บทความแนะนำ

เลือกหุ้นอย่างไร ได้รับเงินปันผลตลอด

เลือกหุ้นอย่างไร ได้รับเงินปันผลตลอด

หุ้นปันผล มักได้รับความนิยมเฉพาะหุ้นที่จ่ายปันผลสูง แต่สิ่งที่ควรระมัดระวัง คือ การจ่ายเงินปันผลสูงจากกำไรพิเศษ เพราะระยะยาว เงินปันผลส่วนนี้อาจหายไปได้ ขณะที่ เทคนิคในการเลือกหุ้นปันผล เพื่อให้ได้รับเงินปันผลสูง สม่ำเสมอ ยังมีอีกหลายวิธี แต่จะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ต้องติดตาม!
 

*** หุ้นปันผล ต้องหลีกเลี่ยงกำไรพิเศษ
 

หุ้นปันผล เมื่อต้องเลือก แน่นอนว่า หลายคนต้องมองหาหุ้นที่มีแนวโน้ม หรือ มีประวัติการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงๆ ก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ 

หุ้นปันผล กับ คุณสมบัติในการเลือกหุ้นดังกล่าว คงไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนัก เพราะนักลงทุนทุกคน ก็ต่างคาดหวังผลตอบแทนระดับสูงกันทั้งนั้น เพียงแต่ การพิจารณาคุณสมบัติดังกล่าวเพียงอย่างเดียว และตัดสินใจเลือกหุ้น อาจทำให้การลงทุนของล้มเหลวได้

หุ้นปันผล หากนักลงทุนเลือกบริษัท ที่ระยะสั้นจ่ายเงินปันผลในระดับสูง เพราะมีกำไรพิเศษ หรือ นำเงินจากส่วนอื่น ที่ไม่ใช่การประกอบธุรกิจหลักมาจ่ายเป็นเงินปันผล นั่นอาจทำให้บริษัทที่นักลงทุนเลือก ไม่ใช่หุ้นปันผลที่ดี และ ในระยะถัดไป นักลงทุนอาจไม่ได้รับเงินปันผล หรือ ได้น้อยลง ก็เป็นได้
 

*** หุ้นปันผล มีเทคนิคเลือกซื้อย่างไร ?
 

หุ้นปันผล มีเคล็ดลับในการลงทุนที่มากกว่า การมองหาหุ้นที่จ่ายเงินปันผลในระดับสูง แต่ก็ไม่ได้ยากเกินกว่าที่นักลงทุน จะทำความเข้าใจ โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า การเลือกหุ้นปันผล เพื่อให้ได้รับเงินปันผลไปตลอด มีเทคนิค 3 อย่าง ดังนี้

1.หุ้นปันผล ธุรกิจต้องเติบโต : หัวใจสำคัญของหุ้นปันผล คือ ต้องเป็นบริษัทที่มีพื้นฐานทางธุรกิจ ที่แข็งแกร่ง และ มีแนวโน้มเติบโต ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้ จะช่วยการันตีว่า บริษัท จะมีเงินสดเพียงพอนำมาจ่ายเป็นเงินปันผล ให้กับผู้ถือหุ้น ด้วยเม็ดเงินของกำไรสุทธิที่เติบโต จากการดำเนินธุรกิจหลักจริงๆ

หุ้นปันผล ที่ธุรกิจมีแนวโน้มการเติบโต มีจุดสังเกต คือ ต้องเป็นบริษัท ที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจ ซึ่งนักลงทุนควรมองหาหุ้น ที่มีจุดแข็งในการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่ง ยิ่งเป็นธุรกิจที่มีคู่แข่งขันน้อยราย หรือคู่แข่งหน้าใหม่ เข้ามาในธุรกิจได้ยากยิ่งเป็นบริษัทที่ดี

ซึ่งถ้านักลงทุน ตามหาบริษัทที่มีจุดเเข็งดังกล่าวเจอแล้ว ขั้นตอนต่อไป ก็ต้องพิจารณาว่า ธุรกิจที่บริษัทดังกล่าวทำอยู่นั้น ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อได้อีกไหม ซึ่งข้อสังเกตในส่วนนี้ คือ ต้องเป็นธุรกิจที่ในอนาคต ยังมีความจำเป็น หรือ มีความต้องการใช้อยู่ จึงจะทำให้กำไรสุทธิของบริษัทสามารถเติบโตต่อไปได้ 

2.หุ้นปันผล ฐานะการเงินต้องแกร่ง : คุณสมบัติข้อนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่ช่วยตอกย้ำว่า บริษัทที่นักลงทุนเลือก จะเป็นหุ้นปันผลที่ดีให้กับนักลงทุนได้หรือไม่ ? โดย ตลท. ระบุว่า การพิจารณาฐานะการเงินของบริษัท เบื้องต้น ควรให้ความสำคัญไปที่ตัวเลขสำคัญ 3 ส่วน ดังต่อไปนี้

หุ้นปันผล ต้องมี"อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน" (D/E) อยู่ในระดับต่ำ ควบคู่ไปกับ หนี้สินที่ไม่ควรมีในรูปแบบระยะสั้นมากกว่าระยะยาว เพราะถ้า บริษัทมีสัดส่วน D/E สูง ประกอบกับ มีหนี้สินระยะสั้นจำนวนมาก นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า ในระยะถัดไป บริษัทอาจจ่ายเงินปันผลไม่ได้ หรือ จ่ายลดลง เพราะต้องนำเงินไปชำระหนี้นั่นเอง

หุ้นปันผล ต้องมี"กำไรสะสม" โดยปกติบริษัท จะนำกำไรส่วนที่เหลือจากการปันผลให้กับผู้ถือหุ้น มาเก็บเป็นกำไรสะสม หากบริษัทไหนยังขาดทุนสะสมอยู่ แม้จะมีกำไรสุทธิระหว่างงวด แต่บริษัทอาจพิจารณานำกำไรเหล่านั้นไปชดเชยในส่วนที่ยังขาดทุนสะสมอยู่ ทำให้นักลงทุนอาจไม่ได้รับเงินปันผลก็ได้

หุ้นปันผล ต้องมี"กระแสเงินสดเป็นบวก" สิ่งที่ทำให้กระเเสเงินสดของบริษัทเป็นบวกเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตัวเลขส่วนนี้ สะท้อนถึงสภาพคล่องในการดำเนินงานของบริษัท หากตัวเลขส่วนนี้ติดลบ นั่นก็หมายความว่า คงเป็นเรื่องยาก ที่บริษัท จะจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนได้

3.หุ้นปันผลที่ดี ต้องจ่ายปันผลสม่ำเสมอ : ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ข้อมูลว่า โดยทั่วไป เราจะพิจารณาความสม่ำเสมอในการจ่ายเงินปันผลของบริษัท จากอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ซึ่งอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนเฉลี่ย ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ที่ประมาณ 3% ต่อปี

ดังนั้น หุ้นปันผลที่นักลงทุนควรเลือก อาจต้องให้อัตราเงินปันผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ฯ และเมื่อรวมกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น 1-2% ต่อปี เท่ากับว่า อัตราเงินปันผลตอบแทน ที่นักลงทุนได้จากหุ้นปันผล ควรมากกว่าระดับ 4-5% ต่อปี 







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh