IPO Corner

8 เรื่องน่ารู้ หุ้นบรรจุภัณฑ์ "บมจ.สตาร์เฟล็กซ์” (SFLEX)

8  เรื่องน่ารู้ หุ้นบรรจุภัณฑ์

 

     บมจ.สตาร์เฟล็กซ์ หรือ SFLEX ด้วยประสบการณ์ของผู้ถือหุ้นหลัก ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจมากว่า 32 ปี และศักยภาพการเติบโตของบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนชั้นนำในประเทศไทย

     SFLEX กำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 19 ธันวาคม 2562 โดยมีเป้าหมายในการเป็นผู้นำในธุรกิจ Flexible Packaging ในกลุ่มประเทศ CLMV

     สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้สรุปข้อมูลที่สำคัญของบริษัทฯ น้องใหม่จากไฟลิ่ง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของนักลงทุน


1. ก่อตั้งโดย “ปรินทร์ธรณ์ อภิธนาศรีวงศ์ ”

     บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ “SFLEX” โดยมี “ปรินทร์ธรณ์ อภิธนาศรีวงศ์” เป็นผู้ถือหุ้นหลัก มีประสบการณ์คร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจบรรจุภัณฑ์ มายาวนานกว่า 32 ปี จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2546 เพื่อประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า (Made to Order)

     โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ประเภทม้วน (Roll Form) และบรรจุภัณฑ์ประเภทซอง (Pre Form Pouch) รูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Stand-up Pouch, 3-Sided Seal Pouch, Center Seal Pouch และ 4-Sided Seal Pouch

 

2. ประกอบธุรกิจบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Flexible Packaging)

     SFLEX เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนชั้นนำในประเทศ มีลูกค้าหลักเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย โฮลดิ้งส์ จำกัด, บริษัท นีโอแฟคทอรี่ จำกัด, บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ไอ.พี. แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เป็นต้น ซึ่งผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำเหล่านี้ มีกระบวนการในการคัดเลือกผู้จัดจำหน่าย (Supplier) ที่มีมาตรฐานสูง การที่บริษัทฯ สามารถเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าดังกล่าวได้ จึงถือว่าเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทฯ อย่างมาก รวมทั้ง แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานของสินค้าของบริษัทเป็นที่ยอมรับจากคู่ค้าระดับสากล

 

3. ถือหุ้นใหญ่โดย "ปรินทร์ธรณ์ อภิธนาศรีวงศ์”

     บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จํากัด (มหาชน) หรือ SFLEX มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรก ได้แก่

 

4. รายได้เติบโตต่อเนื่องทุกปี

     สำหรับผลประกอบการของบริษัทฯ ในปี 2559 - 2561 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,181.01 ล้านบาท, 1,353.33 ล้านบาท และ 1,374.25 ล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 33.29 ล้านบาท, 146.63 ล้านบาท และ 136.11 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2562 บริษัทฯ มีรายได้รวมจำนวน 943.22 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจำนวน 46.42 ล้านบาท

     โดย SFLEX มีจุดแข็ง คือ บริษัทฯ มีการทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดในการพัฒนาและออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้ยอดขายที่ผ่านมาของบริษัทฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายฐานลูกค้า ทั้งในส่วนของบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภค และขยายตลาดไปยังกลุ่มบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าบริโภคมากขึ้น โดยสัดส่วนยอดขายจากบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 15.23% ในปี 2561 เป็น 20.18% ในงวด 9 เดือนแรกปี 2562

 

5. วัตถุประสงค์การใช้เงิน

     บริษัทฯ มีวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งนี้ ประมาณ 426.80 ล้านบาท ไปใช้ดังต่อไปนี้

 

6. กลยุทธ์การเติบโต และศักยภาพในการแข่งขัน

     SFLEX มีเป้าหมายที่ต้องการเป็นผู้นำทางด้านบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) ทั้งในประเทศไทย และประเทศในกลุ่ม CLMV โดยมีกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่สำคัญ คือ การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (Business Partnership) กับลูกค้าในระยะยาว นอกเหนือจากการซื้อขายสินค้าระหว่างกันแล้ว บริษัทยังร่วมกับลูกค้าในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เพื่อตอบสนองต่อโจทย์ความต้องการของลูกค้า และสถานการณ์ทางการตลาดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมถึง การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) โดยการนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทฯ ยังพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาด Flexible Packaging ที่หันมาใช้วัตถุดิบรีไซเคิล และการใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เพื่อให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัทฯ ได้มีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนาวัตถุดิบให้สามารถรองรับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกให้สอดคล้องกับกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 

7. ราคาไอพีโอหุ้นละ 3.88 บาท อิง P/E 24.52 เท่า

     บริษัทฯ เสนอขายหุ้นไอพีโอ 110 ล้านหุ้น คิดเป็น 26.83% ของหุ้นสามัญทั้งหมด ภายหลังการเสนอขายในราคาหุ้นละ 3.88 บาท รวมมูลค่าเสนอขาย 426.80 ล้านบาท การกำหนดราคาเสนอขาย ได้ประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ที่ราคา 3.88 บาท คิดเป็น P/E 24.52 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้น จากผลการดำเนินงานในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา (ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2561 - วันที่ 30 ก.ย.2562)

     บล.ฟินันเซีย ไซรัส เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย โดยมีผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 8 แห่ง ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ ไอ วี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

 

8. นโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ

     บริษัทฯ จะจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้ และหลังหักสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามกฎหมายกำหนด โดยการพิจารณาจากงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัท







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh