IPO Corner

| 15 ธันวาคม 2559

AU เข้า mai ลุยขยายสาขาร้าน "อาฟเตอร์ ยู"

นาย แม่ทัพ ต.สุวรรณ 
กรรมการผู้จัดการ
บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ AU


"อาฟเตอร์ ยู" เข้า mai ลุยขยายสาขาร้านขนมหวาน เคาะราคา 4.50 บาทต่อหุ้น เปิดให้จองซื้อหุ้นจำนวนไม่เกิน 165 ล้านหุ้น คาดเทรด 23 ธ.ค. 59 พร้อมเผยวันแรกที่ลงกระดานกลุ่มผู้ถือหุ้นจะเท 52.5 ล้านหุ้นให้นักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจงในราคา IPO เพื่อเพิ่มสภาพคล่องของหุ้นในกระดาน ขณะที่เงินระดมทุนนำไปใช้หนี้ 600 ล้านบาท และตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรสุทธิ ให้อยู่ที่ 17%

**รู้จัก "AU"
บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือชื่อย่อหลักทรัพย์ว่า AU เริ่มต้นจดทะเบียนก่อตั้งขึ้นในปี 2548 เพื่อประกอบธุรกิจร้านอาหารทะเลในช่วงเริ่มต้น และในปี 2549 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจ โดยเปิดร้านขนมหวาน ภายใต้ชื่อ “อาฟเตอร์ ยู” เพื่อจำหน่ายของหวานที่ทำสดเสิร์ฟคู่กับไอศกรีม ซึ่งเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างจากร้านขนมหวานทั่วไปในเวลานั้น จากการบอกต่อแบบปากต่อปาก (Word of Mouth) และผ่านทางสังคมออนไลน์ (Social Network) ทำให้อาฟเตอร์ ยู ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและได้รับผลตอบรับอย่างแพร่หลายจากลูกค้าเป็นจำนวนมากภายในช่วงเวลาเพียง 2 เดือนหลังจากที่เปิดร้าน ด้วยแนวคิดของร้านที่ดูสบาย เป็นกันเองและสามารถเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายอายุตั้งแต่เด็กนักเรียนจนถึงผู้สูงอายุ
ปัจจุบัน บริษัทฯ ประกอบธุรกิจจำหน่ายขนมหวาน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ร้านขนมหวาน และบริการจัดงานนอกสถานที่และการรับจ้างผลิต และมีบริษัทย่อย 1 บริษัท คือ บริษัท ออรั่ม แอนด์ ออรั่ม จำกัด ดำเนินธุรกิจซื้อขาย นำเข้าวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการผลิต โดยมีรายละเอียดธุรกิจของบริษัทฯ ดังนี้
1. ธุรกิจร้านขนมหวาน
1.1 ร้านอาฟเตอร์ ยู
บริษัทฯ ประกอบธุรกิจร้านขนมหวาน ภายใต้เครื่องหมายการค้า อาฟเตอร์ ยู โดยเปิดให้บริการสาขาแรกที่เจ อเวนิว ซอยทองหล่อ 13 ในปี 2551 ภายใต้แนวคิดของร้านที่ดูสบายเป็นกันเอง บรรยากาศอบอุ่นเหมือนอยู่กับครอบครัว ทำให้กลุ่มผู้บริโภค มีหลากหลายอายุตั้งแต่เด็กนักเรียนไปจนถึงผู้สูงอายุ ร้านอาฟเตอร์ ยูให้บริการผลิตภัณฑ์ที่เป็นของหวานและเครื่องดื่มรวมกว่า 100 รายการ แบ่งเป็นประเภทหลักๆ ดังนี้
– ของหวาน ประกอบด้วย ของหวานปรุงสดเสิร์ฟร้อนคู่กับไอศกรีม โดยมีเมนูหลักที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากลูกค้า เช่น สินค้ากลุ่ม ฮันนี่โทส ช็อคโกแลตลาวา น้ำแข็งไสคากิโกริ เมนูอาหารเช้าที่ทำจากแพนเค้ก เค้ก ไอศกรีม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีคุกกี้และขนมบรรจุห่อพลาสติกเพื่อวางจำหน่ายสำหรับการซื้อกลับบ้านหรือเป็นของฝาก
– เครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ ช็อคโกแลต น้ำผลไม้ปั่น เป็นต้น
– ของที่ระลึก เช่น เสื้อ สมุด อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการทำขนม แก้วน้ำ เป็นต้น
โดย จำนวนสาขาร้านขนมหวาน อาฟเตอร์ ยู ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 มีจำนวนทั้งสิ้น 18 สาขา
1.2 ร้านเมโกริ
ตามที่ เมนูน้ำแข็งไส คากิโกริ ที่ให้บริการในร้าน อาฟเตอร์ ยู ได้รับความนิยมและผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก จนได้รับการบรรจุเป็นเมนูหลักของร้าน บริษัทฯ จึงเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจในการขยายสายผลิตภัณฑ์และฐานผู้บริโภค จึงเปิดให้บริการร้านน้ำแข็งไสภายใต้ชื่อ “เมโกริ” สาขาแรกที่คอมมูนิตี้มอลล์เดอะคอมมอนส์ในปี 2559 ซึ่งร้านน้ำแข็งไสนี้มีแนวการตกแต่งร้านที่ให้บรรยากาศแบบสบายเป็นกันเอง ทำให้ผู้บริโภครู้สึกผ่อนคลายเสมือนอยู่บ้าน ด้วยแนวคิดของร้านน้ำแข็งไสที่เป็นของหวานคู่กับเขตเมืองร้อนของประเทศไทย กลุ่มผู้บริโภคจึงมีความหลากหลายไม่ใช่เพียงแค่กลุ่ม นักเรียน นักศึกษา คนทำงาน เท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงกลุ่มแม่บ้าน และผู้สูงอายุ โดย ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2559 มีจำนวน 2 สาขาตั้งอยู่ในคอมมูนิตี้มอลล์เดอะคอมมอนส์และสยามสแควร์วัน
2. ธุรกิจบริการจัดงานนอกสถานที่และการรับจ้างผลิต
ในปี 2555 บริษัทฯ ได้มีการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าไปสู่การบริการจัดงานเลี้ยงนอกสถานที่ เช่น งานสังสรรค์ งานแต่งงาน งานจัดกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลักที่ได้ให้บริการ ได้แก่ ชิบูย่า ฮันนี่โทส ช็อคโกแลตลาวา สตอร์เบอร์รี่ครัมเบิ้ล และอื่นๆ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้มีการรับจ้างผลิตสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัทฯ ให้กับลูกค้ากลุ่มต่างๆ เช่น ผู้ประกอบการสายการบิน และร้านอาหาร เป็นต้น ซึ่งมีผลิตภัณฑ์หลักที่จำหน่าย เช่น พาย คุกกี้ ขนมปัง เป็นต้น
ปัจจุบัน อาฟเตอร์ ยู มีทุนจดทะเบียน 72.5 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 725 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.10 บาท โดยทุนที่ออกจำหน่ายและชำระแล้วมีจำนวน 56 ล้านบาท

**แผนการขายไอพีโอ
เสนอขายหุ้นขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ 4.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำหนดราคาจากการสำรวจความต้องการซื้อหุ้น (Book Building) ของนักลงทุนสถาบัน โดยมีช่วงราคาที่ 4.30 -4.50 บาท มีนักลงทุนสถาบันให้ความสนใจซื้อที่ราคาสูงสุด เพราะ เชื่อมั่นในศักยภาพของธุรกิจและแนวโน้มการเติบโตที่ดีในอนาคต ซึ่งจะเปิดให้จองซื้อหุ้นจำนวนไม่เกิน 165 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 22.8 % ของจำนวนหุ้นสามัญที่เรียกชำระแล้วทั้งหมดหลังเสนอขายหุ้น IPO ในวันที่ 14-16 ธันวาคม 2559 และ เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) วันที่ 23 ธันวาคม 2559

**สัดส่วนการเสนอขาย
สัดส่วนเสนอขายหุ้นครั้งนี้ แบ่งได้ดังนี้ 
1. ประเภทผู้ลงทุนบุคคลทั่วไป จำนวน 63.8 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 38.7 จากสัดส่วนที่เสนอขาย
2. ประเภท นักลงทุนสถาบัน จำนวน 20.5 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 12.4 จากสัดส่วนที่เสนอขาย
3. ประเภท ผู้มีอุปการคุณของบริษัทฯ จำนวน 54.0 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 32.7 จากสัดส่วนที่เสนอขาย
4. กรรมการ ผู้บริหาร และ/หรือพนักงานของบริษัทฯ จำนวน 3.5 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 2.1 จากสัดส่วนที่เสนอขาย
5. ประเภทผู้ลงทุนที่ นายธีรพงศ์ จันศิริ และนายฤทธิรงค์ บุญมีโชติ และ/หรือ บุคคลอื่นที่บุคคลทั้ง 2 มอบสิทธิให้ จำนวน 23.2 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 14.1 จากสัดส่วนที่เสนอขาย
และในวันที่เข้าซื้อขายเป็นวันแรก กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมของ AU จะนำหุ้นเดิมจำนวน 52.5 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 7% ของจำนวนหุ้นที่เรียกชำระแล้ว ขายให้กับนักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP) จำนวนไม่เกิน 50 ราย ในราคา IPO เพื่อต้องการเพิ่มสภาพคล่องของหุ้นในกระดาน

**แผนการใช้เงินลงทุนและเป้าหมายธุรกิจปี 60
เงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปชำระเงินกู้จากสถาบันการเงินที่มีอยู่ประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ 2.4 เท่า และคาดว่าหลังเข้าจดทะเบียนจะทำให้ D/E ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงจะใช้เงินระดมทุนบางส่วนเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ
ในปี 2560 บริษัทฯ ตั้งเป้าจะรักษาอัตรากำไรสุทธิ ให้อยู่ที่ 17% และ เปิดเปิดสาขาใหม่ ประมาณ 5-7 สาขา ใช้เงินลงทุนสาขาละ 4.5-7.5 ล้านบาท และปี 61 มีแผนจะมีสาขาเพิ่มเป็น 30 สาขา จากปัจจุบันที่ 20 สาขา

**กำไรสุทธิและอัตรากำไรสุทธิ
จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มบริษัทฯ จากการเปิดสาขาใหม่ในพื้นที่ศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์ที่สำคัญ และการออกเมนูขนมหวานใหม่ อย่างเช่น น้ำแข็งไสคากิโกริ ที่ได้รับการตอบรับและความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี รวมทั้งการจัดการต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 5.5 ล้านบาท ในปี 2556 เป็น 45.8 ล้านบาท ในปี 2557 และ 57.5 ล้านบาทในปี 2558 คิดเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ร้อยละ 220.8 ต่อปี และมีอัตรากำไรสุทธิที่ร้อยละ 3.0 ร้อยละ 14.7 และร้อยละ 13.9 ในปี 2556-2558 ตามลำดับ ถึงแม้ว่าในปี 2558 อัตรากำไรสุทธิของบริษัทฯ จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากปี 2557 เนื่องมาจากต้นทุนสินค้าที่มีการปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น แต่อัตราเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ก็ยังคงสูงอยู่ถึงร้อยละ 220.8 ต่อปี 
และจากจากการออกเมนูน้ำแข็งไสใหม่ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี และการเปิดสาขาใหม่ของร้านอาฟเตอร์ ยู และร้านเมโกริ ตั้งแต่ช่วงตุลาคม 2558 – กันยายน 2559 ถึง 6 สาขา ทำให้กำไรสุทธิของกลุ่มบริษัทฯ เติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 37.2 ล้านบาท ของงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2558 เป็น 75.0 ล้านบาท ของงวดเดียวกันในปี 2559 และจากการบริหารจัดการต้นทุนจากการขาย ค่าใช้จ่ายในการขาย และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้อัตรากำไรสุทธิดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13.0 ในงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2558 เป็นร้อยละ 17.0 ในงวดเก้าเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2559

**นโยบายจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ
บริษัทฯ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการภายหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และเงินสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทฯ อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับความจำเป็น และความเหมาะสมอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการบริษัทเห็นสมควร ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลประจำปีจะต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น เว้นแต่เป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ซึ่งคณะกรรมการบริษัทอาจอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างการได้เป็นครั้งคราวเมื่อเห็นว่าบริษัทฯ มีกำไรพอที่จะทำเช่นนั้นได้ และให้รายงานการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลดังกล่าวให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบในคราวถัดไป

**โครงสร้างผู้ถือหุ้นหลังขาย IPO
1.รวมกลุ่มนางสาวกุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ ถือหุ้นจำนวน 279.12 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 38.5
2.รวมกลุ่มนายแม่ทัพ ต.สุวรรณ ถือหุ้นจำนวน 228.37 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 31.5
3. นายธีรพงศ์ จันศิริ และ/หรือบุคคลอื่นที่มอบสิทธิให้ ถือหุ้นจำนวน 11.6 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 1.6
4.นายฤทธิรงค์ บุญมีโชติ และ/หรือบุคคลอื่นที่มอบสิทธิให้ ถือหุ้นจำนวน 11.6 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 1.6
5.กลุ่มผู้บริหารและพนักงาน ถือหุ้นจำนวน 2 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 0.3
6.กรรมการบริษัทฯ ถือหุ้นจำนวน 1.5 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 0.2
7. ประชาชนทั่วไป ถือหุ้นจำนวน 190.78 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 26.3

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh