IPO Corner

8 เรื่องน่ารู้ หุ้นไอพีโอน้องใหม่ บมจ.ชโย กรุ๊ป " CHAYO "

8 เรื่องน่ารู้ หุ้นไอพีโอน้องใหม่ บมจ.ชโย กรุ๊ป

          หุ้นไอพีโอน้องใหม่ที่จะเดินหน้าลงสนามเทรดใน mai วันที่ 22 มีนาคม 2561 นี้ คือ บมจ.ชโย กรุ๊ป หรือ " CHAYO " สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย รวบรวม 8 เรื่องที่น่าสนใจจากข้อมูลในไฟลิ่ง ดังนี้

 

1. ธุรกิจของ CHAYO

          บริษัท ชโย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CHAYO และบริษัทย่อย ซึ่งประกอบด้วย บริษัท บริหารสินทรัพย์ ชโย จำกัด (Chayo AMC) และ บริษัท ชโย คอลเซ็นเตอร์ จำกัด (Chayo Call Center) ดำเนินธุรกิจหลักในการลงทุนและบริหารหนี้ด้อยคุณ ทั้งมีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน ซึ่งรวมถึงการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้วย โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจเจรจาติดตามทวงถามและเร่งรัดหนี้มาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี โดยธุรกิจของกลุ่มบริษัทสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ประกอบด้วย

          1. ธุรกิจลงทุนและบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ 

          2. ธุรกิจเจรจาติดตามทวงถามและเร่งรัดหนี้

          3. ธุรกิจศูนย์ให้บริการข้อมูลลูกค้า (Call Center) โดยมีบริษัทย่อย 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท บริหารสินทรัพย์ ชโย จำกัด (Chayo AMC) และ บริษัท ชโย คอลเซ็นเตอร์ จำกัด (Chayo Call Center)

 

2. จุดเด่นของ CHAYO ที่แตกต่างจากคู่แข่งคืออะไร

          บริษัทฯ มีประสบการณ์ในธุรกิจให้บริการเจรจาติดตามทวงถามและเร่งรัดหนี้กว่า 20 ปี โดยบริษัทดำเนินงานอย่างมืออาชีพ มีมาตรฐาน ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และสามารถรักษาชื่อเสียงของผู้ว่าจ้างได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ สามารถจัดเก็บหนี้ได้ตามเป้าหมาย หรืออยู่ในระดับที่ผู้ว่าจ้างพึงพอใจ ส่งผลให้บริษัทฯ ได้รับมอบหมายงานจากผู้ว่าจ้างอย่างต่อเนื่อง

          บริษัทฯ ได้นำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการข้อมูล เพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยง โดยกำหนดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของลูกหนี้แต่ละราย ซึ่งพนักงานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องไม่มีสิทธิหรือสามารถทำการบันทึกข้อมูลออกไปข้างนอกได้

          บริษัทฯ มีการประเมินผลการติดตามหนี้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ และกำหนดนโยบายสำหรับการกระตุ้นการชำระหนี้ของลูกหนี้ อาทิเช่น นโยบายส่วนลดในการชำระหนี้ตามเทศกาลหรือวันสำคัญต่างๆ และการส่งเสริมการขาย (Promotion)

 

3. กลุ่มผู้ถือหุ้น

          ผู้ถือหุ้นใหญ่ 4 อันดับแรก มีตระกูลยศะสินธุ์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 94.98 และภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO สัดส่วนการถือหุ้นลดลงเหลือร้อยละ 71.24, นายสมยศ มั่นนิธิวรกุล ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 2.72 และลดเหลือ 2.04, ตระกูลอินาลา ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 1.13 ลดเหลือ 0.85 และนายกิตติ ตั้งศีรวงศ์ ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 0.85 ลดลงเหลือ 0.64 ภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้

 

4. วัตถุประสงค์การใช้เงินจากการขายไอพีโอ

          เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ จำนวน 403.2 ล้านบาท บริษัทฯ จะนำไปใช้ประมูลซื้อกองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ทั้งประเภทที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกันประมาณ 248 - 306 ล้านบาท และนำไปจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงินประมาณ 57 - 96 ล้านบาท ส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานประมาณ 19 - 38 ล้านบาท ซึ่งระยะเวลาในการใช้เงินอยู่ภายในปี 2561

 

5. กำไรเติบโตต่อเนื่องช่วง 3 ปีย้อนหลัง

          ผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2557- 2559) บริษัทฯ มีรายได้จากการดำเนินงานทั้งสิ้น 53.90 ล้านบาท 141.23 ล้านบาท และ 197.14 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 162.01 ในปี 2558 และร้อยละ 39.58 ในปี 2559 ล่าสุดงวดปี 2560 บริษัทฯ มีรายได้รวม 206.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% จากปี 2559 ที่มีรายได้รวม 197.86 ล้านบาท เนื่องจากรายได้ในธุรกิจเจรจาและติดตามทางถามหนี้ และธุรกิจศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า (Call Center) ที่เติบโตขึ้น

          ขณะที่กำไรสุทธิย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2557 - 2559 อยู่ที่ 18.81 ล้านบาท 68.94 ล้านบาท 70.89 ล้านบาท ล่าสุดกำไรสุทธิจากการดำเนินงานในงวดปี 2560 อยู่ที่ 58.24 ล้านบาท ตามลำดับ และมีอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2557 – 2559 อยู่ในระดับสูงที่ร้อยละ 61.81 ร้อยละ 72.90 และร้อยละ 68.75 ตามลำดับ และในปี 2560 บริษัทฯ มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 64 กำไรสุทธิปี 2560 ลดลงจากปี 2559 เนื่องจากบริษัทฯ มีต้นทุนในการให้บริการที่สูงขึ้นจากค่าใช้จ่ายทางกฏหมาย และคอมมิชชั่นที่ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มสูงขึ้น จากการฟอร์มทีมผู้บริหารมืออาชีพสำหรับเตรียมพร้อมขยายตลาด และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่เพิ่มสูงขึ้นในปี 2560 รวมทั้ง มีค่าใช้จ่ายสำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ซึ่งหลังจากเข้ามาระดมทุนได้ตามแผนที่กำหนดไว้ เชื่อว่า จะสนับสนุนให้บริษัทฯ สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแรงและต่อเนื่อง สามารถสร้างกำไรที่ดีได้ในปี 61

 

6. คู่แข่งทางธุรกิจ

          ทั้งนี้ แม้ว่าจำนวนบริษัทบริหารสินทรัพย์จะมีจำนวนถึง 46 บริษัท ในปี 2560 อย่างไรก็ตาม บริษัทบริหารสินทรัพย์ส่วนใหญ่นั้นเป็นนิติบุคคลที่มีสถานะไม่ทำการ (Inactive) โดยหากไม่รวมบริษัทประเภทดังกล่าว บริษัทบริหารสินทรัพย์ในเครือของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ (ได้แก่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (“BAM”) และบริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด (“SAM”) จะเหลือบริษัทที่มีแนวโน้มเป็นคู่แข่งกับ Chayo AMC เพียง 7 แห่งเท่านั้น โดยคู่แข่งที่มีลักษณะการดำเนินธุรกิจใกล้เคียงกับบริษัทมากที่สุดได้แก่ บริษัทบริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (“JMT”) เนื่องจากศักยภาพและแหล่งเงินทุนของ BAM และ SAM แตกต่างจาก Chayo AMC ค่อนข้างมาก รวมถึง เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐบาล ประกอบกับสถาบันการเงินมักจะไม่นิยมขายกองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพหรือลูกหนี้ให้กับสถาบันการเงินที่เป็นคู่แข่ง ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่คาดว่าเป็นคู่แข่งของ Chayo AMC บริษัทนั้นมีข้อได้เปรียบในแง่ของความพร้อมของบุคลากร ระบบฐานข้อมูลและการทำงานที่มีมาตรฐาน รวมไปถึงมีประสบการณ์ ผลงาน และชื่อเสียงในธุรกิจที่เกี่ยวข้องตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันกว่า 20 ปี

          ปัจจุบัน CHAYO มีพอร์ตมูลค่าหนี้ใหญ่เป็นอันดับ 2 รวมพอร์ตมูลค่าหนี้ทั้งหมด สองหมื่นกว่าล้านบาท สำหรับพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพภายใต้การบริหารของบริษัทฯ มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยมูลหนี้ก่อนหักหลักประกันในช่วง 3 ปีย้อนหลัง ในปี 2557 – 2559 มีจำนวนประมาณ 20,330 ล้านบาท 25,930 ล้านบาท และ 26,680 ล้านบาทตามลำดับ ส่วนในงวดปี 2560 มีมูลหนี้รวมประมาณ 29,135.75 ล้านบาท

          ภายหลังเข้าจดทะเบียนในตลาด เอ็ม เอ ไอ จะทำให้บริษัทฯ เพิ่มขีดความสามารถ และมีศักยภาพในการลงทุน ซึ่งจะช่วยให้มูลค่าหนี้ในพอร์ตรวมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีการดำเนินธุรกิจอื่นทีมีความหลากหลาย ทั้งธุรกิจเจรจาติดตามทวงถามและเร่งรัดหนี้ และธุรกิจศูนย์ให้บริการข้อมูลลูกค้าอีกด้วย

 

7. ราคาไอพีโอหุ้นละ 2.88 บาท อิง P/E 27.69 เท่า

          CHAYO เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกจำนวน 140 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็น 25% ของหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้

          บริษัท ชโย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 140 ล้านหุ้น ที่ราคาไอพีโอหุ้นละ 2.88 บาท คิดเป็นมูลค่าเสนอขาย  403.2 ล้านบาท คิดเป็น P/E ที่ 27.69 เท่า โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) (AECS)  เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย  โดยมีผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 6 แห่ง ประกอบด้วย

  - บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)           - บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด               

  - บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด                             - บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

  - บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จํากัด       - บริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ จํากัด (มหาชน)

เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 22 มีนาคม 2561 ในกลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงิน โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า  “ CHAYO ”

 

8. ความเสี่ยง

          บริษัทประมูลซื้อกองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกันจากสถาบันการเงิน และสถาบันการเงินอื่นมาบริหารการจัดการ โดยการรับโอนสิทธิการเรียกร้อง ติดตามและทวงถามหนี้ และฟ้องร้องบังคับคดี ดังนั้น บริษัทฯ จึงมีความเสี่ยง ดังนี้

            - ความเสี่ยงจากการประมูลซื้อกองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในราคาที่ไม่เหมาะสมหรือสูงเกินไป

            - ความเสี่ยงจากการจัดเก็บหนี้ที่จัดเก็บได้จริงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้การลงทุนดังกล่าวไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนหรือประสบผลขาดทุน

            - ความเสี่ยงของการบริหารหนี้ไม่มีหลักประกันที่อาจจะไม่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนคืน

            - ความเสี่ยงจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมหรือความเสี่ยงจากการที่บริษัทฯ ไม่สามารถประมูลกองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพใหม่

            - ความเสี่ยงจากความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้จากกองสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ

            - ความเสี่ยงจากต้นทุนการประมูลที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากจำนวนคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้นในอุตสาหกรรม

            - ความเสี่ยงในการขาดแคลนบุคลากร เนื่องจากสถานการณ์แรงงานในปัจจุบันมีการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับมีผู้ประกอบการได้หันมาทำธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีความเสี่ยงที่จะมีบุคลากรไม่เพียงพอต่อปริมาณงานเจรจาติดตามและทวงถามหนี้สินที่ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าจ้าง

 

ต้องติดตามกันต่อว่าในวันที่ 22 มีนาคม 2561 หุ้น " CHAYO " เข้าเทรดใน mai เป็นวันแรกจะสดใส คึกคัก สร้างผลตอบแทนที่ดีต่อนักลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน

 

 ***คำเตือน : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh