บทความแนะนำ

ส่องแนวโน้มผลการดำเนินงาน TTA ครึ่งปีหลัง

ส่องแนวโน้มผลการดำเนินงาน TTA ครึ่งปีหลัง

 

หลายๆ คนชอบทาน พิซซ่า น่าจะรู้จักแบรนด์ “พิซซ่า ฮัท” และถ้าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ TTA ก็น่าจะทราบดีว่า “พิซซ่า ฮัท” เป็นแบรนด์ธุรกิจอาหารในกลุ่ม TTA ที่ได้เข้ามาซื้อกิจการและเข้าบริหารเมื่อปี 2560 เพื่อวางแผนที่จะกระจายความเสี่ยงจากพอร์ตธุรกิจหลักเดิม

 

แต่วันนี้เราไม่ได้จะมาพูดถึง “พิซซ่า ฮัท” เพราะรายได้ยังเป็นสัดส่วนน้อย แต่จะเน้นคุยเรื่องพอร์ตธุรกิจหลัก TTA ซึ่งรายได้หลักประมาณ 40% มาจากธุรกิจเรือขนส่งสินค้าแห้งเทกอง

 

บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับกลางๆ ในกลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ (Trans) จากทั้งหมด 22 บริษัท วัดจากขนาดมาร์เก็ตแคปที่ประมาณ 9 พันล้านบาท (ณ วันที่ 11 ต.ค. 2562)

 

นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ (กึ้ง) ดำรงตำแหน่งซีอีโอ และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยใน TTA ปิดสมุดทะเบียน ณ วันที่ 21/03/19 มีประมาณ 22,000 ราย   

 

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2560-2561) แม้ TTA จะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่เข้ามากระทบแต่ก็ยังคงสามารถฝ่าฟันอุปสรรคและทำให้บรรทัดสุดท้ายของงบการเงินเป็นกำไรสุทธิ 

 

อย่างไรก็ตามปี 2562 นี้อาจจะเป็นความท้าทายสำหรับบริษัทฯ อยู่ไม่น้อย เพราะผ่านมาครึ่งทาง TTA กลับต้องเผชิญกับผลประกอบการขาดทุน โดยมีผลขาดทุนสุทธิราว 266 ล้านบาท   

 

ช่วงครึ่งหลังปีนี้ TTA มีแนวทางหรือกลยุทธ์ใดที่จะทำให้ธุรกิจพลิกฟื้นขึ้นมาจนส่งผลให้ผลประกอบการทั้งปี มีกำไรสุทธิต่อเนื่องจากปีก่อนๆ ได้  

 

TTA มี 4 กลุ่มธุรกิจ
ก่อนอื่นเรามารู้จักกับธุรกิจ TTA กันก่อน บริษัทมี 4 ธุรกิจ ดังนี้ 

1.กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ มีสัดส่วนรายได้เป็น 40% ของรายได้รวม

 

2.กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร มีสัดส่วนรายได้เป็น 24% ของรายได้รวม

 

3.กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง มีสัดส่วนรายได้เป็น 21% ของรายได้รวม

 

4.ธุรกิจอื่นๆ มีสัดส่วนรายได้เป็น 15% ของรายได้รวม

 

ธุรกิจเดินเรือ จะหนุนผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง
 

ในช่วงเสร็จสิ้นเทศกาลประกาศงบไตรมาส 2/62 บริษัทฯ ได้นำเสนอข้อมูลกับนักลงทุนในงาน “Opportunity Day” ซึ่ง TTA มั่นใจว่าปีนี้บริษัทฯ จะสามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ค่าระวางเรือที่เป็นขาขึ้นอันจะเป็นปัจจัยหนุนหลัก 

 

เราจึงถามย้ำถึงภาพรวมของธุรกิจ TTA ในครึ่งปีหลัง เพราะการจะพลิกกลับมามีกำไรในงวดปีได้นั้นหมายความว่า ครึ่งปีหลังต้องดีกว่าครึ่งปีแรกมากพอสมควร


ซึ่ง TTA ก็แสดงความมั่นใจว่าผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนส่งทางเรือ สืบเนื่องจากดัชนีบอลติค (BDI) ซึ่งเป็นดัชนีค่าระวางเรือปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มธุรกิจอื่นอาจจะต้องลุ้นรายได้เข้ามาช่วงปลายปี หลังจากที่ได้ก้าวข้ามความท้าทายในช่วงครึ่งปีแรกมาได้

 

ผลกระทบของสงครามการค้าสหรัฐ-จีนต่อธุรกิจเดินเรือมีค่อนข้างน้อย

 

ต่อคำถามที่ว่า ความเสี่ยงจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน จะเป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อธุรกิจของ TTA หรือไม่ เนื่องจากบริษัทฯ ทำธุรกิจขนส่งระหว่างประเทศ คำตอบคือ

 

กระทบต่อธุรกิจขนส่งสินค้าแห้งเทกองในภาพรวมบ้างแต่ไม่มาก เนื่องจากยังมีความต้องการขนส่งสินค้าทางเรืออยู่

 

ในมุมมองนักวิเคราะห์ก็เห็นตรงกับ TTA นั่นคือกระทบต่อธุรกิจขนส่งสินค้าแห้งเทกองไม่มาก เพราะความต้องการขนส่งสินค้าทางเรือยังมีอยู่เพียงแต่เส้นทางการขนส่งสินค้าอาจจะเปลี่ยนไป ประกอบกับกองเรือที่ให้บริการขนส่งสินค้ากับปริมาณความต้องการขนส่งสินค้าค่อนข้างสมดุลกัน และคาดว่าอัตราการเติบโตของกองเรือทั่วโลก มีแนวโน้มจะถูกจำกัดด้วยกฎระเบียบว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ขององค์กรทางทะเลระหว่างประเทศ(IMO2020)

 

กลยุทธ์สำคัญคือการเสริมกองเรือโดยการเช่า ช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไร-ค่าใช้จ่ายในการเดินเรือซุปราแมกซ์ (OPEX) ต่ำที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง

 

ส่วนปัจจัยที่ทำให้ TTA ยืนหยัดในธุรกิจขนส่งทางเรือได้อย่างมั่นคง คือ การที่ โทรีเซน ชิปปิ้ง ซึ่งดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้าแห้งเทกอง มีการบริหารจัดการการเดินเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วง 1 ปีที่ผ่านมา อัตราค่าระวางเรือเทียบเท่า (TCE) ขนาดซุปราแมกซ์ ของ TTA สูงกว่าอัตราค่าระวางเรือบอลติกซุปราแมกซ์อินเด็กซ์ (BSI) มาโดยตลอดทุกไตรมาส

 

นอกจากนี้ TTA ยังมีค่าใช้จ่ายในการเดินเรือซุปราแมกซ์ (OPEX) ต่ำที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ด้วยค่าเฉลี่ยประมาณ 3,800 เหรียญสหรัฐต่อวัน และใช้กลยุทธ์การเสริมกองเรือโดยการเช่าเรือมาเพิ่ม (chartered-in vessel) ทำให้เพิ่มโอกาสในการทำกำไร โดยไม่ต้องลงทุนจำนวนมากในการซื้อเรือถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง เห็นได้จากผลดำเนินงานในไตรมาส 2/62 ที่ผ่านมา TTA มีกำไรจากเรือเช่า 609 เหรียญสหรัฐต่อวัน 

 

ทั้งนี้ การเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายในการเดินเรือซุปราแมกซ์ (OPEX) ต่ำที่สุดในโลกช่วยให้ โทรีเซน ชิปปิ้ง สามารถทำกำไรได้มากกว่าบริษัทอื่นถ้ารายได้ค่าระวางเรือเท่ากัน นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงินให้แก่บริษัท ในเวลาที่อัตราค่าระวางเรือมีการปรับตัวลดลดลง

 

กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือซึ่งเป็นรายได้หลักของ TTA จะยังเป็นพระเอกต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก

 

  • กลุ่มธุรกิจขนส่งทางเรือ 

 

ไตรมาสที่ 3 เป็นไฮซีซั่นธุรกิจขนส่งสินค้าแห้งเทกอง ขณะที่ดัชนีบอลติค (BDI) ทำสถิติสูงสุดในรอบ 5 ปี และช่วงไตรมาสที่ 3 จะเป็นช่วงไฮซีซั่น ของธุรกิจขนส่งสินค้าแห้งเทกองอีกด้วย

 

  • กลุ่มธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง 

 

เมอร์เมด มาริไทม์ ที่ดำเนินธุรกิจบริการนอกชายฝั่ง ณ สิ้นไตรมาสที่ 2/2562 มีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นและมีมูลค่าสัญญาให้บริการที่รอส่งมอบอยู่อีก 73 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง 81% จะรับรู้ภายในปีนี้ อีกทั้งสถาบัน Rystad Energy Research ซึ่งเป็นสถาบันค้นคว้าวิจัยและให้คำปรึกษาด้านพลังงานในประเทศนอร์เวย์ คาดการณ์ว่าปีนี้จะมีโครงการได้รับการอนุมัติประมาณ 123 พันล้านเหรียญสหรัฐ

 

  • กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร

 

ส่วน บริษัท พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (PMTA) ที่ดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อ การเกษตร (Agrochemical) มีปริมาณขายปุ๋ย ในไตรมาสที่ 2/2562 เพิ่มขึ้น 65% จากไตรมาสแรก ส่วนแผนการตลาดครึ่งปีหลัง จะมุ่งเจาะตลาดลูกค้าใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกเหนือจากการรักษาฐานลูกค้าเดิม บริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำ และการพัฒนาระดับคุณภาพสินค้าเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์

 

  • กลุ่มการลงทุนอื่น

 

ส่วนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่ง TTA เป็นผู้บริหารเชนร้านอาหารระดับโลกอย่าง พิซซ่า ฮัท และ ทาโก้ เบลล์ ยังคงดำเนินกลยุทธ์ขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดย พิซซ่า ฮัท วางแผนขยายสาขาเพิ่มอย่างน้อย 10-20 สาขา ในปี 2563 ส่วน ทาโก้ เบลล์ เปิดให้บริการแล้ว 3 สาขา ที่เดอะ เมอร์คิวรี่ วิลล์ แอท ชิดลม สยามพารากอน และเซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า ตั้งเป้าขยายสาขาเป็น 40 สาขาภายในปี 2565 

 

พร้อมกับฝากนักลงทุน ด้วยการตอกย้ำภาพความแข็งแกร่งของบริษัทในด้านการเงินว่า TTA มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและมีสภาพคล่องสูง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น(net IBD/E) อยู่ในระดับต่ำมากที่ 0.14 เท่า  สะท้อนถึงโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่ง ณ สิ้นไตรมาส 2/2562 และมีเงินสดภายใต้การบริหาร กว่า 5 พันล้านบาท







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh