บทความแนะนำ

IPO คืออะไร ? ทำไมบริษัทส่วนใหญ่ถึง IPO กัน

IPO คืออะไร ? ทำไมบริษัทส่วนใหญ่ถึง IPO กัน

IPO คืออะไร ? ทำไมบริษัทส่วนใหญ่ถึง IPO กัน มือใหม่อ่านจบบรรลุแน่นอน!
 


ในช่วงนี้นักลงทุนมือใหม่อาจจะเห็นหลายบริษัทเข้ามาไอพีโอ(IPO)  แต่นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะในทุกๆ ปีจะมีบริษัทเข้ามาไอพีโอกันมากเป็นปกติอยู่แล้ว

รู้ไหมครับว่าเมื่อ 46 ปีที่แล้ว ตอนที่ SET เพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ๆ มีหุ้นที่ซื้อขายกันอยู่เพียง 8  บริษัทเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนแล้วถึง 747 บริษัท แทบจะเรียกได้ว่าในชีวิตประจำวันของเรานั้น หันไปทางไหนก็มีแต่บริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นทั้งนั้น

แล้วนักลงทุนเคยสงสัยกันไหมครับว่า ทำไมบริษัทส่วนใหญ่ถึงอยากนำหุ้นของตัวเองมาไอพีโอกันด้วย ? จริงๆแล้ว ไอพีโอคืออะไรกันแน่ efinanceThai จะอธิบายให้ฟัง

ก่อนอื่นจะขอปูพื้นฐานให้กับนักลงทุนมือใหม่ก่อนนะครับ  .... การขยายธุรกิจไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่  สิ่งที่จำเป็นอันดับต้นๆ ก็คือ "เงินทุน" ถ้าเรารอจนกว่ากิจการจะสร้างเงินสดเพียงพอต่อการขยายธุรกิจ ในระหว่างนั้นก็อาจจะเสียโอกาสให้กับคู่แข่งไปแล้วก็ได้ การหา "แหล่งเงินทุน" นอกเหนือจากเงินสดที่เรามีมาใช้ทันที จึงเป็นสิ่งจำเป็นครับ

 


ทีนี้แหล่งเงินทุนที่เราหาได้มีอะไรบ้างล่ะ ? 
- ทางเลือกแรกที่เรานึกถึงก็คือ "เงินกู้จากธนาคาร" ใช่ไหมครับ ทางเลือกนี้ข้อดีก็คือไม่วุ่นวายนักเพราะมีธนาคารเป็นตัวกลาง  คนมาฝากเงิน > ธนาคารก็เอาเงินฝากนั้น > มาให้คนกู้ไปทำธุรกิจ 

แต่ข้อเสียก็คือ วงเงินที่กู้มาได้จะไม่เยอะครับ เพราะธนาคารก็ไม่อยากเสี่ยง คนฝากเงินก็ได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยแค่เล็กน้อย ส่วนคนกู้ก็เสียดอกเบี้ยแพง

- ทางเลือกที่สอง "ตราสารหนี้" หรือ "หุ้นกู้" จึงเกิดขึ้นครับ วิธีนี้คือการออกตราสารโดย "บริษัท" ให้กับ "ผู้ลงทุน" โดยไม่ผ่านธนาคารอีกแล้ว บริษัทก็จะได้รับเงินจากการขายหุ้นกู้  ส่วนผู้ลงทุนก็จะได้รับดอกเบี้ยจากบริษัทตามสัญญาที่ระบุไว้

วิธีนี้ดูสมบูรณ์แบบดีใช่ไหมครับ เพราะบริษัทจะออกหุ้นกู้มูลค่าเยอะ ๆ ก็ได้ ส่วนผู้ลงทุนก็ได้ดอกเบี้ยสูงกว่าฝากเงินตั้งเยอะ  ถ้าผมบอกว่าจะออกหุ้นกู้ให้กับผู้อ่าน 20 ล้านบาท เพราะผมจะเอาไปเปิดโรงเพาะกัญชง ให้ดอกเบี้ย 9% ต่อปีเลย ... แต่ถ้าธุรกิจล้มผมไม่คืนเงินนะ ^^ แบบนี้จะกล้าให้เงินผมไหมครับ ?

ถ้าหากผู้อ่านพิจารณาความเสี่ยงแล้วตอบว่า "ไม่เอาดีกว่า" ก็ถูกแล้วครับ ดังนั้นข้อเสียของวิธีนี้ก็คือใช้ได้กับบริษัทใหญ่ และมีอันดับความน่าเชื่อถือสูงๆ เท่านั้น 

- ทางเลือกสุดท้ายก็คือ IPO (Initial Public Offering) ที่เราคุ้นเคยนั่นเอง "วิธีนี้แปลง่ายๆก็คือ ไม่กู้เงินแล้ว เอาเงินมาเดี๋ยวจะให้เป็นเจ้าของกิจการด้วยกัน"

วิธีก็คือบริษัทจะออกหุ้นเพิ่มทุนใหม่ สมมติเดิมบริษัท A มีหุ้นทั้งหมด 1,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 1 บาท แต่อยากได้เงินทุนก็เลยออกหุ้นเพิ่มทุนใหม่มา สมมติออก 500 หุ้นนะครับ บริษัทนี้ก็จะมีหุ้นทั้งหมด 1,500 หุ้นแล้วใช่ไหม ... แต่ทีนี้ 500 หุ้นที่ออกมาใหม่นั้น บริษัทจะเอามาขายให้กับเราแทนครับ นี่แหละที่เรียกว่าหุ้นไอพีโอ พร้อมบอกจุดประสงค์กับเราว่าจะเอาเงินไปทำอะไร

แต่จะไม่ขายให้ที่ราคา 1 บาทนะ บริษัทจะตั้งราคาขึ้นมาเอง ตามความเหมาะสม และตามบริษัทที่คล้ายกันในตลาดหุ้น เพราะถ้าตั้งแพงก็คงไม่มีใครซื้อ สมมติว่าขายไอพีโอหุ้นละ 30 บาท ทั้งหมด 500 หุ้น  ถ้าขายออกหมด จะเท่ากับว่าบริษัท A ได้เงินระดมทุนตรงนี้ไป 15,000 บาท โดยหุ้นที่ออกมาใหม่ไม่ได้มีต้นทุนอะไรเลย

 


สรุปบริษัทได้อะไรจากการไอพีโอ


1.ได้เงินระดมทุน 15,000 บาทไปแทบจะฟรี ๆ (จริงๆมีค่าใช้จ่ายในการขายหุ้นไอพีโอด้วย)


2.หุ้นที่บริษัท A ถืออยู่เดิมอีก 1,000 หุ้น จะมีมูลค่าหุ้นละ 30 บาทตามราคาตลาดเหมือนกัน เท่ากับว่าบริษัท A จากเดิมมีมูลค่า 1,000 บาท จะกลายเป็น 45,000 บาท(หุ้นเดิม 30,000 บาท + ไอพีโอ 15,000 บาท)

สิ่งที่ต้องแลกมาก็คือ บริษัทจะต้องรับผิดชอบจ่ายเงินปันผลให้กับเราตามนโยบายที่บอกไว้ตอนขายหุ้นครับ อย่าง TIDLOR มีนโยบายปันผลไม่ต่ำกว่า 20% จากกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายที่กฎหมายและบริษัทฯ กำหนด

สมมติว่าปี 25xx ถ้า TIDLOR มีกำไรสุทธิ 10,000 ล้านบาท ก็จะต้องแจกเงินปันผลอยู่ที่ไม่ต่ำกว่าราวๆ 2,000 ล้านบาทให้ผู้ถือหุ้นครับ

นอกจากนี้ก็ยังต้องรับผิดชอบในด้านอื่นๆอีก อย่างการจัดประชุมผู้ถือหุ้น เปิดเผยข้อมูลบริษัทตลอดเวลา เปิดเผยงบต่างๆ เพราะต้องรับผิดชอบขนาดนี้ เวลาไอพีโอทีบริษัทจึงตั้งราคาไว้หนักๆก่อนเลยนั่นเอง

แต่ถ้าปีไหนธุรกิจไม่ดี ไม่มีกำไรบริษัทก็ไม่ต้องจ่ายเงินปันผล.. เพราะถือว่าเราเป็นเจ้าของบริษัทด้วยกันแล้ว อดก็ต้องอดด้วยกัน... 

ไม่เหมือนการที่เราให้กู้เงิน หรือหุ้นกู้ อันนั้นเราจะอยู่ในสถานะเจ้าหนี้ ต่อให้ธุรกิจล้มแค่ไหน บริษัทก็มีหน้าที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้เราอยู่


สรุปฝั่งคนซื้อได้อะไรจากไอพีโอ


1.คาดหวังการเติบโตต่อเนื่องได้ สมมตินะครับ เราซื้อหุ้นไอพีโอราคาหุ้นละ 30 บาท ได้ปันผลปีนี้ 5 บาท ถ้าต่อไปบริษัทเติบโตต่ออีก และปันผลเป็น 10 บาท 20 บาท 30 บาท ต่อไปเรื่อยๆ
แบบนี้ก็จะดีกว่าการลงทุนในหุ้นกู้ หรือการฝากเงิน เพราะผลตอบแทนสองอย่างนี้ไม่ได้เติบโตไปกับบริษัทที่เราให้กู้ไป (สมมติให้ลูกหนี้กู้ไป 100 ล้านบาท ตั้งแต่ตอนเป็นร้านขายข้าวแกงได้ดอกเบี้ยปีละ 10 ล้านบาท ต่อให้ลูกหนี้เราโตไปเป็นบริษัทระดับโลก เราก็จะได้ดอกเบี้ยแค่ 10 ล้านบาทเท่าเดิมอยู่ดี)

2.มูลค่าตลาดของหุ้นที่เราถืออยู่สามารถเพิ่มขึ้น และลดลงได้เช่นกัน แบบเดียวกับเจ้าของบริษัท ถ้าเราไม่อยากถือหุ้นต่อไปก็สามารถแลกเปลี่ยนผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วยการซื้อขายหุ้นอย่างที่เราทำกันนี่เอง  (ไม่เหมือนหุ้นกู้ที่ลงทุน 100 ล้านบาท ตอนได้เงินต้นคืนก็ได้ 100 ล้านบาท ไม่เพิ่ม-ไม่ลด)

 


สรุปการ "ไอพีโอ" ถึงแม้จะดูซับซ้อน แต่จริงๆแล้วก็คือหนึ่งในวิธีหาเงินทุนของบริษัทนั่นเอง ที่เขียนมาไม่ได้หมายความว่า "หุ้นกู้" หรือ "เงินกู้" เป็นทางเลือกที่ไม่ดีนะครับ เพราะบริษัทหลังไอพีโอไปแล้ว ก็ยังเลือกใช้วิธีหาเงินทุนเหล่านี้ตามความเหมาะสมอยู่


และหลังจากนี้บริษัทก็ยังมีวิธีการหาเงินทุนเพิ่มเติมอีกมากมาย การเข้าใจในขั้นตอนของธุรกิจเอาไว้ให้มากๆ จะทำให้นักลงทุนอยู่รอดในตลาดหุ้นได้ครับ

วอวิดเอง ^^ 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh