บทความแนะนำ

7 ข้อควรรู้ เลือกตั้งปี 62

7 ข้อควรรู้ เลือกตั้งปี 62

        ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การเลือกครั้งใหญ่  ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ ซึ่งนับเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปี นับจากปี 2554 ซึ่งในครั้งนี้ กติกาการเลือกตั้งเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก อย่างที่จะเห็นได้ชัดที่สุด คือ บัตรลงคะแนน ที่ครั้งนี้ได้รวมทั้งตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และพรรคในใบเดียว  จากเดิมที่มีบัตรลงคะแนน 2 ใบแบบ  “เลือกคนที่รัก”  และ  “เลือกพรรคที่ชอบ”  ขณะที่หมายเลขผู้สมัครแต่ละเขตก็จะไม่เหมือนกัน แม้ว่าจะอยู่พรรคเดียวกันก็ตาม    
     สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยรวบรวม 7 เรื่องต้องรู้ก่อนการเลือกตั้ง มาฝากเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะไปเข้าคูหาเลือกตั้ง 
 
1.เขตเลือกตั้งเปลี่ยน   

    การเลือกตั้งครั้งนี้จะเหลือจำนวน ส.ส.เพียง 350 เขตเท่านั้น ลดลงจากปี 2554 ที่มี ส.ส.แบบแบ่งเขตรวม 375 คน ซึ่งการแบ่งเขตเลือกตั้งครั้งนี้ ใช้วิธีคำนวณจำนวนราษฎรตามฐานทะเบียนราษฎรปี 2560 ซึ่งมีทั้งหมด 66,188,503 คน หารด้วยจำนวน ส.ส. 350 เขต ผลออกมาได้ว่า ราษฎรเฉลี่ย 189,110 คน ต่อ ส.ส. หนึ่งคน 
     จังหวัดที่มีจำนวนราษฎรไม่ถึง 189,110 คน ให้จังหวัดนั้นมี ส.ส. แบบแบ่งเขตได้หนึ่งคน (มี 8 จังหวัดที่มี ส.ส. แบบแบ่งเขตจังหวัดละหนึ่งคน คือ ตราด นครนายก พังงา แม่ฮ่องสอน ระนอง สมุทรสงคราม สิงห์บุรี และอ่างทอง) ส่วนจังหวัดที่มีจำนวนราษฎรเกินจำนวนราษฎรต่อ ส.ส.แบบแบ่งเขตหนึ่งคน ให้เพิ่มที่นั่ง ส.ส.ไปตามสัดส่วน  
    การเลือกตั้งปีนี้ จึงมีส.ส.หายไป 25 ที่นั่ง โดยกรุงเทพฯ และภาคกลาง ลดลงรวมกัน 9 ที่นั่ง เป็นกรุงเทพ 3 ที่นั่ง ภาคอีสาน 10 ที่นั่ง ภาคใต้ และภาคเหนือพื้นที่ละ 3 ที่นั่ง ส่วนภาคตะวันตกและภาคตะวันออกยังคงเดิม ดังนั้นก่อนจะไปเลือกตั้งอย่าลืมสำรวจกันอีกครั้งว่า ชื่ออยู่ในเขตพื้นที่ใด  
 
 2.ขยายเวลาลงคะแนนถึง 17.00 น.   

    ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ดูเหมือนจะพิเศษกว่าครั้งอื่นๆ เพราะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะมีเวลาถึง 9 ชั่วโมง ในการเดินทางไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ขยายเวลา ลงคะแนนเป็น 08.00-17.00 น. จากเดิม 08.00-15.00 น. เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ออกมาใช้สิทธิอย่างเต็มที่มากขึ้น 
 
3.หมายเลขผู้สมัคร  

    ในการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจจะสร้างความสับสนให้กับประชาชนอยู่บ้าง กับประเด็นเรื่องหมายเลขของผู้สมัครส.ส.และพรรคการเมือง  เพราะระบบเลือกตั้งครั้งนี้ใช้ระบบ "ต่างเขตต่างหมายเลข" แม้จะเป็นพรรคเดียวกัน  
    โดยผู้ลงสมัคร ส.ส.พรรคเดียวกันในแต่ละเขตพื้นที่ จะได้รับหมายเลขประจำตัวผู้สมัครต่างกันจากการจับฉลากในวันแรกที่มาสมัคร  เหตุผลที่ให้ไว้คือ เพื่อสนับสนุนให้คนแต่ละพื้นที่ต้องสนใจและพิจารณาเลือกจากคุณสมบัติและความเหมาะสมของผู้สมัครมากขึ้น ไม่ได้สนใจแค่พรรค หรือ การลงคะแนนแบบลักษณะท่องจำเท่านั้น แต่อีกด้าน ก็อาจสร้างความสับสนให้กับประชาชนได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ  
 
4.กาบัตรครั้งเดียวได้ 3 ต่อ  

    ส่วนวิธีการกาบัตรเลือกตั้งครั้งนี้ มีบัตรเลือกตั้งใบเดียวเท่านั้น ให้เรา ‘กากบาท’ เลือกผู้สมัครที่ประจำเขตเลือกตั้งของเรา หรือ ส.ส. แบบแบ่งเขต แล้วคะแนนเสียงที่เราเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตจะถูกนำไปใช้คำนวณจำนวนที่นั่ง ส.ส. จากระบบบัญชีรายชื่อหรือ ‘ปาร์ตี้ลิสต์’ ของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครคนนั้นสังกัดอีกต่อหนึ่ง โดย ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จะมาจากผู้แทนที่แต่ละพรรค จะลิสต์รายชื่อเรียงลำดับมาไม่เกิน 150 คนแล้วส่งให้ กกต. จากนั้นหลังการเลือกตั้ง ผลคะแนนก็จะบอกจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคจะได้ 
    สรุปแบบง่ายๆ คือ เรากาครั้งเดียว จะได้ถึง 3 ต่อ คือ ได้เลือกทั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต  ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคนั้น และจะไปมีผลต่อการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนที่เราต้องกาบัตร 2 ใบ เพื่อเลือก ส.ส. และ เลือกพรรค
 
5.ระบบนับคะแนน 
    ในการนับคะแนน ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต ที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด จะได้เป็น ส.ส.ของเขตนั้นตามกติกาสากล และหากคะแนนเสียงเท่ากัน ให้จับฉลากต่อหน้ากกต. ประจำเขตเลือกตั้ง 
     สำหรับวิธีการนับคะแนนแบบปาร์ตี้ลิสต์ จะใช้การนับคะแนนแบบใหม่ ที่เรียกว่า ระบบจัดสรรปันส่วนผสม (Mixed Member Apportionment System, MMA)  ที่จะแบ่งขั้นตอนการคิดคะแนนออกเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้ 
    1.หาคะแนนเฉลี่ยต่อส.ส. 1 คน ด้วยการนำคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกส.ส.ทุกพรรคมารวมกัน แล้วหารด้วยจำนวนส.ส.ทั้งหมดคือ 500 คน  ตัวอย่างเช่น ผู้สมัครส.ส.ทุกพรรคได้คะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมกัน 29.5 ล้านเสียง เมื่อนำไปหารจำนวนส.ส. 500 คน ผลลัพธ์ที่ได้คือ 59,000 เสียง นั่นเท่ากับว่า  ส.ส. 1 คน จะมีคะแนนเสียงเฉลี่ย 59,000 เสียง  
     2. การหาจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี โดยให้นำผลลัพธ์จากข้อ 1 ไปหารด้วยคะแนนที่ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขตที่ได้รับจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น พรรคก. มีคะแนนเลือกตั้งรวมทั้งประเทศ 13.1 ล้านเสียง เมื่อหารกับ 59,000 เสียง จะได้ผลลัพธ์ 222.03 ดังนั้นจำนวน ส.ส. ที่พรรคก. พึงมีคือ 222 คน  
     3. การหาจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้นำจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงมี ลบด้วยจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตที่ได้รับเลือก เช่น พรรค ก. พึงมีส.ส. 222 คน ลบจำนวนส.ส.แบบแบ่งเขตที่ได้รับเลือกแบบไปแล้ว 187 คน จะทำให้พรรค ก.จะมีจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อที่ได้รับเลือกอีก 35 คน ดังนั้น การเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ทุกคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนนแบบแบ่งเขต จะส่งผลต่อการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อด้วย 
 
 6. ‘Vote No’ มีความหมาย 
    ในกรณีถ้าเราไม่ชอบผู้สมัครใดเลยในเขตเราสักคนเดียว เราก็ยังไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เพราะบัตรเลือกตั้งมีช่อง “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด” ให้กากบาทได้ด้วย แต่ถ้าคะแนนเสียง “ไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด” หรือที่เรียกติดปากว่า "Vote No" มากกว่าคะแนนเสียงของผู้สมัคร เขตเลือกตั้งนั้นก็ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง โดยผู้สมัครรายเดิมทุกรายจะถูกตัดสิทธิรับสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะจัดขึ้นด้วย และคะแนนของผู้สมัครแต่ละคนที่ได้รับจากการเลือกตั้งครั้งก่อนจะไม่ถูกนำไปคำนวนหาจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 
 
7. วิธีเลือกนายกรัฐมนตรี  
    สำหรับวิธีการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ในรัฐสภาจะมี ส.ส. 500 คน ที่มาจากการเลือกตั้ง (ส.ส.เขต 350 คน และ ปาร์ตี้ลิสต์ 150 คน ) แต่จะมีอีกกลุ่มบุคคลที่สำคัญในสภาคือ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มีมาจากการคัดสรร จำนวน 250 คน ซึ่งทั้ง ส.ส. และส.ว. จะมีสิทธิลงคะแนนเสียงให้นายกรัฐมนตรี จากรายชื่อที่พรรคการเมืองส่งมาด้วย ซึ่งหมายความว่า จะมีทั้งหมด 750 คนร่วมลงคะแนนเสียง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 โดยเลือกจากแคนดิเดตของแต่ละพรรค ซึ่งต้องการเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา หรือ 376 เสียงขึ้นไป ถึงจะได้เป็นนายกฯ ได้นั่นเอง  
     โดยที่มาของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. สังกัดพรรคใดพรรคหนึ่งเหมือนกับที่ผ่านมา นั่นคือ นายกรัฐมนตรี สามารถเป็นบุคคลนอกสังกัดพรรคได้ หรือ นายกฯคนนอกนั่นเอง 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh