บทความแนะนำ

7 สัญญาณเตือน หุ้นในพอร์ต เสี่ยงไม่ปลอดภัย

7 สัญญาณเตือน หุ้นในพอร์ต เสี่ยงไม่ปลอดภัย

    หากคุณเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น เคยตั้งข้อสังเกตุกับราคาหุ้นหลายๆ ตัวที่อยู่ในพอร์ตของตัวเองหรือไม่ ว่าทำไม บ่อยครั้งที่ราคาหุ้นที่ซื้อเข้ามาเก็บในพอร์ต มักจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบหรือบางครั้งปรับตัวลดลงสวนกับทิศทางตลาดหุ้น

    สำนักข่าวอีไฟแนนซ์จึงได้รวบรวม 7 สัญญาณเสี่ยง ที่นักลงทุนหลายคนอาจมองข้ามไป ซึ่งอาจจะช่วยให้นักลงทุนได้รู้คำตอบว่า เหตุใดทำให้ราคาหุ้นของคุณไม่เคลื่อนไหว หรือปรับลดลง

 

1.ธุรกิจขาลง

    สิ่งแรกที่เป็นสัญญาณเตือนว่าหุ้นของคุณมีความเสี่ยง นั่นคือ เทรนด์ของธุรกิจที่เป็นขาลง เนื่องจากบางธุรกิจอาจกำลังถูก Disrubt จากกระแสธุรกิจยุคใหม่ ยกตัวอย่าง เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ ที่ถูกกระแสดิจิทัล สมาร์ทโฟนเข้ามาทดแทน หรือธุรกิจที่มาเร็วไปเร็ว เช่น ธุรกิจแฟชั่น เป็นต้น
 
    ดังนั้นเทรนด์ธุรกิจจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะชี้ว่าธุรกิจของบริษัทนั้นๆ จะไปได้ไกลแค่ไหน เพราะหากเทรนด์ธุรกิจไม่เติบโต หรือเป็นขาลง ก็เป็นสัญญาณเสี่ยง ที่จะลุกลามไปกระทบถึงยอดขาย - รายได้ - กำไร และสะท้อนสู่ราคาหุ้นในที่สุด

 

2.กำไรลด - ขาดทุนต่อเนื่อง

    งบการเงินถืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่มีผลต่อทิศทางราคาหุ้น โดยเฉพาะผลกำไร-ขาดทุนของบริษัท แน่นอนว่าทุกธุรกิจในตลาดหุ้นย่อมคาดหวังให้ผลประกอบการมีกำไรอย่างต่อเนื่อง แต่ในความเป็นจริงแล้วก็มีหลายบริษัท ที่อาจจะดำเนินธุรกิจผิดพลาด หรือได้รับผลกระทบจากปัจจัยอื่นๆ เข้ามาทำให้ผลประกอบการไม่เป็นไปตามคาด และทำให้กำไรลดลงหรือเลวร้ายสุดถึงขั้นพลิกเป็นขาดทุน
 
    หากธุรกิจนั้นมีกำไรลดลง หรือขาดทุนเป็นบางไตรมาส อาจจะยังไม่ต้องกังวลอะไรมาก เพราะอาจเกิดจากปัจจัยเฉพาะหน้า แต่หากบริษัทนั้นๆ มีกำไรลดลง หรือขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง ตรงนี้ถือเป็นความเสี่ยงขนานใหญ่ที่จะกระทบทิศทางบริษัท ราคาหุ้น และการจ่ายปันผลได้ ฉะนั้น หมั่นตรวจสอบกำไร - ขาดทุนของบริษัทที่คุณถือหุ้นอย่างน้อย ไตรมาสละ 1 ครั้ง

 

3.หนี้พุ่ง

    "หนี้" ถือเป็นสิ่งสะท้อนถึงการระดมทุนของบริษัท เนื่องจากหนี้เกิดจากการกู้ยืม หุ้นกู้ หรือเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งจะทำให้ธุรกิจมีเงินทุนเร่งด่วนไปต่อยอดในอนาคต แต่หนี้ที่นักลงทุนควรระวังคือ "หนี้เสียที่ไม่ได้สร้างรายได้" สิ่งนี้เป็นอีกหนึ่งสัญญาณชี้ให้เห็นว่า บริษัทดังกล่าวมีภาระทางการเงินพอกพูนขึ้นมาแบบไร้ประโยชน์ พ่วงด้วยภาระด้านดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมาเป็นเงาตามตัว และหากบริษัทไหนเริ่มมีปัญหาชำระหนี้ ก็ถือเป็นสัญญาณอันตรายต่อธุรกิจเช่นกัน

    การวิเคราะห์หนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยอัตราส่วนทางการเงินที่นิยมใช้ที่สุดคือ อัตราส่วนหนี้ต่อทุน หรือ D/E ratio (หนี้สินของบริษัท ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัท) ซึ่งตัวเลขที่นักลงทุนยอมรับนั่นคือไม่ควรเกิน 2 แต่ทั้งนี้ควรเข้าไปดูในเชิงลึกของงบการเงินอีกครั้งว่าหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ประเภทใด ดังนั้นหากนักลงทุนท่านใด มีหุ้นที่ราคาไม่เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน ลองเข้าไปดูสัดส่วน D/E บ้างก็ดี

 

4.เพิ่มทุนบ่อย

    การเพิ่มทุน คือ การที่บริษัทออกหุ้นใหม่ เรียกว่า “หุ้นเพิ่มทุน” จากหุ้นเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยนำหุ้นมาเสนอขายผู้ถือหุ้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในหลายรูปแบบ โดยส่วนใหญ่ที่พบเห็นจะเป็นการเพิ่มทุนเพื่อนำไปขยายธุรกิจเพื่อคาดหวังให้ธุรกิจเติบโตในอนาคต หรือบางบริษัทอาจจะนำไปใช้หนี้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย หรือนำไปล้างขาดทุนสะสม

    แต่การเพิ่มทุน อาจจะเป็นดาบ 2 คมที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนได้เช่นกัน เพราะหากบริษัทนั้นประกาศเพิ่มทุนบ่อยเกินไป อาจจะทำให้นักลงทุนมีมุมมองในเชิงลบ ว่าบริษัทนั้นไม่มีความสามารถในการทำให้ธุรกิจมีกำไร หรือมีความสามารถในการชำระหนี้ได้

 

5.ผู้บริหารไม่น่าไว้วางใจ

    ผู้บริหาร ถือเป็นหน้าตาของบริษัท หากผู้บริหารที่ดี มีธรรมาภิบาล ก็สร้างความเชื่อมั่นทั้งทางด้านภาพลักษณ์ และความไว้ใจต่อนักลงทุนได้ แต่ในทางตรงกันข้ามหากผู้บริหารมีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจ หรือถูกกล่าวโทษก็จะสร้างความคลางแคลงใจให้กับผู้ถือหุ้นได้

    ทุกการซื้อ - ขายหุ้นของผู้บริหารมักมีนัยเสมอ ถ้าการซื้อหุ้นนั้นพอเข้าใจได้ว่าทางผู้บริหารยังคงเชื่อมั่นในบริษัท แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าการเข้ามาซื้อแต่ละครั้งเพื่อหวังผลกับราคาหุ้นหรือไม่ ส่วนการขายหุ้นของผู้บริหารยิ่งต้องจับตาเป็นพิเศษ แม้ว่าบ่อยครั้งที่ผู้บริหารขายหุ้นออกมาจะอ้างว่าเป็นการทำกำไร แต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อยเกินไปก็ไม่น่าไว้ใจเช่นกัน

    นอกจากนี้การกระทำความผิดผู้บริหารในตลาดหุ้น ก็เป็นสัญญาณอันตรายต่อหุ้นเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การอินไซด์ราคาหุ้น หรือการรวมก๊วนปั่นหุ้นโดยใช้วิศวกรรมทางการเงินต่างๆ หรือที่หนักหน่อยก็อาจจะยักยอกเงินบริษัท แล้วหนีคดีก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ดังนั้นการติดตามและตรวจสอบพฤติกรรม - ประวัติของผู้บริหารก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ควรทำ
 
    อีกหนึ่งข้อควรระวังคือ การเข้ามาของนักลงทุนขาใหญ่ในตลาดหุ้น ที่อยู่ดีๆ เข้ามานั่งในบอร์ดบริหารงานของบริษัท ไม่ว่าจะมาจากการซื้อหุ้น หรือ มีสายสัมพันธ์กับผู้บริหาร ก็ตามแต่ จุดนี้ก็ควรต้องตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมย้อนหลังรายบุคคลให้ดี หากบุคคลเหล่านี้มีประวัติที่ไม่น่าไว้ใจ ก็มีความเป็นไปได้ที่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับบริษัทใหม่ได้เช่นกัน

 

6. F score - G score ไม่ผ่านเกณฑ์

    เครื่องมือที่จะช่วยให้นักลงทุน สามารถแสกนหุ้นที่มีอยู่ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน ได้แก่ F Score และ G Score ซึ่งเป็นเครื่องมือการคัดกรองหุ้นผ่านข้อมูลทางด้านการเงิน โดย F Score คิดค้นโดย Mr.Joseph D. Piotroski จะช่วยกำจัดหุ้นที่มีจุดอ่อนทางการเงินทิ้งไป ผ่าน 9 เกณฑ์พื้นฐาน ยกตัวอย่างเช่น ความสามารถในการทำกำไร กระแสเงินสด สัดส่วนหนี้สิน ซึ่งค่าที่ใช้เป็นเกณฑ์ คือ 5 เกิน 5 ขึ้นไปถือว่าแข็งแกร่ง

    ขณะที่ G Score นำเสนอครั้งแรกในงานวิจัยของ Mohanram, P. เป็นการวัดคุณภาพของการเติบโต (เลือกหุ้นแบบ Growth Stock) โดยใช้ตัวแปร 7 หัวข้อ เช่นยอดขาย กำไร ค่าใช้จ่าย เป็นต้น (นำแนวคิดจาก F-Score มาปรับใช้)

    ดังนั้น Fscore - Gscore ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่นักลงทุนชั้นนำนำมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกหุ้นรายตัว ซึ่งหากหุ้นตัวไหนไม่สามารถผ่านเกณฑ์ที่กำหนดได้ ก็อาจเป็นหนึ่งความเสี่ยงที่จะกระทบราคาหุ้นในอนาคตได้

 

7.สัญญาณเทคนิคกลับทิศ

    ปัจจัยทางเทคนิคเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ ที่รวบรวมข้อมูลด้านสถิติต่างๆ ของหุ้นรายตัว รายกลุ่มไว้อย่างมากมาย จนตกผลึกออกมาเป็นศาสตร์การลงทุนอีกแขนงหนึ่ง และสามารถนำมาใช้ประเมินถึงทิศทางของราคาหุ้นในอนาคตได้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะกราฟราคาหุ้นที่ปัจจุบันมี Options ให้นักลงทุนได้ใช้อย่างหลากหลาย

    ตัวอย่างเครื่องมือทางเทคนิคที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่นำมาใช้ประเมินทิศทางราคาหุ้น และหาสัญญาณอันตรายของหุ้น เช่นเส้น Zigzag 1.5 ที่จะปรับกราฟราคาหุ้นจากกราฟแท่งเทียน เป็นเส้นซิกแซกแล้วหาแนวรับแนวต้านตามยอดของเส้นที่เกิดขึ้นในลักษณะตัว A และตัว V ซึ่งหุ้นอันตรายส่วนใหญ่ที่เกิดจะสังเกตุได้จากตัว A และ V ที่ต่ำลงเรื่อยๆ

    อีกหนึ่งเครื่องมือที่นิยมใช้คือ ค่าเฉลี่ย MACD หรือ “Moving Average Convergence Divergence” คือการใช้เส้นค่าเฉลี่ย EMA 2 เส้นมาเปรียบเทียบกัน (นิยมใช้เส้น 12 และ 26 วัน ) ซึ่งการตัดกันของทั้ง 2 เส้นก็สามารถชี้ได้ว่าทิศทางของราคามีแนวโน้มจะปรับไปในทิศทางใด นอกจากนี้สัญญาณทางเทคนิคก็สามารถดูสถิติการซื้อขายของ NVDR เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติได้เช่นกัน เพราะหากหุ้นตัวใดได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติลดลง ก็เป็นสาเหตุกดดันราคาหุ้นเหมือนกัน

 

    ทั้ง 7 สิ่งนี้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรจะศึกษา เพื่อนำมาวิเคราะห์ และตรวจสอบหุ้นในพอร์ตของตัวเองอย่างสม่ำ ว่ากำลังมีความเสี่ยงเกิดขึ้นอย่างที่กล่าวไว้หรือไม่ ซึ่งปัจจัยพื้นฐานทั้งงบการเงิน กำไร หรือหนี้สิน นักลงทุนสามารถหาข้อมูลได้จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    แต่ส่วนของข้อมูลทางเทคนิค หรือความรู้การใช้เครื่องมือวิเคราะห์หุ้น นักลงทุนเองก็สามารหาได้จากผู้พัฒนาระบบซื้อขายชั้นนำของประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น เครื่องมือ efin StockPickUp ที่มี Options ในการวิเคราะห์กราฟราคาหุ้น - อนุพันธ์ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ต่างประเทศได้อย่างแม่นยำ รวมถึงสัญญาณทางเทคนิค - สถิติด้านข้อมูลอย่าง Fscore - Gscore หรือแม้แต่ข่าวสารการลงทุนที่ครบถ้วน และรวดเร็ว







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh