บทความแนะนำ

S พร้อมลงสังเวียนโรงไฟฟ้า กุญแจสำคัญสู่รายได้ปีละ 2 หมื่น ลบ.

S พร้อมลงสังเวียนโรงไฟฟ้า กุญแจสำคัญสู่รายได้ปีละ 2 หมื่น ลบ.

 

     หลังจาก บริษัท สิงห์เอสเตท จำกัด(มหาชน) หรือ S บริษัทผู้พัฒนาและลงทุนอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ประกาศปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เพื่อแตกไลน์ธุรกิจออกไปสู่ธุรกิจพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจให้บริการด้านวิศวกรรม และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่จะส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อเติมเต็มและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ เพื่อกระจายความเสี่ยงหากเกิดเหตุไม่คาดคิดอย่างปีที่ผ่านมา

     ล่าสุดทาง S ได้ออกมาประกาศความพร้อมถึง 1 ใน 3 ธุรกิจใหม่นั่นคือโรงงานผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม ซึ่งนายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัท ได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการเข้าซื้อหุ้นสามัญ 30% ในโรงงานผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม (Co-generation power plant) ขนาดใหญ่ จำนวน 3 แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกัน 400 เมกะวัตต์ โดยเป็นสิทธิ์ซื้อที่ราคาพาร์ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 1,392 ล้านบาท

     โดยบริษัทได้สิทธิ์ซื้อหุ้นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเงื่อนไขที่น่าดึงดูดใจเป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะทำให้สิงห์ เอสเตท ก้าวไปสู่การเป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผลิตกระแสไฟฟ้า และให้บริการด้านวิศวกรรมอันดับต้นๆ ของประเทศไทย พร้อมกับขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้นสามเท่า เป็นบริษัทที่มีรายได้ 20,000 ล้านบาทต่อปี ในเวลาสามปี

     “เราต้องการสร้างธุรกิจนี้ให้ยิ่งใหญ่ อย่างมั่นคง และมีผลตอบแทนที่แน่นอนสม่ำเสมอ พร้อมๆ กับการสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโต โดยที่เราจะใช้ประโยชน์จากการผนึกกำลังกันของ 4 กลุ่มธุรกิจของสิงห์ เอสเตท มาเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขัน” นาย จุตินันท์ กล่าว

 

3 โรงไฟฟ้า พร้อมผลิตไฟเต็มเฟสปี 66

     สำหรับโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าและพลังงานความร้อนร่วม แห่งแรกของบริษัท เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าฯ ของบริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ จังหวัดอ่างทอง โดยดำเนินการผลิตอยู่แล้ว ด้วยกำลังการผลิตอยู่ที่ 123 เมกะวัตต์

     ส่วนแห่งที่สองและสาม เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าแห่งใหม่ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง มีบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 1 จำกัด และบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ราชบุรี) 2 จำกัด เป็นเจ้าของใบอนุญาต ตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู๊ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ มีกำหนดเปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2566 โดยจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่โรงงานละ 140 เมกะวัตต์

 

ชูจุดแข็ง ขายไฟฟ้าล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว 270 MW

     ด้านนางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สิงห์ เอสเตท กล่าวว่า การเข้าซื้อหุ้นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งสามแห่งจะเริ่มขึ้นเมื่อได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นของบมจ. สิงห์ เอสเตท ซึ่งมีกำหนดจัดการประชุมสามัญประจำปีในวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564

     ใบอนุญาตโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดกำลังการผลิตระดับนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะหามาได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นเราจึงรู้สึกยินดีมากเป็นพิเศษที่ได้รับสิทธิ์ในการเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่สำคัญถึง 3 แห่ง ในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มีฐานธุรกิจที่มั่นคงในอุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์

     “ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สิทธิ์ในการเข้าซื้อหุ้นที่เราได้รับนั้นน่าดึงดูดใจเป็นอย่างมาก คือ การที่ไฟฟ้าจำนวน 270 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นเกือบ 70% ของกระแสไฟฟ้าที่ทั้ง 3 โรงไฟฟ้านี้จะผลิตได้รวมกันนั้น ขายได้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว และจะเป็นราคาตามที่ตกลงกันแล้วด้วย ซึ่งทำให้เรามั่นใจได้ว่า เราจะสร้างรายได้เข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน เสริมศักยภาพให้กับสิงห์ เอสเตท ในการเป็นธุรกิจที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้เป็นอย่างดีในทุกสถานการณ์ (Resilient Business)” นางฐิติมากล่าว

 

กุญแจสำคัญ ช่วยปั๊มรายได้ 7.5 พันลบ.ในปี 67

     นางฐิติมากล่าวต่อไปว่า อ่างทอง เพาเวอร์ เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ทำกำไรได้โดยไม่จำเป็นต้องขายไฟให้กับผู้ใช้ทั่วไป และกระแสไฟฟ้าจำนวน 75% ของกระแสไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้ ได้ถูกทำสัญญาซื้อโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 25 ปี ทั้งนี้ นางฐิติมากล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า “การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรจนสูงขึ้นกว่าอัตราที่ประเมินไว้ในขั้นต้น คาดการณ์ว่า โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง จะสร้างรายได้ราว 7,500 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2567

     ส่วนความกังวลถึงแผนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของบริษัทนั้น นางฐิติมา ยืนยันว่า มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่ต่ำ อยู่ที่ 0.96 เท่า และสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อีก 25,000 ล้านบาท

     “การเข้าซื้อหุ้นในโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าทั้ง 3 โรงนี้ จะสร้างผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจเป็นอย่างมากให้กับสิงห์ เอสเตท และมากไปกว่านั้นคือจะสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจทั้งหมด ด้วยการเข้ามาส่งเสริมซึ่งกันและกัน กับธุรกิจต่างๆ ของสิงห์ เอสเตท (Synergy benefits) ทั้งนี้ ธนาคารจะให้เงินกู้กับทางเราเพื่อมาลงทุนในโครงการนี้ในช่วงแรกก่อน แล้วเราจึงค่อยลงทุนเองในภายหลัง และในจำนวนที่ไม่มาก” นางฐิติมากล่าว

 

รู้จักกับ " เวิลด์ ฟู้ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ "

     นิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู้ด วัลเลย์ ไทยแลนด์ จังหวัดอ่างทอง ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1,398 ไร่ ที่คณะการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งขึ้นมาเมื่อ 2561 โดยร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้งบการลงทุน 4,200 ล้านบาท ซึ่งจะพัฒนาให้เป็นเมืองนวัตกรรมอาหารอนาคตที่ครบวงจร มีอุตสาหกรรมเป้าหมายภายในโครงการ ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์ และโครงการ นิคมอุตสาหกรรม ซี.พี. บนพื้นที่ 3,068 ไร่ งบประมาณการลงทุน 5,628.50 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

     โดยนิคมฯ ดังกล่าว จะใช้ประโยชน์ที่ดินโครงการแบ่งเป็น เขตอุตสาหกรรมทั่วไป 61.96% เขตพาณิชยกรรม 2.50% พื้นที่ระบบสาธารณูปโภค 21.35% และพื้นที่ สีเขียว 14.19%

     ทั้งนี้ กนอ.เชื่อว่า โครงการนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อจังหวัดอ่างทอง และจังหวัดโดยรอบ พร้อมทั้งคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 40,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานไม่น้อยกว่า 6,300 คน การสร้างเครือข่ายธุรกิจรูปแบบคลัสเตอร์กับเศรษฐกิจชุมชน เช่น การแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป นวัตกรรมทางด้านอาหาร โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายภายในโครงการจัดตั้ง ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และธุรกิจด้านบรรจุภัณฑ์







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh