บทความแนะนำ

QE รอบใหม่ ทำเงินล้นโลก ได้เวลาช้อปหุ้นหรือยัง : โดย แว่นใส

QE รอบใหม่ ทำเงินล้นโลก ได้เวลาช้อปหุ้นหรือยัง : โดย แว่นใส

 

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 10 bsp จากเดิม -0.40% มาสู่ระดับ -0.50% ซึ่งเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ของ ECB

 

พร้อมกับฟื้นมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดยจะเริ่มในเดือน พ.ย. นี้ ซึ่ง ECB จะซื้อพันธบัตรในวงเงิน 2 หมื่นล้านยูโร/เดือน โดยไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดโครงการ

 

การตัดสินใจของ ECB สอดคล้องกับทิศทางธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมาได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี เพื่อรองรับการเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และการประชุม FOMC ครั้งล่าสุดในวันที่ 17-18 ก.ย. เฟดปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 25 bsp สู่ระดับ 1.75 - 2.00%

 

หากย้อนกลับไปหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย ทั้ง QE และคงดอกเบี้ยต่ำ (zero lower bond) ของทั้ง Fed ECB และ BOJ สามารถช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นขึ้นมาได้ ยุโรปก็ฟื้นเช่นกัน หลังเจอวิกฤติหนี้สาธารณะกลุ่ม PIIGS จะแตกต่างจากชาวบ้านหน่อยก็ตรงญี่ปุ่น ที่ยังทรง ๆ ตัว แต่ก็นับว่าดีขึ้นกว่าแต่ก่อน (ชินโสะ อาเบะ ยังดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เปลี่ยนนายกฯ เป็นว่าเล่น)

 

หลังจากนั้น เศรษฐกิจโลกดีขึ้นมาก Fed เลยเริ่มเปลี่ยนไปใช้นโยบายการเงินตึงตัว ECB ยกเลิก QE ส่วน BoJ ก็เตรียมยกเลิกเช่นกัน สะท้อนได้จาก PMI ภาคการผลิตที่พบว่า สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยุโรป จีน ล้วนเกิน 50 จุด และมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง
 

แต่!!!!!

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเพราะคน ๆ เดียว ในเดือน มิ.ย. 2018 ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีจากจีน กลายเป็นจุดเริ่มต้นหายนะอีกครั้ง PMI จากที่ดี ๆ ก็ปักหัวลงจนต่ำกว่า 50 จุดกันถ้วนหน้า
 

แม้รอบนี้ยังไม่เกิดวิกฤติ แต่นโยบายการเงินผ่อนคลาย (easing policy) ที่กลับมา เป็นการใช้เพื่อดักปัญหา

 

การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายคราวนี้จะได้ผลเหมือนคราวก่อนหรือไม่?

 

ไม่การันตี เพราะอดีตไม่ได้ยืนยันว่าอนาคตจะเป็นเหมือนเดิม

 

การใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายก็คือยารักษาคนไข้ดี ๆ นี่เอง

 

การลดดอกเบี้ย มีเป้าหมายหลักคือกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้เกิดการลงทุน เกิดการจับจ่ายใช้สอย เพื่อผลักดันเงินเฟ้อ

 

ในระยะสั้น หุ้นธนาคารไม่ชอบ แต่ระยะถัดไปธนาคารจะปรับตัว ลดทั้งดอกเบี้ยเงินฝาก และดอกเบี้ยเงินกู้ จนสามารถคุมส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หากยาที่ใส่ลงไปได้ผล เศรษฐกิจฟื้นตัว รายได้ของธนาคารจะดีขึ้นจากการปล่อยกู้ที่มากขึ้น

 

ส่วน QE ทำให้เกิดสภาพคล่อง (เงินล้นโลก) และภายใต้สถานการณ์ที่ดอกเบี้ยต่ำ เงินจะต้องหาที่ไป และจะกล้าเข้าไปยังสินทรัพย์เสี่ยง อาจจะไม่ทันทีทันใด แต่น่าจะมาแน่ ๆ

 

ดังนั้น หากเชื่อว่ายาเดิมที่รักษาคนไข้ คนไข้จะหาย นั่นคือคำตอบว่าได้เวลาช้อปหุ้น

 

แต่ถ้ายังไม่มั่นใจในยาตัวเดิม อาจจะต้องรอดูสถานการณ์ไปก่อน เพราะเงินเรา เราต้องกำหนดชะตาด้วยตัวเอง

 

ด้วยรัก ^^







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh