Special Report

 


       
รายงานพิเศษ : อนาคตรัฐนาวา บนเก้าอี้ดนตรี "ครม.อภิสิทธิ์ 5"

        
"รัฐบาลอภิสิทธิ์" ประสบเหตุการณ์หฤโหดมาอย่างสะบักสะบอม ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นศึกนอกสภา อย่างการชุมนุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง หรือศึกในสภา ที่ฝ่ายค้านเปิดซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ+5 รมต. จนลุกลามเกิดเป็นศึกภายในรัฐบาล คือความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมคือภูมิใจไทยกับเพื่อแผ่นดิน สาเหตุมาจาก 16 ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินโหวตไม่ไว้วางใจ 2 รมต.ของพรรคภูมิใจไทย จนถูกประณามว่า "เสียมารยาททางการเมือง" หลังแกนนำพรรคภูใจไทยไม่พอใจอย่างแรง ถึงขั้นกดดัน นายกรัฐมนตรี ให้เลือกข้างสวนทางนโยบายปรองดอง จนในที่สุด พรรคเพื่อแผ่นดินต้องเก็บกระเป๋าเดินออกการร่วมรัฐบาล
 

         ถ้าให้เลือกระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ต่อยอดถึงเสถียรภาพทางการเมืองและอนาคตรัฐบาลหรือยืดเวลาบนเก้าอี้อำนาจ ยังไงพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เป็นหัวเรือใหญ่ ก็ต้องเลือกเขี่ยพรรคเพื่อแผ่นดินออกไปก่อน ทั้งๆที่ความเป็นจริง การชี้แจงในการอภิปรายของ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย กรณีปมการทุจริตในกระทรวงมหาดไทย และโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม กรณีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงไม่ค่อยจะเคลียร์ซักเท่าไหร่ ซึ่งประชาชนทั่วประเทศที่เกาะติดการอภิปราย ก็เห็นเหมือนๆกัน
          แต่เมื่อสถานการณ์บีบคั้นให้ต้องเลือกที่รัก มักที่ชัง นายอภิสิทธิ์ จำเป็นต้องกระชับพื้นที่ ปรับ ครม.เป็น "ครม.อภิสิทธิ์ 5" หลังบวก ลบ คูณ หาร ตัดกลุ่ม สส.แตกแถวของเพื่อแผ่นดินออกไป 16 เสียง และเปิดรับ สส.เพิ่มเข้ามาใหม่อีก 14 เสียง เพื่อหนีให้ห่างจากคำว่า "รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ" จากนั้น ปรับทัพใหม่ด้วยการปลด 6 รัฐมนตรีเก่าพ้นเก้าอี้ และจัดเก้าอี้ให้ 8 รัฐมนตรีใหม่ ทั้งหมดทั้งมวล เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อุดรอยร้าวและประคองเสถียรภาพรัฐบาล
          โฉมหน้า "ครม.อภิสิทธิ์ 5" ประกอบด้วย นายไชยยศ จิรเมธากร สส.อุดรธานี พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มี 8 เสียง สส. ในมือ ได้รับตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ ขณะที่ มั่น พัธโนทัย ที่ปรึกษาพรรคมาตุภูมิ ซึ่งมี สส. 6 เสียง ได้รับตำแหน่ง รมช.คลัง ด้านพรรคประชาธิปัตย์ สลับสับเปลี่ยน ดันนายจุติ ไกรฤกษ์ เป็น รมว.ไอซีที นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็น รมว.วัฒนธรรม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็น รมว.แรงงาน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและนายวีระชัย วีระเมธีกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโควต้า รมต.คนนอก
          ส่วน 3 รมต. ที่ต้องพ้นจากเก้าอี้ นาย ไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็แค่งอน แต่เชื่อว่าสามารถเคลียร์กันได้
          นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับ ครม.เที่ยวนี้ต้องการเสียงสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นเอกภาพ เพื่อดำเนินการของรัฐบาลตามแผน และนโยบายต่างๆ มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เอกภาพ และต้องมีเสียงในสภาที่มีความเข้มแข็งพอสมควร ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะบริหารงานไม่ได้
“เสียงข้างของรัฐบาลที่จะทำให้รัฐบาลมีเอกภาพได้ จึงทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนในส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อแผ่นดิน เนื่องจากการทำงานของพรรคเพื่อแผ่นดินที่ผ่านมาจะทำงานเป็นกลุ่มๆ การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้จึงต้องดูความพร้อมของพรรคสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดินที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล เพื่อให้มีเอกภาพต่อไป”
         ทั้งนี้ ภายใต้ภาระกิจของรัฐบาล ที่ต้องนำรัฐนาวาให้เดินหน้าต่อไป นอกเหนือจากเรื่องของแผนปรองดองแห่งชาติ หรือการสร้างความมั่นใจด้านการค้าการลงทุนแล้ว มองว่าเรื่อง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 2554 ที่ใกล้จะเข้าสู่การพิจารณาในวาระสองและสามอีกสองเดือนข้างหน้า น่าจะเป็นเครื่องการันตี ถึงเสถียรภาพของรัฐบาลได้ชัดเจนที่สุด ทั้งนี้ เพราะมีกระแสข่าว ของการพยายามที่จะทำอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ นี้ตกไปและหากทำได้ หมายความว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ต้องเลือกระหว่างการ “ยุบสภา” หรือ “ลาออก” เพื่อแสดงความรับผิดชอบตามมารยาท
          ในเรื่องนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า “เรื่องเสถียรภาพรัฐบาลขอยืนยันว่ามั่นคง ในฐานะที่ตนเป็น ผู้จัดการรัฐบาลยืนยันให้สบายใจได้ว่าเสียงสนับสนุนรัฐบาล มากกว่าฝ่าย ค้านแน่นอน ไม่มีปัญหาในการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบฯ แน่นอน ส่วนที่บอกว่าเสียงรัฐบาลเกินครึ่งเพียง 1 เสียงนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นอย่างนั้น สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ โดยเมื่อหักเสียงรัฐมนตรีทั้งหมดแล้วจะพบว่ามีเสียงเหลือที่จะลงคะแนนเกิน 250 เสียง”
          อย่างไรก็ตาม ความเห็นของนักวิชาการอย่าง นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า สถานการณ์ของรัฐบาลน่าจะอยู่รอดปลอดภัยถึงสิ้นปี แต่จากนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้
          “ความจริงมีปัจจัยต่างๆ ที่กระทบต่อเสถียรภาพมาก ทั้งภายนอกและภายในตัวรัฐบาล แต่เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะคลี่คลายสถานการณ์ได้ อย่างการปรับกลุ่มในพรรคเพื่อแผ่นดินออก ก็ยังมีกลุ่มการเมืองที่ต้องการร่วมรัฐบาลอยู่ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องการต่อรองผลประโยชน์เท่านั้น เมื่อการต่อรองผลประโยชน์ลงตัว รัฐบาลก็ยังสามารถคุมเสียงข้างมากของรัฐสภาไว้ได้ และในช่วง 3 เดือนข้างหน้าจะไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ภารกิจหลักของรัฐบาลคือการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2554 ซึ่งเชื่อว่าจะผ่านไปด้วยความเรียบร้อย”นายสมบัติกล่าว
          นายสมบัติ กล่าวว่า ทุกรัฐบาลก็อยากอยู่ยาว สำหรับรัฐบาลนี้ต้องการให้มีผลงานรูปธรรมชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ทั้งการประกันราคาข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ที่ผลประโยชน์จะตกถึงมือเกษตรกรเต็มที่ อีกเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ถ้านโยบายเหล่านี้ออกดอกออกผล ก็จะทำให้รัฐบาลได้รับความนิยมมากขึ้น มีผลต่อการเลือกตั้งในอนาคต
          ทว่า “ปัจจัยแทรก” ที่เป็นความเสี่ยงสูงสุดของพรรคประชาธิปัตย์ คือ คดียุบพรรคที่คาอยู่ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าการยุบพรรคส่งผลกระทบต่อการตัดสิทธิทางการเมืองของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประเด็นนี้ก็จะกระทบแน่ แต่ถ้าเป็นการยุบพรรคที่ไม่กระทบต่อการตัดสิทธิของนายกฯ อภิสิทธิ์ ก็สามารถแก้ไขได้ง่าย แค่เปลี่ยนชื่อพรรคเท่านั้น
          ปัจจัยอื่นที่เป็นความเสี่ยง ในทัศนะของนายสมบัติ คือ การคุกคามของคนเสื้อแดง เพราะเป้าหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่บรรลุ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังมีศักยภาพสูงในการใช้เครือข่ายกดดันให้ยุบสภา แต่ถ้าหน่วยงานของรัฐดำเนินการเรื่องผู้กระทำผิดคดี “ก่อการร้าย” อย่างรวดเร็ว เอาเรื่องขึ้นสู่ศาลและลงโทษแกนนำที่ทำผิด ก็จะลดศักยภาพของแกนนำกลุ่มเสื้อแดงลง กระนั้นก็อาจมีการสร้างแกนนำรุ่น 2-3 มาชดเชยต่อ
          จากความเห็น ของนายสมบัติ เกี่ยวกับสถานการณ์ของรัฐบาลดังกล่าวน่าจะสรุปได้ว่า "อะไรที่มองว่าสงบ อาจเป็นการสงบเพียงชั่วคราว " ดังนั้น อนาคตรัฐนาวา บนเก้าอี้ดนตรี "ครม.อภิสิทธิ์ 5" จึงเป็นอะไรที่น่าจับตา เป็นอย่างยิ่ง

โดย : อิทธิพล พันธ์ธรรม
eFinanceThai.com