทำให้ปริมาณเงินส่วนเกินของ QE
ที่เคยไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นก่อนหน้านี้ หายไป
ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดหุ้นลดลงด้วย
รวมไปถึง การปรับตัวขึ้นของดัชนี อาจไม่
ตื่นเต้น เหมือนช่วงที่มี QE มาช่วยกระตุ้น

 

     ทีนี้ เมื่อเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นแล้ว หลายคนคง
พอเข้าใจกันบ้างแล้ว ว่าทำไมนักลงทุนที่
อยู่ในตลาดมานาน จึงเริ่มกังวลเกี่ยวกับท่าที
ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่เตรียมลด QE
เพราะ ตลาดหุ้นจะขาดปัจจัยหนุนนั่นเองนะ...

 

บ.บูม







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh