บทความแนะนำ

ขาดทุนหนัก ติดดอย แก้ยังไงดี? : โดย แว่นใส

ขาดทุนหนัก ติดดอย แก้ยังไงดี? : โดย แว่นใส

 

มีให้เห็นเกือบทุนวัน พอร์ตติดลบหนักแก้อย่างไรดี พร้อมกับโพสต์รูปพอร์ตตัวเองที่แดงเถือก แต่ละตัวติดลบหลายสิบเปอร์เซ็น มันสะท้อนชัดเจนว่า เม่ามือใหม่กับดอยเป็นของคู่กันจริง ๆ และเมื่อหาวิธีแก้ติดดอยไม่ได้ ทำไม่เป็น หลายคนก็ล้มหายตายจากออกไปจากสนามหุ้น

 

จะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี?
 

ก่อนอื่น เม่าต้องยอมรับก่อนว่าอาการติดดอย เป็นสิ่งแก้ยาก แต่มันแก้ได้ เพียงแต่ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ และที่สำคัญที่สุดเลยคือ "จิตใจ"

 

ทำไมยอมเห็นหุ้นในพอร์ตติดลบด้วยตัวเลขสองหลัก? สองหลักแบบเลขหน้าขึ้นต้นด้วยเลข 5 6 7 8 หรือ 9 แต่ทำไมตอนขาดทุนด้วยเลขตัวเดียว ถึงไม่ยอมคัทลอส?

 

2 คำถามนี้ เป็นสิ่งที่คาใจมาโดยตลอด ซึ่งวันนี้ก็เริ่มกระจ่างมาบ้างแล้ว แต่จะถูกหรือเปล่า ก็ยังไม่แน่ใจ

 

คำตอบที่ได้คือ "ข้ออ้าง" อ้างว่าเดี๋ยวมันก็กลับมา อ้างว่าเป็นเงินเย็น สารพัดข้ออ้างที่ไม่ยอมให้เงินต้นหายไปอย่างเป็นทางการ (ไม่ขาย ยังไม่ขาดทุนจริง ๆ หนิ อะไรทำนองนั้น)

 

สุดท้ายติดดอยนานแสนนาน จนต้องปลอบใจตัวเองว่า "เหมือนซื้อหวย ถ้ากลับมาก็ถือว่าถูกหวย" นี่เป็นคำพูดของนักลงทุนรุ่นเก๋า (อายุวัยเกษียณ) ที่ได้มีโอกาสคุยด้วยตอบไปประชุมผู้ถือหุ้นตัวหนึ่ง

 

อ้าว!!! ทำไมทำหุ้นเป็นหวยไปละครับคุณป้า (สิ่งที่เถียงในใจ)

 

ถ้าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ติดดอยสูงซ้ำ ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ควรจะทำอย่างไร?

 

ต้องฝึกครับ ฝึกคัทลอส ฝึกขายตัดขาดทุน
 

Short Against Port (SAP)

โดยหลักการแล้ว SAP คือ การขายทำกำไร เมื่อหุ้นที่เราถืออยู่ขึ้นไปถึงจุดหนึ่ง เพื่อเอากำไรออกมาส่วนหนึ่ง และถ้าราคาย่อลงมาก็จะเข้าไปซื้อหุ้นกลับคืนมา ทำให้ได้จำนวนหุ้นมากกว่าเดิม

 

ฉะนั้น SAP ไม่ใช่วิธีการคัทลอส แต่เป็นการลดความเสี่ยงด้วยการทำกำไร หรือดึงกำไรออกมาบางส่วน ในจังหวะที่ราคาหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวลงอย่างชัดเจนและรุนแรง และเมื่อราคาย่อตัวถึงจุดที่เริ่มเสถียร เราก็ไปซื้อกลับ มันจึงสามารถทำกำไรได้ในระยะยาวต่อไป

 

จุดนี้เองที่สามารถนำมาประยุกต์ในการคัทลอส

สมมติว่าเรามีหุ้น XYZ จำนวน 1,000 หุ้น ที่ต้นทุนหุ้นละ 10 บาท ต่อมาราคาลดลงเหลือ 8 บาท และมีแนวโน้มว่าจะลงต่อ จึงขายออกไปบางส่วน จำนวน 500 หุ้น ที่ราคา 8 บาท ต่อมาราคาไปที่ 5 บาท (ได้เงิน 4,000 บาท) จึงซื้อกลับจำนวน 800 หุ้น (เงินทั้งหมด 4,000 บาทเดิมที่ได้จากการขาย 8 บาท) โดยที่เราประเมินแล้วว่าราคาไม่น่าจะลงไปต่ำกว่านี้อีกมากนัก และท้ายที่สุดราคาวิ่งกลับขึ้นมา 9 บาท เราจึงตัดสินใจขาดทั้งหมด 1,300 หุ้น (500 หุ้น ที่ต้นทุน 10 บาท และอีก 500 หุ้นที่ต้นทุน 5 บาท) จะได้เงินทั้งหมด 11,700 บาท จากที่จะขาดทุนกลายเป็นได้กำไร 1,700 บาท

 

จะเห็นว่า วิธีนี้ทำให้เราสามารถซื้อหุ้นกลับมาได้จำนวนเพิ่มขึ้น ราคาต้นทุนเฉลี่ยลดลง และไม่ทำให้มูลค่าพอร์ตหายไป แต่หากเราซื้อกลับในจำนวนหุ้นเท่าเดิม จะทำให้มูลค่าพอร์ตเราลดลงไปนั่นเอง

 

แต่ก็ต้องระวังขายที่ก้นเหว คือขายในจังหวะที่ราคาลงไปทำจุดต่ำสุดของรอบบนั้น จากที่จ้องจะซื้อได้ทุนที่ถูกกว่าเดิม กลับไม่มีของถูกให้ซื้อกลับแล้ว

 

สามารถแก้ปัญหา SAP ที่ก้นเหว โดยแบ่งเงินสดออกมาก้อนหนึ่ง รอซื้อหุ้นตัวนั้นอีกครั้งโดยยังไม่ขายหุ้นเดิมต้นทุนเก่า

 

เช่น ซื้อหุ้น A 100,000 บาท หุ้นละ 10 บาท จำนวน 10,000 หุ้น

 

หุ้น A ตกลงมาที่ 8 บาท เข้าซื้อหุ้น A เพิ่ม 50,000 บาท จำนวน 6,250 หุ้น เมื่อรวมกับของเดิมจะทำให้มีจำนวนหุ้นทั้งหมด 16,250 หุ้น

 

หุ้น A ดีดมาที่ 9 บาท ขายทุนใหม่ 6,250 หุ้น (9x6,250=56,250) เหลือ 10,000 หุ้นเท่าเดิม โดยที่ของใหม่ได้กำไร 6,250 บาท

 

หุ้น A ตกมาที่ 7 บาท เข้าซื้ออีก 56,000 บาท จำนวน 8,000 หุ้น ทำให้มีจำนวนหุ้นทั้งหมด 18,000 หุ้น

 

หุ้น A ดีดมาที่ 9 บาท ขายทุนใหม่ 8,000 หุ้น (9x8,000=72,000) เหลือ 10,000 หุ้นเท่าเดิม โดยขายรอบนี้ได้กำไร 16,000 บาท

 

ณ ตรงนี้ 2 รอบที่ขายได้กำไรรวมกัน 6,250+16,000= 22,250 บาท ส่วนทุนแรกที่ 10 บาท ยังขาดทุน 10,000 บาท แต่หักลบกันแล้วจะพลิกมีกำไร 12,250 บาท

 

ถ้ายังไม่คืนทุน ก็หาจังหวะทำต่อไปเรื่อย ๆ นี่คือการ sap แบบฉบับที่ไม่ต้องกลัวว่าจะไป sap ที่ก้นเหว


เหมือนไม่ยากใช่มั้ยครับ แต่บนสนามหุ้นจริงบอกเลยว่ายากครับ เพราะต้องอาศัยประสบการณ์และการฝึกฝนมาพอสมควร ต้องมองให้ออกว่าหุ้นตัวนี้เป็นขาลงชั่วคราว ที่สามารถดีดกลับขึ้นมาได้ และจำเป็นต้องมีความรู้ทางเทคนิคเข้ามาช่วย

 

ดังนั้น ต้องฝึกครับ ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แล้วปล่อยให้หุ้นค้างอยู่บนยอดดอย แล้วได้แต่ภาวนาว่ามันจะกลับมา ลุ้นประหนึ่งลุ้นหวย แบบนั้นก็ไม่ใช่แล้วครับ
 

ด้วยรัก ^^







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh