บทความแนะนำ

บิ๊กอสังหาฯ ฝ่าที่ดินแพง แห่ผุด 'มิกซ์ยูส'

บิ๊กอสังหาฯ ฝ่าที่ดินแพง แห่ผุด 'มิกซ์ยูส'

    
    บิ๊กอสังหาริมทรัพย์ เดินหน้าพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ "มิกซ์ยูส (Mixed-use)" รวมมูลค่าเกือบ 3.5 แสนล้านบาท ที่สร้างเสร็จและเปิดให้บริการในปี 62-68 ซึ่งการผสมผสานโครงการให้มีความหลากหลาย เพื่อกำไรและความคุ้มค่าในด้านประโยชน์ใช้สอย ที่อสังหาฯ รายใหญ่ใครๆ ก็เลือกลงทุน

    อย่างที่ทราบกันดีว่า ราคาที่ดินของกรุงเทพมหานครในปัจจุบันมีอัตราพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากปัจจัยด้านการพัฒนาผังเมืองรวมถึงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น การก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่ขยายตัวออกไปสู่แถบปริมณฑล ทำให้การเดินทางสะดวกและมีความคล่องตัวมากขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้กลุ่มผู้พัฒนาอสังหาฯ รายใหญ่จำเป็นต้องปรับตัว ปรับโครงการทางธุรกิจ และหันมาพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ให้ตอบรับกับยุคสมัยใหม่มากขึ้น
    การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมิกซ์ยูส เป็นการผสมผสานระหว่าง โครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย (Residential Real Estate) และอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม (Commercial Real Estate) ที่มีทั้งศูนย์การค้า สำนักงาน โรงแรมและที่อยู่อาศัย ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าการพัฒนาโครงการในรูปแบบที่เป็นเพียงที่อยู่อาศัยอย่างเดียว หรือเพื่อเช่าอย่างเดียว เนื่องจากผู้ประกอบการสามารถสร้าง Synergy ของการบริหารจัดการโครงการและใช้ทรัพยากรณ์ร่วมกันได้

    โดยโครงการที่จะทยอยเปิดบริการในปี 62 ประกอบด้วย
    "สิงห์ คอมเพล็กซ์" ของ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)  หรือ S
ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 4,200 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดิน) บนที่ดิน 11 ไร่ บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี เป็นโครงการลักชัวรี มิกซ์ ยูส แบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ อาคารสำนักงานเกรดเอ และพื้นที่ค้าปลีกให้เช่า ตัวอาคารสูง 42 ชั้น ขนาดพื้นที่อาคารรวมประมาณ 120,000 ตารางเมตร แบ่งเป็น พื้นที่ให้เช่าสุทธิของสำนักงานประมาณ และพื้นที่ให้เช่าสุทธิของพื้นที่ค้าปลีก จำนวน 4 ชั้น และพื้นที่จอดรถ รองรับรถได้ประมาณกว่า 880 คัน และอาคารคอนโดมิเนียม (THE ESSE at SINGHA COMPLEX) อาคารสูง 39 ชั้น โดยในปัจจุบันเริ่มเปิดให้บริการในส่วนของรีเทล 4 ชั้น และพื้นที่สำนักงาน 27 ชั้น และพื้นที่จอดรถ 12 ชั้น ส่วนที่ยังก่อสร้างอยู่นั้นเป็นส่วนของที่พักอาศัย

    โปรเจ็กใหญ่ "สามย่านมิตรทาวน์" ของกลุ่มโกลเด้นแลนด์ บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GOLD มูลค่าโครงการ 8,500 ล้านบาท บนที่ดินกว่า 13 ไร่ ประกอบไปด้วย โซนรีเทลพื้นที่ให้เช่า อาคารสำนักงานเกรดเอ คอนโดมิเนียมและเซอร์วิสอพาร์ทเม้นต์ โครงการมีกำหนดที่จะเปิดให้บริการปลายปี 2562

    ปี 64  "แบงค็อก มอลล์"  จาก เดอะมอลล์กรุ๊ป มูลค่าการลงทุน 50,000 ล้านบาท พื้นที่กว่า 100 ไร่ บนทำเลบางนา ติดถนนสุขุมวิท ประกอบไปด้วย ห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ต แบงค็อก อารีนา ฮอลล์ ความจุ 16,000 ที่นั่ง สวนสนุก สวนน้ำ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ อาคารที่พักอาศัย 3 อาคาร อาคารสำนักงานและโรงแรม สถานศึกษา สถานีขนส่งผู้โดยสารสายตะวันออก

    ปี 65 "เดอะ ฟอเรสเทียส์" ภายใต้ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวลล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด พื้นที่กว่า 300 ไร่ มูลค่าโครงการกว่า 90,000 ล้านบาท ครบวงจรทั้งที่อยู่อาศัย พื้นที่ค้าปลีก อาคารสำนักงาน ศูนย์สุขภาพ สถานศึกษา อาคารนวัตธรรม พื้นที่กิจกรรมสำหรับชุมชน พร้อมทั้งการสร้างระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย

    ปี 66 "เดอะ ปาร์ค" โดยบริษัท ทีซีซี แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ด้วยมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท บนอยู่หัวมุมถนนพระราม 4 ตัดกับถนนรัชดาภิเษก ประกอบไปด้วย พื้นที่สำนักงานเกรดเอ พื้นที่ร้านค้าปลีกระดับพรีเมี่ยม ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ตและศูนย์อาหาร นอกจากนั้น ยังมีพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เปิดโล่ง และสวนลอยฟ้ากลางแจ้ง

    ปี 67 มิกซ์ยูสขนาดใหญ่ แปลงที่ดินดุสิตธานี "ดุสิต เซ็นทรัล ปาร์ค" ภายใต้การร่วมทุนของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC และ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN งบลงทุนโครงการกว่า 36,700 ล้านบาท ตั้งเป้าขึ้นเป็นแลนด์มาร์คอีกหนึ่งแห่งของกรุงเทพ ประกอบไปด้วย โรงแรมดุสิตธานีแห่งใหม่ อาคารที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก  มีแผนที่จะเปิดส่วนที่เป็นศูนย์การค้าและโรงแรมดุสิตธานีโฉมแห่งในปี 2564-2565 และจะเปิดให้บริการทั้งโครงการได้ในปี 2567

    ปี 68 "วัน แบงค็อก" ของกลุ่มเจ้าสัวเจริญ กับอภิมหาโปรเจค ด้วยมูลค่าการลงทุนที่สูงถึง 120,000 ล้านบาท โดย บริษัท ทีซีซี แอสเซ็ท (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) บนที่ดิน 104 ไร่ ประกอบด้วย อาคาร สำนักงานมาตรฐาน LEED และ WELL จำนวน 5 อาคาร, โรงแรมระดับ Luxury จำนวน 5 แห่ง, ที่พักอาศัยระดับ Ultra Luxury จำนวน 3 อาคาร, ร้านค้าปลีกและพื้นที่ทำกิจกรรม โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการในปี 2568

    โครงการ "ศุภาลัย ไอคอน สาทร" โครงการใช้ประโยชน์อาคารผสมผสาน มูลค่าโครงการ 20,000 ล้านบาท แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางสาทร บนที่ดิน 7 ไร่ ถนนสาทร (เดิมเป็นที่ตั้งของสถานทูตออสเตรเลีย) โดยจะเปิดตัวคอนโดมิเนียมก่อน ราคาเริ่มต้นที่ 9 ล้านบาท ถึง 300 ล้านบาทต่อยูนิต

    การเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูสใหม่หลายโครงการ โดยที่ตั้งของแต่ละโครงการมักจะอยู่ใกล้กับเส้นทางรถไฟฟ้าเพื่อตอบสนองชีวิตคนเมือง และแต่ละโครงการสามารถขายคอนโดในราคาที่สูงกว่าโครงการใกล้เคียง เนื่องจากมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบในโครงการ จึงเชื่อว่าในอนาคตจะมีการเปิดตัวโครงการมิกซ์ยูสเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอน







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh