บทความแนะนำ

"สิงห์ เอสเตท" รุกนิคมฯ - ไฟฟ้า เสริมแกร่ง ดันรายได้พุ่ง 3 เท่าตัว

     ปี 2563 ที่ผ่านมา วิกฤตโควิด 19 ได้สร้างผลกระทบให้กับหลายธุรกิจ ซึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือหนึ่งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งหลายบริษัท เริ่มประเมินแล้วว่า การพึ่งพาแต่ธุรกิจหลักเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่กลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงเวลานี้ การทำธุรกิจแบบกระจายความเสี่ยง ถือเป็นทางเลือกที่ดูจะเหมาะสมที่สุดในเวลานี้

     บริษัท สิงห์เอสเตท จำกัด(มหาชน) หรือ S บริษัทผู้พัฒนาและลงทุนอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย เป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรับตัวในวิกฤตครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการแตกไลน์ธุรกิจออกไปสู่ธุรกิจพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจให้บริการด้านวิศวกรรม และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ ที่จะส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อเติมเต็มและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ เพื่อกระจายความเสี่ยงหากเกิดเหตุไม่คาดคิดอย่างปีที่ผ่านมา

 

เปิดประตูสู่อสังหาริมทรัพย์ระดับโลก

     นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ บมจ. สิงห์ เอสเตท เปิดเผยว่า ปี 2564 เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่เรากำลังเข้าสู่เฟสต่อไปของการพัฒนาธุรกิจของสิงห์ เอสเตท โดยเราจะเดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและธุรกิจสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่จะมาต่อยอดและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อนำสิงห์ เอสเตท ก้าวไปสู่การเป็นหนึ่งในธุรกิจแถวหน้าของประเทศไทยที่ผนึกกำลังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง สร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด และสร้างผลตอบแทนที่ดี

     “ในช่วงที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับการนำบริษัท เดินทางจากจุดเริ่มต้นในฐานะบริษัทของครอบครัว ที่บริหารจัดการสินทรัพย์และดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูล มาสู่การเป็นบริษัทมหาชน ที่มีการบริหารงานอย่างมืออาชีพ มีสินทรัพย์อยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่หลากหลาย กระจายอยู่ในหลายภูมิภาค สำหรับตอนนี้ เมื่อเรามองไปที่เส้นทางข้างหน้า เราเชื่อมั่นในอนาคตของประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานที่มั่นทางธุรกิจของสิงห์ เอสเตท ในขณะเดียวกัน เรายังเดินหน้ามองหาโอกาสที่จะสร้างการเติบโตใหม่ๆ ในระดับโลก ไปพร้อมกันด้วย” นายจุตินันท์

ลั่นธุรกิจใหม่ดันรายได้โต 3 เท่าตัว

     ด้านนางฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สิงห์ เอสเตท เปิดเผยถึงการมาของกลุ่มธุรกิจใหม่ ว่า จะส่งผลให้รายได้บริษัท มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว หรือ 20,000 ล้านบาทต่อปี ภายในระยะเวลาสามปี พร้อมกับสร้างธุรกิจให้มีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น จาก 65,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 ไปเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสินทรัพย์ 80,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2566

     “การพัฒนาโครงการขนาดยักษ์หลากหลายโครงการในประเทศไทยและการเดินหน้าบูรณาการธุรกิจต่างๆ ของสิงห์ เอสเตท ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยผนึกกำลังธุรกิจโรงแรม ธุรกิจที่พักอาศัย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรม เข้ากับธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้าและธุรกิจให้บริการด้านนวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ ที่จะส่งเสริมซึ่งกันและกัน จะสร้างความได้เปรียบเชิงธุรกิจให้กับสิงห์ เอสเตท ได้อย่างมหาศาล และเพิ่มความสามารถในการคว้าโอกาสทางธุรกิจใหญ่ๆ ที่กำลังจะมีเข้ามา” นางฐิติมากล่าว

    ทั้งนี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งยืนยันการตัดสินใจที่ถูกต้องของบริษัทฯ ในการวางโครงสร้างธุรกิจเป็น 4 กลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกัน เพื่อจะทำให้บริษัทฯ สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี ได้อย่างสม่ำเสมอ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยากจะคาดเดาทั้งในประเทศและทั่วโลก

     ในปี 2563 ที่ผ่านมา 3 กลุ่มธุรกิจของสิงห์ เอสเตท คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจโครงการที่พักอาศัย และธุรกิจรีสอร์ตและโรงแรม ทำรายได้คิดเป็นสัดส่วน 96% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัทฯ

ผสานธุรกิจใหม่ - เก่าเพิ่มศักยภาพและความมั่นคง

     นางฐิติมากล่าวเพิ่มเติมถึงเงินทุนที่จะนำมาใช้ในกลุ่มธุรกิจที่ 4 ว่า ด้วยความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัท จากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ที่ต่ำอยู่ที่ 0.96 เท่า ประกอบกับการมีเครดิตดี สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อีก 25,000 ล้านบาท จึงถือเป็นเวลาที่เหมาะสมที่เราจะเดินหน้ากลุ่มธุรกิจดังกล่าว

     “เราหวังว่าจากนี้เป็นต้นไปกลุ่มธุรกิจที่ 4 จะเป็นธุรกิจใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มและต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นแกนหลักมาแต่เดิม และจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ได้อย่างมากมาย ยังจะช่วยให้เรามีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น จากการเติมเต็มซึ่งกันและกันของกลุ่มธุรกิจต่างๆ การใช้ทรัพยากรร่วมกันและการบูรณาการธุรกิจ พร้อมกันนี้ ก็จะช่วยให้เรามีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นจากการที่ธุรกิจในเครือมีวงจรทางธุรกิจที่แตกต่างกัน มีรูปแบบความเสี่ยงไม่เหมือนกัน และเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ประจำและสม่ำเสมอ” นางฐิติมากล่าว


งัดกลยุทธ์ระดับโลก มาพัฒนาธุรกิจโรงแรม

     แม้ว่าการมาของกลุ่มธุรกิจที่ 4 ดูจะเป็นความหวังใหม่จอง สิงห์ เอสเตท แต่ ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตก็ยังเป็นธุรกิจที่ยังให้ความสำคัญ โดยนางฐิติมา ยังยืนยันว่า กำลังศึกษาแนวคิดและวิธีใหม่ๆ ระดับโลก นำมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้เป็นอย่างดีในทุกสถานการณ์ (Resilient Business)

    ทั้งนี้ สิงห์ เอสเตทมีเป้าหมายที่จะแสวงหาความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระดับโลก เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญที่มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งความสามารถในการแข่งขันและช่วยขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

     ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ของสิงห์ เอสเตทซึ่งประกอบด้วยพื้นที่อาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกรวม 140,000ตารางเมตร สร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ประมาณ 15% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2563 นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังมีโรงแรมและรีสอร์ต39 แห่งใน 5 ประเทศ ซึ่งมีห้องพักรวมกัน 4,647ห้องสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ประมาณ 24% ของรายได้ทั้งหมด และมีโครงการที่พักอาศัย23โครงการ ประกอบด้วยที่อยู่อาศัยแนวราบ และคอนโดมิเนียม เช่น แบรนด์สันติบุรีTheESSEและแบรนด์อื่นๆ ซึ่งสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ ประมาณ57% ของรายได้ทั้งหมด


สรุป การแตกไลน์ธุรกิจของ S ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะก้าวข้ามธุรกิจเดิมของกลุ่มสิงห์เอสเตทอย่างอสังหาฯ เพื่อที่อยู่อาศัยและการพาณิชย์ ลงไปสู่ตลาดที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตสูง อย่างนิคมอุตสาหกรรม พลังงาน และวิศวกรรม ซึ่งจะช่วยเติมเต็มและเสริมความแข็งแกร่งให้ทั้ง 4 ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สอดคล้อง และสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคต และถือเป็นการเปิดประตูให้ สิงห์ เอสเตท ก้าวสู่ระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ


 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh