ใช้ชีวิตแบบรู้คุณค่า และความพอดี

ดร.สาคร สุขศรีวงศ์

ประธานกรรมการ สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ และกรรมการร้านภูฟ้า

 

ความศรัทธาในตัวหลวงพ่อวิริยังค์

หลวงพ่อท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต  ซึ่งหลายคนที่ชอบปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิก็จะรู้จักหลวงปู่มั่นเป็นอย่างดีในฐานะของพระอาจารย์ใหญ่ทางภาคอีสาน  และหลวงพ่อวิริยังค์ท่านก็เป็นศิษย์เอกด้วย  ส่วนตัวผมเองก็เคยได้มีโอกาสบวชกับลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่มั่นคือ หลวงพ่อพุทธนิโย เพราะฉะนั้นก็จะเคยได้ยินชื่อเสียงของหลวงพ่อวิริยังค์มาบ้าง  เพราะฉะนั้นเมื่อมีเพื่อนฝูงมาชวนให้ไปกราบท่านและได้รับใช้งานในพระพุทธศาสนาเราก็ยินดี  ถึงแม้ว่าจะเข้าไปในส่วนเล็กๆก็ตาม  ท่านก็เลยมอบหมายให้เราในฐานะที่เป็นฆราวาสเป็นคนจัดการดูแล  ซึ่งผมมีส่วนรวมตรงนี้ตอนที่สถาบันเปิดมาเป็นปีที่  3 ในช่วงปีแรกๆไม่ได้เข้าไป  แล้วมันก็มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารภายในเกิดขึ้น ผู้ใหญ่ที่เราเคารพ ท่านก็มาแนะนำให้เข้ามาช่วยงานตรงนี้ดู เนื่องจากเค้าเห็นว่า  เราเองก็รับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็น่าจะคุ้นเคยกับสถาบันการศึกษา  แล้วอย่างที่สองผมเป็นคนโชคดีที่มีเพื่อนฝูง และ ลูกศิษย์ลูกหามากมาย   เราก็เลยชักชวนให้มาทำงานบุญงานกุศลต่างๆ   เพราะฉะนั้นท่านก็เห็นว่าถ้าเราเข้ามาเราก็คงไม่ได้เข้ามาคนเดียวคนจะมีเพื่อนฝูงเข้ามาร่วมด้วย  อย่างที่สามเราก็รู้จักมักคุ้นกับหลวงพ่อวิริยังค์อยู่แล้ว ก็เลยเป็นเหตุผลทั้ง 3  ที่เป็นตัวจุดประกายให้เราได้เข้ามารับใช้งานสังคมอีกด้านหนึ่ง

เริ่มต้นเป็นชนาพัฒน์

สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ หรือ ซีดีชนาพัฒน์ (Chanapatana International Design Institute: CIDI) เดิมชื่อ "สถาบันชนาพัฒน์" ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2543 ตามดำริของพระเทพเจติยาจารย์ หรือ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร เจ้าอาวาสวัดธรรมมมงคล  ซ.สุขุมวิท 101 กรุงเทพ อีกทั้งยังเป็นวัดที่มีเจดีย์สูงที่สุดในประเทศไทย  และมีพระพุทธรูปหยกที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

ความตั้งใจแรกของการตั้งสถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์หรือที่เรียกสั้นๆว่า CD  ชนาพัฒน์นั้นคือหลวงพ่อท่านต้องการที่จะสร้างนักออกแบบไทยให้มีคุณภาพ มีฝีมือ  สามารถที่จะแข่งขันในระดับโลกได้ ก็เลยเกิดสถาบันนี้ขึ้นมา  แล้วถามว่าทำไมพระที่เป็นระดับผู้ใหญ่ของประเทศรูปหนึ่งถึงมาทำโครงการนี้ได้  ท่านก็บอกว่า สิ่งที่ท่านทำ ท่านไม่ได้ทำในฐานะที่ท่านเป็นสงฆ์แต่ท่านทำในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง และต้องการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น  ท่านบอกว่าได้แนวคิดมาจากเมื่อครั้งที่ท่านได้ชิ้นหยกมาชิ้นนึงจากประเทศแคนาดา  ท่านก็มาแสวงหาช่างคนไทยที่จะทำพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก  แล้วท่านก็เห็นว่าคนไทยมีความรู้ความสามารถ  มีศิลปะวัฒนธรรมที่ดี  แต่ทำไมพอมาเจองานที่เป็นระบบระเบียบ เป็นชิ้นงานที่ใหญ่ คนไทยกลับทำไม่ได้  ในที่สุดท่านก็ต้องเดินทางไปที่ประเทศอิตาลี เพื่อจะให้ช่างที่นั่นทำให้  เหตุผลที่สองก็คือ  ท่านได้เดินทางไปโรงงานแว่นตา ที่แถวรังสิต  ท่านก็เล่าให้ฟังว่า มันก็แว่นตาธรรมดา แต่พอเอาแบรนด์ติดเข้าไป สามารถขายได้ในราคาหลักหมื่นเลยทีเดียว  แต่ถ้าไม่ติดแบรนด์ ทั้งที่สินค้าเหมือนกัน กลับขายได้ในราคาแค่พันเดียวเท่านั้นเอง  แต่เรื่องที่ สามที่สำคัญที่สุดคือ  หลังยุคที่เศรษฐกิจไทยประสบภาวะวิกฤตฟองสบู่แตกปี  40 นั้น เราซึ่งเป็นคนไทยคนหนึ่งควรจะมีหน้าที่ช่วยกันในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้น  ท่านก็มองว่าสิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้ก็คือ การทำให้สินค้าของไทยมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น  แล้วการที่จะทำให้สินค้าไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ก็คือ  เราต้องสร้างแบรนด์สินค้าขึ้นมา  ซึ่งการออกแบบแล้วก็ดีไซด์เนี้ยก็เป็นส่วนนึงในการสร้างมูลค่าเพิ่มดังกล่าว  เพราะฉะนั้นก็เลยเป็นเหตุผลหลักๆที่ท่านคิดที่จะสร้างสถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ขึ้นมา 

หลากหลายที่มา หลายหลายอาชีพ

นักเรียนที่เข้ามาเรียนในสถาบันของเราจะมีหลากหลาย ตั้งแต่อายุ  16  จนถึงอายุ  60 เลยก็ยังมี  ความกว้างของช่วงอายุคนที่เข้ามาเรียนจะค่อนข้างกว้างมาก  ส่วนวุฒิการศึกษาที่เราเริ่มรับนั้น ตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 6  เป็นต้นไปก็เข้ามาเรียนได้  แต่ส่วนใหญ่แล้วคนที่เข้ามาเรียนนั้น จะจบการศึกษาปริญญาตรีมาแล้วแทบทั้งนั้น   ประมาณ   80 %  ส่วนอีก  10  %  ก็จะเรียนจบปริญญาโท มีทั้งที่เรียนจบจากในประเทศ แล้วก็ต่างประเทศด้วย คละๆกันไป

                นักเรียนที่เข้ามาเรียนกับเรานั้น แทบจะทั้งหมดเลยก็ว่าได้ ที่พอเรียนจบออกไป ก็จะออกไปเปิดธุรกิจเป็นของตัวเอง  บางคนเรียนยังไม่จบหลักสูตร ก็ออกไปทำธุรกิจเกี่ยวกับการออกแบบแล้ว  ซึ่งเราก็สนับสนุนเต็มที่

หลักสูตรที่เปิดสอน

มีอยู่ 2 หลักสูตรคือ   1)หลักสูตรการออกแบบแฟชั่น 2)การออกแบบตกแต่งภายในและการออกแบบผลิตภัณฑ์  การเรียนการสอนใช้หลักสูตร 2 ปี  ทั้งหมด 4 ภาคการศึกษา   โดยสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เนื่องจากว่าผู้สอนเป็นอาจารย์ที่เราจ้างมาจากประเทศอิตาลีทั้งหมด  ถือได้ว่าเป็นหลักสูตรแรกๆที่มาเปิดในเมืองไทย และมีความน่าสนใจค่อนข้างมาก   และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ค่าเล่าเรียนถูกมาก ถ้าเป็นที่อื่นราคาจะสูงกว่าเรา 3-4 เท่าเลยทีเดียว  เนื่องจากเราได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิหลวงพ่อวิริยังค์ด้วย   ตั้งแต่เปิดดำเนินการมาใช้เงินไปกว่า  50 ล้านบาทแล้ว  แต่หลวงพ่อท่านก็บอกว่า เราต้องมองในระยะยาวจะเป็นประโยชน์อย่างมาก   อย่างน้อยถ้าเราสร้างนักออกแบบที่มีชื่อเสียงระดับโลกขึ้นมาได้เพียงแค่คนเดียว  ก็บอกว่าสามารถหาเงินเข้าประเทศได้เป็นแสนล้านแล้ว  เพราะฉะนั้นคุ้มค่ามากๆ นักเรียนที่เข้ามาเรียน นอกจากจะได้รับความรู้เรื่องการออกแบบไปประกอบวิชาชีพ ให้ผลิดอกออกผลแล้ว ยังได้ฝึกการใช้ภาษาไปในตัวด้วย  สำหรับคนที่สนใจในเรื่องของการออกแบบ และมีพลังข้างในที่พร้อมจะโชว์ศักยภาพความสามารถของคนไทยให้ทั่วโลกได้รู้ สามารถโทรไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-741-3717-8 หรือไม่สะดวกก็เข้าไปค้นหาข้อมูลที่  www.chanapatana.com

 

                                     

ร้านภูฟ้า อีกหนึ่งโครงการที่ได้มีส่วนร่วม

                ร้านภูฟ้า เป็นอีกหนึ่งโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระเทพฯ ซึ่งจะให้การสนับสนุนและส่งเสริมอาชีพให้กับราษฎรในถิ่นทุรกันดาร  นอกจากจะส่งเสริมให้เกิดอาชีพแล้ว  ยังทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ชาวบ้านทำ ให้เข้ามาขายในเมืองให้ได้  โดยเริ่มแรกเราเปิดที่สยามดิสคัพเวอรี่  ณ ปัจจุบันก็แตกกิ่งก้านสาขาออกไป จนปัจจุบันมีถึง  สาขา โดยสาขาล่าสุดที่กำลังจะเปิดคือ ที่ซอยวัชรพล ถ.รามอินทรา เราเรียกว่า เพลตินัมเพลส  และเริ่มเปิดให้บริการแล้ว บนพื้นที่กว่า  200 ตารางเมตร  ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่มาก  ผมเองก็ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการของมูลนิธิภูฟ้าด้วย  นอกจากนั้นเราก็จะช่วยงานหลายๆอย่างของมูลนิธิ ที่เราสามารถทำได้  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน  การเงิน การบัญชี  การตลาด ตลอดจนการจัดกิจกรรมพิเศษต่างๆ  แต่ก็โชคดีที่คณะกรรมการท่านอื่นๆ ก็มีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์สูง เพราะลำพังผมคนเดียวคงทำทั้งหมดไม่ได้

รักษาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

                สินค้าที่นำมาจำหน่ายนั้นมีหลายอย่างมาก  ส่วนใหญ่แล้วก็จะเอามาจากโครงการส่งเสริมอาชีพตามจังหวัดต่างๆ อย่างเช่น ที่จังหวัดน่าน เค้าจะทำผ้ากะเหรี่ยงออกมาในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นผ้าปูโต๊ะ , เสื้อ ,ผ้าพันคอ  หลากหลายรูปแบบ  จะเห็นได้ว่าในร้านจะมีสินค้าใหม่เข้ามาวางขายอยู่เป็นประจำ แต่ต้องบอกว่าสินค้าของเราเป็นสินค้าที่มาจากชนบทจริงๆ  เช่นที่  จ. น่าน เวลาจะเอาสินค้ามาขายนั้น ก็จะต้องเอาใส่เกวียนเข็นกันลงมาจากภูเขา   กว่าจะเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ก็ใช้ระยะเวลายาวนานพอสมควร

                เราไม่ใช่เพียงแต่รับสินค้ามาขายอย่างเดียว แต่เราจะดูความต้องการของลูกค้าด้วยว่าอยากได้แบบไหน เราก็จะส่งไปให้ชาวบ้านทำ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเค้าอีกทางด้วย และก็เป็นการให้ข้อมูลย้อนกลับไปว่าตอนนี้คนในเมืองเค้ากำลังนิยมใช้สินค้าแบบไหน  แต่ก็ต้องเรียนว่า  ความห่างไกลและสภาพแวดล้อมของชาวบ้าน การจะผลิตสินค้าออกมาซักชิ้น มันไม่ได้ทำเสร็จแค่เพียงข้ามคืนเดียว  ต้องค่อยเป็นค่อยไป  แล้วเราก็จะคำนึงถึงความเหมาะสม  จะไม่เข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน  จนกระทั่งสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ของเค้าไป แต่เราก็จะใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ขึ้นมา 

คำขวัญของร้านภูฟ้า

                ร้านภูฟ้าจะมีคำขวัญคือ จากภูมิปัญญาแผ่นดิน สู่การทำกินที่พอเพียง เพราะฉะนั้นเราต้องเอาภูมิปัญญาของชาวบ้านมาก่อให้เกิดผลให้ได้ แต่จะเป็นการทำกินที่พอเพียง จะไม่ให้เกิดเป็นสังคมอุตสาหกรรมในชนบท  แต่เราจะทำให้เป็นสังคมที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง  สังคมอยู่ดีกินดี โดยที่เค้าก็ยังสามารถใช้ชีวิตในชนบทได้อย่างมีความสุข 

มเด็จพระเทพฯทรงมอบลายภาพวาดฝีพระหัตถ์ สร้างรายได้ให้เกิดแก่ราษฎร

                สินค้าตัวใหม่ของร้านภูฟ้า ที่เรากำลังจะวางขายนั้น เราได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพ ฯ พระองค์ได้พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ อย่างเช่น ปีนี้เป็นปีกุน ก็จะเอารูปหมูที่พระองค์ทรงวาดเอง มาทำเป็นสินค้าให้เกิดความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นดินสอ  สมุดฉีก  กระเป๋า  ผ้าพันคอ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งก็จะมีรูปหมูทั้งหมด

                ส่วนสินค้าใหม่ที่ทางมูลนิธิฯ กำลังจะออกวางขายนั้น  ก็จะเป็นเสื้อสีชมพู ซึ่งได้มีการอัญเชิญลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพฯ ตอนที่ท่านถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา พระองค์ท่านก็จะเขียนว่า  80  พรรษาพระชนมายั่งยืน และลายพระนามของพระองค์ท่านกำกับเอาไว้ด้วย   เหตุผลที่ทำเสื้อสีชมพูขึ้นมาก็เพราะ ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่า  ที่ตราสัญลักษณ์80พรรษา ตรงเส้นขอบจะประดับด้วยแพรสีชมพู  อีกทั้งยังเป็นสีเดียวกับที่ประดับอยู่ตรงตราสัญลักษณ์ด้วย ซึ่งเราทำออกมาจำหน่ายเพียงแค่หนึ่งหมื่นตัวเท่านั้นเอง เพราะเราถือว่าเป็นการซื้อเพื่อให้คนที่ชอบสะสม เราถึงไม่ได้ทำออกมาในเป็นปริมาณที่มาก 

รักการเป็นครู

                มีคนเคยบอกว่า พอเราโตขึ้นก็จะมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น แต่ผมอาจจะโชคดี ที่ผมมีความสุขในการทำงาน  ก็เลยไม่เคยคิดว่าทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเราแต่ละวันมันคือภาระที่เราต้องรับผิดชอบ แต่เรากลับรู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำมากกว่า  แต่สิ่งที่ผมรู้สึกสนุกแล้วก็มีความสุขที่สุดก็คือการสอนหนังสือ ถึงแม้ว่ามันจะต้องใช้เวลาเยอะก็ตาม แต่เราก็ยังรู้สึกว่ามันคือตัวเรามากที่สุด มันเป็นอะไรที่ทำแล้วมีความสุข

              จุดเริ่มต้นการเป็นอาจารย์ก็คือ ตั้งแต่เรียนจบ  คณะบัญชี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฯ  ก็มีอาจารย์ติดต่อมาว่าสนใจอยากเป็นอาจารย์มั้ย ในตอนแรกก็คิดว่าอาจารย์ท่านพูดเล่น  เราก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก  เพราะว่าตอนนั้นยังเรียนไม่จบ แต่พอเรียนจบก็มีอาจารย์ที่ติดต่อพูดคุยกันบ่อยๆ ท่านก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ก็เลยตัดสินใจลองทำดู ซึ่งก็รู้สึกว่ามันคือ สิ่งที่เราชอบจริงๆ  

              จำได้ว่าคือ  ชั่วโมงแรกที่เข้าสอน อาจารย์ท่านบอกว่า  อาการแรกเลยที่จะเป็นคือ  มือสั่น  ต่อมาคือ จะต้องสอนเร็ว  และเนื้อหาที่เตรียมมาก็จะผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก  แต่สำหรับตัวเองไม่มีอาการอย่างนั้นเลย เนื่องจากเราได้เตรียมข้อมูลมาอย่างดีแล้ว เราก็เลยไม่รู้สึกประหม่า แค่เราถ่ายทอดในสิ่งที่เราเตรียมมาก็น่าจะพอแล้ว

หลักที่ทำให้ชีวิตมีความสุข

                สิ่งที่ผมยึดอยู่เสมอคือ หลักคำสอนในพระพุทธศาสนา  ซึ่งถ้าเราได้ศึกษาเราก็จะรู้ว่าคำสอนในพุทธศาสนาครอบคลุมหมดทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต เช่น  เวลาที่เราทำธุรกิจแล้วต้องการตัดสินใจอะไรสักอย่างหนึ่งผมก็จะยึดหลักพระพุทธศาสนาเลย  เค้าบอกว่าเวลาเราทำอะไรเราต้องไม่ประกอบไปด้วย อคติ4 อย่างคือ   ไม่รัก ไม่เกลียด ไม่กลัวและไม่หลง

                อีกทั้งการที่ได้ใกล้ชิดกับหลวงพ่อวิริยังค์ ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงหลักคำสอนของท่านว่า คำสอนด้วยวาจาเป็นอะไรที่ท่านสอนเป็นประจำอยู่แล้ว   แต่สิ่งที่ท่านเน้นจริงๆ จะเป็นเรื่องของการนั่งสมาธิ  ท่านบอกวัตถุประสงค์จริงๆของการทำสมาธิคือ การพัฒนาพลังจิต  คนที่มีพลังจิตที่เกิดจากการพัฒนาก็จะสามารถควบคุมจิตใจตัวเองได้ และเมื่อเราควบคุมจิตใจตัวเองได้เราก็จะไม่ทำในสิ่งที่เป็นโทษกับตัวเองและกับผู้อื่น  ในขณะเดียวกันเมื่อเรามีพลังจิตเพียงพอเราก็จะสามารถนำพลังจิตนั้นมาผลักดันให้เกิดปัญญา  เรียกว่าสมาธิเสริมปัญญา  ปัญญาก็เสริมสมาธิ 

ผลิตผลที่ทุ่มเทให้เป็นแหล่งความรู้

                 ตลอดระยะเวลาการเป็นอาจารย์นั้น ผมจะถนัดสอนวิชาด้านการจัดการ มาเป็นระยะเวลากว่า 15 ปี ทางอาจารย์ที่จุฬาฯ ก็ชักชวนให้เขียนหนังสือ  เราก็คิดว่าจากความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่ก็เหมาะสมที่จะถ่ายทอดลงหนังสือ  จนเมื่อปลายปีที่แล้วผมก็เลยได้เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มนึง เป็นตำราเรียน เกี่ยวกับการจัดการ ชื่อว่า “การจัดการ : จากมุมมองนักบริหาร หรือ MANAGEMENT from the Executive’s Viewpoint  ซึ่งปัจจุบันได้นำมาใช้เป็นหลักสูตรในการเรียนการสอนของระดับปริญญาตรีและปริญญาโทด้วย ซึ่งสามารถหาซื้อได้ที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ  และที่สำคัญที่สุดคือ การที่ทำหนังสือออกมาไม่ได้ทำเพื่อหวังผลกำไร  ผมขาดทุนเล่มละ 100 บาท  แต่ว่าก็ไม่ได้คิดอะไร  เพราะเรามีความตั้งใจอยากจะทำให้ต้นทุนการศึกษาของการศึกษาไทยถูกลง  ตอนนี้ก็ตีพิมพ์เป็นครั้งที่ แล้วในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน 

                 ส่วนแรงบันดาลใจก็ต้องบอกว่า เคยคิดว่าจะเลิกสอนวิชานี้ เพราะสอนมานานกว่า 15 ปี  ก็มีอาจารย์หลายท่านที่บอกว่า ถ้าคุณคิดว่าจะไม่สอนวิชานี้แล้ว  แต่มันเป็นวิชาที่คุณสอนมานาน แล้วนิสิตก็ชอบวิธีการสอนของเรา  น่าจะเขียนเอาไว้  ถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือซึ่งมันจะอยู่ได้ตลอดไป 

 

        ได้เห็นถึงความทุ่มเท และศักยภาพของดร.สาครแล้ว เราในฐานะคนไทยคนหนึ่งคงจะไม่หยุดนิ่งในการทำความดีคนละเล็กคนละน้อย เพื่อชาติบ้านเมืองของเรานะค่ะ

 

 

Jurarat  Charoenpakdee

Contact  Us  :   jurarat@efinancethai.com