บทความแนะนำ

"แป้งฟลาวมันสำปะหลัง" เรือธงใหม่ของ UBE เจาะตลาดออร์แกนิคโลก

     นักลงทุนหลายท่านอาจจะคุ้นชื่อ บริษัทจดทะเบียนน้องใหม่ ที่เข้าตลาดหุ้นไทยมาเมื่อปลายเดือน ก.ย.64 ที่ผ่านมา อย่าง บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE กันมาบ้าง ด้วยธุรกิจที่โดดเด่นของบริษัทที่เกี่ยวกับอุตสากรรมไบโอเอทานอล และแป้งมันสำปะหลังมายาวนานมากว่า 10 ปี

 

     ด้วยผลประกอบการ งวด 9 เดือนที่เติบโตอย่างโดดเด่น มีกำไรสุทธิ 204 ล้านบาท รายได้รวมระดับ 5 พันล้านบาท เติบโต 56.76 %จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจหลักอย่างเอทานอลเกรดอุตสาหกรรม ที่กลับมาได้รับความนิยมเพื่อใช้ในการฆ่าเชื้อช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่อีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตาของ UBE นั่นคือกลุ่มแป้งมันสำปะหลัง ที่ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมามียอดส่งออกเติบโตแบบโดดเด่น

 

    ซึ่งจากผลงาน 9 เดือนของ UBE ที่ออกมาดูดีนั้นทำให้ นายเดชพนต์ เลิศสุวรรณโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของบริษัทฯ ออกมาเปิดเผยแผนธุรกิจในปี 65 ว่า ได้ตั้งเป้ารายได้ไม่ต่ำกว่า 7,000 ล้านบาท โดยจะปรับสัดส่วนรายได้กลุ่มสินค้ามันสำปะหลังและอาหารขยับเป็น 50% ซึ่งส่วนสำคัญคือการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่คือ  "แป้งฟลาวมันสำปะหลัง" ที่จะมาเจาะตลาดสุขภาพ และบริษัทตั้งเป้าว่าจะเป็นสินค้าเรือธงตัวใหม่จะช่วยดันให้สัดส่วนรายได้กลุ่มแป้งมัน และอาหารแตะระดับ 70% ในอนาคต

 

* "แป้งฟลาวมันสำปะหลัง" ว่าที่เรือธงตัวใหม่ของ UBE  

     สัดส่วนรายได้หลักของ UBE ปัจจุบัน จะมาจากเอทานอลเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาคือกลุ่มสินค้าแป้งมันสำปะหลัง แต่ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังที่ผ่านมา กลุ่มสินค้ามันสำปะหลังและเกษตรออร์แกนิคกลับเป็นสินค้าที่เติบโตด้านรายได้ขึ้นมาอย่างโดดเด่น จนไตรมาส 3/64 สัดส่วนรายได้ของทั้ง 2 สินค้าอยู่ในระดับสัดส่วน 50:50 เท่ากัน

 

     ซึ่งแทบน้อยคนนักจะทราบว่า UBE เองเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าแป้งมันสำปะหลังออร์แกนิค ที่มีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยส่งออกไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี และจากความได้เปรียบในการเป็นเจ้าตลาดแป้งมันสำปะหลังออร์แกนิค ทำให้ UBE ได้ต่อยอดพัฒนาสินค้าออกมาเพื่อเจาะตลาดอาหารสุขภาพ จนได้สินค้านวัตกรรมตัวใหม่ออกมาอย่าง "ฟลาวมันสำปะหลัง"

 

     โดยฟลาวมันสำปะหลัง เป็นสินค้าที่ได้รับใบอนุญาตจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือเป็นแป้งที่ปลอดสารกลูเตน สามารถนำมาใช้แทนแป้งสาลีได้ จึงเหมาะแก่ผู้ที่ต้องการแป้งแต่มีอาการแพ้กลูเตน เช่น ทานแล้วเกิดภูมิแพ้ หรือมีอาการแพ้แฝงในรูปแบบต่าง ซึ่งแป้งชนิดนี้จะให้รสชาติความอร่อยเหมือนกับแป้งสาลี ซึ่งต่างจากแป้งไร้กลูเตนชนิดอื่นที่จะให้รสสัมผัสแตกต่างไปจากเดิม จนไม่ถูกปากผู้บริโภค

 

* ตลาดสุขภาพยังโตไม่หยุด - ดันมาร์จิ้น "แป้งฟลาว" กระฉูด  

     นายเดชพนต์เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากคนที่แพ้แป้งสาลีในโลกมีมากขึ้นต่อเนื่อง ประกอบเทรนด์กระแสสุขภาพที่มาแรงมากในช่วงการระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจอาหารสุขภาพมากขึ้น ขณะที่มูลค่าตลาดออร์แกนิคในปัจจุบันอยู่ในระดับหลักแสนล้านบาท และเติบโตในตัวเลข 2 หลักตลอดทุกปี จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ UBE หันมาให้ความสนใจที่จะนำกลุ่มสินค้าออร์แกนิคเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง  

 

     ซึ่งหากมองในแง่ของสัดส่วนอัตรากำไรขั้นต้นในกลุ่มสินค้าแป้งมันสำปะหลังแล้ว  สินค้าแป้งธรรมดาจะอยู่ที่ 13-15% แป้งออร์แกนิค อยู่ที่ 30-40%  แต่ฟลาวมันสำปะหลังจะสูงถึง 50% ซึ่งปี 64 ที่ผ่านมา UBE ได้เริ่มทำตลาดและได้รับการตอบรับอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าฝั่งตะวันตกเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้ทางบริษัท เตรียมแผนที่จะนำสินค้าตัวนี้เจาะตลาดอาหารสุขภาพโลก เนื่องจาก UBE เองมีตลาด - ลูกค้าที่รองรับอยู่ทั่วโลก เห็นได้จากสัดส่วนมาร์เก็ตแชร์ในตลาดแป้งออร์แกนิคเป็นอันดับ 1 ของโลกถึง 60%   

 

     " แป้งฟลาวตัวนี้ถือเป็นสินค้านวัตกรรม เราเพิ่งเริ่มขยายกำลังการผลิตและทำตลาดในปีนี้ ยอดขายอาจไม่มาก แต่มาร์จิ้นดีมาก เราจึงวางแผนไว้ว่าจะส่งให้แป้งฟลาวเป็นบิสสิเนสโมเดลของบริษัทในอนาคต เพราะฐานลูกค้าที่รู้จักและเชื่อมั่นเรา - เทรนด์สุขภาพที่มาแรง และความโดดเด่นของสินค้าที่ให้รสไม่ต่างจากแป้งสาลี จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สินค้าตัวนี้ได้รับความนิยม เราวางแผนไว้ว่าอนาคตจะต่อยอดให้แป้งฟลาวมาเป็นอาหารสำเร็จรูปในร้านสะดวกซื้อหรือแม้แต่ใช้เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวไทยผ่านรูปแบบอาหารสุขภาพที่ทำจากแป้งของเรา " นายเดชพนต์ กล่าว

 

     นอกจากนี้ในอนาคต UBE ได้เดินหน้ารุกธุรกิจเกษตรอินทรีย์ชนิดอื่นๆ โดยล่าสุดได้เริ่มปลูกกาแฟในพื้นที่สปป.ลาว 700 ไร่ โดยวางเป้าอนาคตอาจจะไปถึงระดับ 1 หมื่นไร่  รวมถึงกำลังศึกษาการปลูกข้าวอินทรีย์ด้วยเช่นกัน    

 

* กางแผนหลังระดมทุน เจาะตลาดเกษตร-อาหารเป็นหลัก  

การมาของแป้งฟลาวมันสำปะหลังของ UBE สอดคล้องกับแผนระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ชี้แจงว่าเงินระดมทุนส่วนใหญ่ จะนำมาใช้ในกลุ่มธุรกิจเกษตร และอาหารเป็นสำคัญ ดังนี้  

 

     1. ขยายกำลังการผลิตแป้งฟลาวมันสำปะหลังเป็น 300 ตันต่อวัน (ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 100 ตันต่อวัน) ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท และจะก่อสร้างเสร็จภายในปี 66

 

     2. เพิ่มสายการผลิตผลิตภัณฑ์สารให้ความหวาน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูปมันสำปะหลังออร์แกนิคที่มีมูลค่าสูง โดยจะมีกำลังการผลิต 300 ตันต่อวัน และคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท ภายในปี 65-66

 

     3. ปรับปรุงกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนในการผลิต โดยคาดจะใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท ภายในปี 65-66  

 

     4. ก่อสร้างโรงสีเชอร์รี่กาแฟออร์แกนิคในแขวงสาละวัน สปป.ลาว ซึ่งสามารถรองรับวัตถุดิบเชอร์รี่กาแฟได้ 200 ตันต่อวัน และมีแผนก่อสร้างโรงคั่วกาแฟออร์แกนิค (อยู่ระหว่างการออกแบบโครงการ) โดยคาดจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 100 ล้านบาท (65 ล้านบาทสำหรับโรงสีเชอร์รี่กาแฟออร์แกนิค และ 35ล้านบาทสำหรับโรงคั่วกาแฟออร์แกนิค) ภายในปี 65

 

* เอทานอล ยังเป็นฐานรายได้ที่สำคัญของบริษัท  

     ถึงแม้ว่าในธุรกิจอนาคต UBE จะวาง "แป้งฟลาว" เป็นเรือธงใหม่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่าเรือธงปัจจุบันอย่างเอทานอลก็ยังคงเป็นรายได้หลักของ UBE ส่วนหนึ่งเป็นการเติบโตเอทานอลในเกรดอุตสาหกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงการระบาดของโควิด 19 ส่งผลให้สัดส่วนมาร์จิ้นของเอทานอลเกรดอุตสาหกรรมล่าสุดพุ่งขึ้นมาถึง 30% สูงกว่าสินค้าหลักเดิมอย่างเอทานอลเกรดเชื้อเพลิงถึง 3 เท่า    

 

     ขณะที่แผนลงทุนในกลุ่มเอทานอล UBE เองก็ประกาศไว้ว่า จะนำเงินระดมทุนขยายกำลังการผลิตเอทานอลโดยจะแบ่งเป็นการลงทุนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มกำลังผลิตเอทานอลเกรดเชื้อเพลิง 40,000 ลิตรต่อวัน และการสร้างหอกลั่นที่สามารถทำการกลั่นเอทานอลเกรดอุตสาหกรรมและเกรดเภสัชกรรมที่สามารถทำการกลั่นพร้อมกับเกรดเชื้อเพลิงได้ 50,000 ลิตรต่อวัน

 

* กูรูเปิด 5 จุดแข็งของ UBE

     บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า UBE มีความน่าสนใจในธุรกิจทั้งกลุ่มเอทานอลที่มีกำลังการผลิตเป็นอันดับต้นของประเทศ ขณะที่กลุ่มสินค้าอาหารและเกษตรออร์แกนิคก็กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมอง 5 จุดเด่นของ UBE ดังนี้    

 

     1.บริษัทมีฐานรายได้ที่มั่นคงจากธุรกิจเอทานอล มีกำลังการผลิต 400,000 ลิตรต่อวัน ใหญ่ที่สุดเป็นลำดับที่ 4 ของประเทศ โดยโรงงานของ UBE ใช้เทคโนโลยี Hybrid สามารถรองรับการผลิตได้ทั้งเอทานอลเกรดเชื้อเพลิงและเกรดอุตสาหกรรม และเป็นพันธมิตรทางการค้าที่แข็งแกร่ง ทั้งกลุ่ม TOP และ BCP ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ที่มีความต้องการใช้เอทานอลในระดับสูง

 

     2.โอกาสการเติบโตจากผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคที่มีอัตรากำไรสูง การเติบโตของปริมาณการขายแป้งมันออร์แกนิคปี 60-63 มีการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ราว 71% ต่อปี โดยผลิตภัณฑ์แป้งมันออร์แกนิคมีอัตรากำไรขั้นต้นราว 24-37% ขณะที่แป้งมันธรรมดามีอัตรากำไรขั้นต้นที่ราว 11-13% เท่านั้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญหนุนผลประกอบการในอนาคต

 

     3. ทำเลที่ตั้งได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ โรงงานอยู่ใน จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลังราว 10% ของผลผลิตทั้งประเทศ โดยโรงงานอยู่ห่างจากคู่แข่ง และติดกับประเทศลาว กัมพูชา ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกมันออร์แกนิค รวมถึงกาแฟออร์แกนิคที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

     4. บริษัทมีเครือข่ายเกษตรกรที่เข้มแข็ง ส่งผลดีต่อความมั่นคงทางวัตถุดิบ โดยทั้งหมดเป็นการรับซื้อจาก Contract farm โดยเฉพาะฟาร์มออร์แกนิคที่บริษัทมีการตรวจสอบสถานที่เพราะปลูกปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐาน

 

     5. บริษัทมีพันธมิตรด้านการวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง โดยมีทั้งหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของ UBE เอง และพันธมิตร เช่น สถาบันนวัตกรรม ปตท. สวทช. สกสว. สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นต้น

 

     ตลาดอาหารออร์แกนิค เทรนด์สุขภาพที่มาแรงและมีแนวโน้มเติบโตต่อไปในระยะยาว ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ UBE เริ่มจะปรับกลยุทธ์มาให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรออร์แกนิคมากขึ้น ซึ่งน่าสนใจว่า สินค้าอย่าง "แป้ง ฟลาวมันสำปะหลัง" ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะให้เป็นเรือธงตัวใหม่จะพาบริษัทฯ เติบโตด้านรายได้และกำไรได้ไกลแค่ไหน ซึ่งทางผู้บริหารเองก็ได้เปรยไว้ว่า "UBE คาดหวังจะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ทั่วโลกได้รู้จักประเทศไทยผ่านอาหารสุขภาพที่ผลิตโดยคนไทย"  และจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นต่อธุรกิจของ UBE ด้วยเช่นกัน







บทความอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh