บทความแนะนำ

3 เทคนิคเอาตัวรอด ยามตลาดหุ้นขาลง : โดย แว่นใส

3 เทคนิคเอาตัวรอด ยามตลาดหุ้นขาลง  : โดย แว่นใส

 

 

หลังจาก SET ทำ All time highที่ 1852 จุด เมื่อเดือน ก.. ปี 61 ก็กลับตัวเป็นขาลง สลับกับฟื้นตัว แต่ก็ทำได้เพียงแค่ Side way เท่านั้น แถมล่าสุดจ่อหลุดจุดต่ำสุดของรอบล่าสุดที่ 1546 จุด

เกิดคำถามว่าแล้วจะลงทุนอย่างไรในช่วงตลาดหุ้นผันผวน เพราะส่วนใหญ่ในตอนนี้ก็อยู่บนดอยทั้งนั้น และไม่กล้าที่จะลงจากดอย เพราะถ้าจะลงจากดอย ก็ต้องแลกกับความเสียหายหลายแสน แต่ถ้าจะถัวซื้อก็ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนอีกไม่น้อย

 

นี่จึงเป็นบทเรียนราคาแพง สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีการวางกลยุทธ์ Cut Loss ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ได้ดีกรณีตลาดหุ้นผันผวนหรือปรับลดลงเป็นเวลาหลายเดือนติดต่อกัน จนมีคำพูดติดตลกในสนามหุ้นว่า “อย่าเก่งแค่ตลาดขาขึ้น”

ส่วนนักลงทุนที่กำลังมองหาหุ้นถูก และอยู่ในช่วงตัดสินใจเก็บหุ้นในยามตลาดหุ้นผันผวนหรือเป็นขาลง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจังหวะที่ดีในการเลือกซื้อหุ้นดี ราคาถูก

แต่!!! ท่ามกลางพายุที่กำลังพัดกระหน่ำ จะเฟ้นหาหุ้นเป้าหมายได้อย่างไร และมั่นใจแค่ไหนว่าหุ้นตัวนั้นจะไม่ทำให้ขาดทุน


 

นี่คือ 3 เทคนิคเอาตัวรอด ยามตลาดหุ้นขาลง


 

1. เลือกหุ้น Low Beta

การเลือกหุ้นที่มีความปลอดภัยหรือมีความผันผวนต่ำกว่าตลาด จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ และวิธีที่นิยมใช้ก็คือ ค่าเบต้า (Beta)

ค่าเบต้า (Beta) เป็นการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นเทียบกับการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้น หรือในทางสถิติเรียกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างราคาหุ้นกับดัชนีหุ้น

 

ตัวอย่างเช่น หุ้น ZYX มีค่าเบต้า 0.8 เท่า หากดัชนีหุ้นขึ้น 10% ราคาหุ้น ZYX จะเพิ่มขึ้น 8% แต่ถ้าดัชนีหุ้นลดลง 10% ราคาหุ้นจะลดลงเพียง 8% กล่าวคือ ลงน้อยกว่า แต่ก็ขึ้นน้อยกว่า จึงเหมาะกับภาวะตลาดหุ้นผันผวนสูงในขาลง

หุ้นที่มีค่าเบต้าน้อยกว่า 1 จึงเป็นหุ้นที่ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงหรือผันผวนน้อยกว่าตลาด ซึ่งมักเป็นหุ้นปลอดภัยหรือหุ้นตั้งรับ (Defensive Stock) นั่นเอง

 

ดังนั้น ถ้าตลาดหุ้นอยู่ในช่วงผันผวน ไร้ทิศทางชัดเจน หรืออยู่ในช่วงขาลง ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีค่าเบต้าต่ำกว่า 1 หรือหุ้น Low Beta เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน

 

2. เลือกหุ้น P/E ต่ำ

 

ใคร ๆ ก็อยากได้ของดีราคาถูก และวิธีที่นิยมใช้ประเมินว่าหุ้นถูกหรือแพงก็คือ การดูค่า P/E

P/E คือ อัตราส่วนราคา (Price) ต่อกำไรต่อหุ้น (EPS) เป็นตัวเลขที่บอกว่าซื้อหุ้นวันนี้อีกกี่ปีคืนทุน

โดยปกติหุ้นขนาดใหญ่ก็มักจะเทียบกับค่า P/Eของดัชนี SET หรือเทียบกับค่า P/E ของกลุ่มหรืออุตสาหกรรมนั้น อย่างน้อยไม่ควรจะสูงกว่า หากซื้อหุ้นที่มีค่า P/E ต่ำกว่า SET หรือ P/E ของกลุ่มก็จะยิ่งดี กล่าวคือ P/E ยิ่งต่ำยิ่งดี

 

ส่วนคนที่หุ้นติดดอยสูง และหุ้นตัวนั้นยังมีค่า P/E สูงอีกด้วย แบบนี้เรียกว่าอาการหนัก เข้าขั้นโคม่า หากจำเป็นต้องตัดเนื้อร้ายนี้ทิ้งก็ควรต้องตัดใจ Cut Loss ออกไป เพื่อรักษาระดับ P/E ของพอร์ตให้ต่ำลง

 

แต่ก็มีหุ้นบางตัว ปกติมักจะเจอให้หุ้นที่ธุรกิจผันผวนสูง ปีนี้มีกำไร ปีหน้าขาดทุน แต่ปีถัดไปพลิกกลับมามีกำไรอีกครั้ง แบบนี้จะหาค่า P/E ไม่ได้ในปีที่ขาดทุน จึงต้องใช้ค่า P/BV แทน ซึ่งเป็นอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น ใช้ประเมินมูลค่าหุ้นได้เช่นกัน โดยจะบอกให้รู้ว่า ราคาหุ้น ณ ขณะนั้น สูงเป็นกี่เท่าของมูลค่าทางบัญชีของหุ้นดังกล่าว โดยค่า P/BVไม่ควรเกิน 1 เท่า ฉะนั้น ยิ่งซื้อหุ้นได้ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีมากเท่าไหร่ หมายความว่ายิ่งได้หุ้นถูก ค่า P/BV Ratio จึงยิ่งต่ำยิ่งดีเช่นกัน

 

3. เลือกหุ้นปันผลสูง

 

นอกจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) แล้ว ผลตอบแทนจากการลงทุนยังมีอีกแบบ คือ “ปันผล” โดยปกติ บริษัทจะจ่ายปันผลได้ก็ต่อเมื่อมีกำไร การจ่ายปันผลสม่ำเสมอจึงเป็นอีกหนึ่งเทคนิค เพื่อดูว่าบริษัทมีความสม่ำเสมอของกำไรหรือไม่ ยิ่งหากบริษัทมีอัตราการเติบโตและอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูงขึ้น (Dividend Payout Ratio) ก็จะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่าบริษัทนั้นเป็นหุ้นปันผลหรือไม่

 

Dividend Payout Ratio คือ อัตราการจ่ายเงินปันผลเปรียบเทียบกับอัตรากำไรต่อหุ้น

โดยปกติ หุ้นที่จ่ายปันผลสูงมักจะมีอัตราส่วนนี้สูงถึง 70 – 80 % และบางบริษัทอาจสูงถึง 90% ซึ่งมักจะเห็นในบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโตช้าหรือใกล้อิ่มตัว จึงไม่ต้องการใช้เงินลงทุนมากนัก เมื่อไม่ต้องลงทุนเพิ่มมาก กำไรที่ทำได้จึงถูกจ่ายเป็นปันผลออกมา แต่หากเป็นหุ้นที่มีอัตราปันผลสูงด้วยและแนวโน้มอุตสาหกรรมยังเติบโตได้ดีด้วย ก็ถือว่าเป็นหุ้นคุณภาพที่น่าลงทุน

 

 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh