บทความแนะนำ

เปิด 7 ทริค คัดหุ้นกำไรโต ผลตอบแทนชนะตลาด !

เปิด 7 ทริค คัดหุ้นกำไรโต ผลตอบแทนชนะตลาด !

ทำความรู้จักแนวคิด CANSLIM หลักเกณฑ์คัดหุ้น ที่นำการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน - เทคนิค ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว แบ่งออกเป็น 7 ทริค คัดหุ้นกำไรโต - ผลตอบแทนชนะตลาด จะน่าสนใจแค่ไหน โปรดติดตาม ! 
 

*** หลักการคัดหุ้นแแบบ CANSLIM คืออะไร ?
 

หากพูดถึงวิธีคัดหุ้นดี มีความน่าสนใจเข้าไปลงทุน คนส่วนมาก ก็มักจะมีวิธีการหลักๆ ด้วยกันอยู่ 2 ประเภท คือ การวิเคราะห์ปัจจัยทางพื้นฐาน และ การวิเคราะห์กราฟเทคนิค นั่นเอง ซึ่งก็อยู่ที่ว่า ใครจะถนัดวิธีไหนมากกว่ากัน

แต่ก็มีอยู่อีก 1 เทคนิคเหมือนกัน ที่นำเอาศาสตร์การวิเคราะห์ปัจจัยทางพื้นฐาน และ การวิเคราะห์กราฟเทคนิค มารวมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เกิดเป็นเทคนิคใหม่ที่น่าสนใจ ภายใต้แนวคิด CANSLIM

โดยบทความของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พูดถึงหลักการคัดเลือกหุ้น ภายใต้แนวคิด CANSLIM ไว้อย่างน่าสนใจ คือ เป็นหลักการที่ถูกคิดค้นโดย William J. O'Neil ใช้คัดกรองหุ้นที่มีผลประกอบการดี อัตราการเติบโตต่อเนื่อง และมีการเคลื่อนไหวของราคาแข็งแกร่งกว่าตลาด ประกอบด้วยหลัก 7 ข้อตามตัวอักษร แบ่งเป็นปัจจัยเชิงพื้นฐาน คือ C-A-N และเชิงเทคนิค คือ S-L-I-M ดังนี้


*** เปิด 7 ทริค ใช้คัดหุ้นภายใต้กฏ CANSLIM
 

C (Current Earning) คือ เราต้องมองหา หุ้นที่กำไรสุทธิไตรมาสล่าสุด เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ให้เกณฑ์ว่าควรจะอยู่ในระดับ 20 - 25% เป็นอย่างน้อย แต่ที่สำคัญต้องอย่าลืมว่า การเติบโตต้องเทียบกับปีก่อนเท่านั้น ไม่สามารถเทียบกับไตรมาสก่อนได้ เพราะมีช่วงไฮซีซั่น - โลว์ซีซั่นของธุรกิจที่แตกต่างกัน

A (Annual Earning) คือ เราต้องมองหา หุ้นที่ภาพรวมรายได้และกำไรประจำปีเติบโตแข็งแกร่ง หนึ่งในความสำคัญของหัวข้อนี้ คือ ต้องเป็นหุ้นที่มีกำไรสุทธิ เติบโตต่อเนื่อง อย่างน้อย 3 - 5 ปีติดต่อกัน เพราะจะสะท้อนให้เห็นว่า เป็นบริษัทที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง และ มีสเถียรภาพ ประกอบกับ ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ต้องมากกว่า 15%

N (New Products) คือ เราต้องมองหา หุ้นที่มีปัจจัยบวกใหม่ๆอยู่เสมอ เพื่อเป็นหลักประกันว่า ระยะยาวยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ต้องเป็นบริษัทที่แผนออกสินค้า หรือ บริการใหม่ๆ อยู่เสมอ เกิด Business Model ใหม่, เปลี่ยนทีมผู้บริหารใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากทำแล้วดีขึ้น จะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสทำจุดสูงสุดใหม่ได้นั่นเอง

S (Supply & Demand) คือ เราต้องมองหา หุ้นที่มีปริมาณการซื้อ - ขาย อยู่ในระดับสูง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า เป็นหุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมาก ซึ่งปัจจัยข้อนี้ จะช่วยจำกัดความเสี่ยงของการขาดทุนลดลง อาทิ ต้องการขายหุ้น ก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว กว่าหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายต่อวันอยู่ในระดับน้อยนิด

L (Leader or Laggard) คือ เราต้องมองหา หุ้นที่เป็นผู้นำในธุรกิจที่ตัวเองทำ มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 โดยวิธีที่ William J. O’Neil เลือกก็คือ ดูจากค่า Relative Strength ที่สูง หมายถึง เป็นหุ้นที่มีประวัติราคาขึ้นเร็วกว่าตลาด และราคาปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดอยู่ประจำ สะท้อนให้เห็นว่าเป็นหุ้นที่นักลงทุนต้องการซื้อมากกว่าต้องการขายนั่นเองนะ

I (Institutional Sponsorship) คือ เราต้องมองหา หุ้นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบัน เพราะหุ้นที่ถูกนักลงทุนสถาบันเข้าไปถือครอง เป็นตัวสะท้อนความแข็งแกร่งทางธุรกิจ อีกทั้ง ยีงมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้ด้วย ในทางกลับกัน ก็ต้องเป็นหุ้นที่มีสัดส่วนการถือครองของนักลงทุนสถาบันไม่สูงจนเกินไป เพราะอาจเสี่ยงต่อแรงขายที่รุนแรงได้เช่นกัน

M (Market Direction) เป็นจุดเข้าซื้อที่เหมาะสม คือ ช่วงตลาดขาขึ้น โดยพิจารณาจากแนวโน้มกราฟแท่งเทียนและเส้นค่าเฉลี่ยของตลาดในช่วงนั้นๆ  เพราะหลายครั้งต่อให้หุ้นดีแคไหน แต่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย ก็ยากที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับเราได้เช่นกัน

ทั้งนี้ 7 ทริคข้างต้นที่กล่าวมา อาจไม่จำเป็นต้องนำทั้ง 7 ข้อ มาใช้เป็นเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นเข้าพอร์ตฯของตัวเองเสียทั้งหมดก็ได้ เพราะอาจเป็นการยากเกินไป ที่จะหาหุ้นสักตัว ที่มีคุณสมบัติตรงตาม 7 ข้อดังกล่าวทั้งหมด ขอเพียงแค่มีสัก 4 จาก 7 ก็ถือว่า เป็นหุ้นที่น่าสนใจเข้าไปลงทุนแล้ว







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh