IPO Corner

8 เรื่องน่ารู้หุ้น ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง (TIGER)

8 เรื่องน่ารู้หุ้น ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง (TIGER)

            บมจ.ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง (TIGER) กำลังจะเข้าซื้อขาย สังกัดหมวดธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง แม้จะเป็นน้องเล็กหน้าใหม่ใน mai แต่ทว่า อยู่ในวงการรับเหมามายาวนาน

            สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย แกะข้อมูลในแบบไฟลิ่ง สรุป 8 เรื่องน่ารู้ของ TIGER ก่อนพิจารณาตัดสินใจลงทุน

 

1.TIGER เป็นบริษัทโฮลดิ้ง ทำธุรกิจหลักรับเหมาก่อสร้าง

            TIGER ประกอบธุรกิจลงทุนในบริษัทอื่น (Holdind Company) โดยมี บริษัท ไทย อิงเกอร์ จำกัด (TEC) เป็นบริษัทแกน ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานวิศวกรรมโยธาทุกประเภทและงานออกแบบ นำส่งรายได้หลักกว่า 90% ส่วนที่เหลือมาจาก ธุรกิจสนับสนุนงานก่อสร้าง

            ธุรกิจสนับสนุนงานก่อสร้าง ดำเนินการโดย 2 บริษัทย่อยภายใต้การถือหุ้นของ TEC ได้แก่ (1) บริษัท ทีอีจี อลูมินั่ม จำกัด (TEA) ติดตั้งอุปกรณ์จากกระจกและอลูมิเนียม และ (2) บริษัท ทีอี แมค จำกัด (TEM) ติดตั้งระบบน้ำดีและน้ำเสียและขายอุปกรณ์ในงานก่อสร้าง เช่น เครื่องสุขภัณฑ์ กระเบื้องปูพื้น เป็นต้น

2.ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งภาคเอกชน และภาครัฐ

            รายได้จากกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่นำส่งรายได้กว่า 90% มาจากกลุ่มงานภาคเอกชนและกลุ่มงานภาครัฐ ล่าสุดงวด 6 เดือนแรกปีนี้ บริษัทมีสัดส่วน งานเอกชน 57% และงานภาครัฐ 43% และหากแบ่งตามลักษณะโครงการที่รับงานจะมี 4 ประเภท ดังนี้

            (1)โครงการโรงแรมและรีสอร์ท (2)โครงการโรงพยาบาล อาคารสำนักงาน และอาคารอื่นๆ (3)โครงการสาธารณูปโภค และงานภาครัฐ และ (4)โครงการอื่นๆ เช่น บ้านเดี่ยวไฮเอนด์ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ เป็นต้น

3.รายได้ TIGER มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีที่ 29.17%

            ปี 2558 - 2560 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมจำนวน 369.41 ล้านบาท 495.03 ล้านบาท และ 616.40 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (Compound Annual Growth Rate) ที่ 29.17% ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปี 2561 อยู่ที่ 353.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.10 ล้านบาท หรือ 34.66% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนแรกของปี 2560

4.กำไรสุทธิ TIGER เพิ่มขึ้นทุกปี และโตเป็นเลข 2 หลัก

            ในปี 2558 - 2560 และ 6 เดือนแรกของปี 2561 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 9.29 ล้านบาท 36.65 ล้านบาท 67.74 ล้านบาท และ 31.30 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นการเติบโตของกำไรสุทธิที่ 294.72% ในปี 2559 และ 84.82% ในปี 2560 และ 20.38% ในงวด 6 เดือนแรกของปี 2561 จากช่วงเดียวกันปีก่อน

            อัตรากำไรสุทธิจะอยู่ที่ 2.51% , 7.40% และ 10.99% ในปี 2558 - 2560 ตามลำดับ ส่วน 6 เดือนแรกของปี 2561 อยู่ที่ 8.85% ลดลงเล็กน้อยจาก 9.89% ในงวด 6 เดือนแรกของปี 2560

            อัตรากำไรสุทธิปี 2558 ต่ำกว่าในช่วงอื่น เนื่องจาก ไทย อิงเกอร์ (TEC) มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ส่วนงวด 6 เดือนแรกของปี 2561 อัตรากำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย เนื่องจาก TEC มีการจัดหาและจำหน่ายระบบปรับอากาศให้โครงการ Marvel ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำ

5.อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย อยู่ในระดับต่ำ

            อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) ของของ TIGER ในปี 2558 -2560 และ ณ สิ้นงวด Q2/61 อยู่ที่ 1.16 เท่า , 1.10 เท่า , 1.14 เท่า และ 0.98 เท่า ตามลำดับ

            แต่หากพิจารณาจากอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest Bearing Debt to Total Equity) ยังต่ำมากไม่ถึง 1 เท่า อยู่ที่ 0.28 เท่า, 0.12 เท่า , 0.28 เท่า และ 0.21 เท่า ตามลำดับ

6.การแข่งขันที่รุนแรง-ประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุน เป็นปัจจัยเสี่ยง

            ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแข่งขันรุนแรงมาก ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ซึ่งอาจกระทบกำไร นอกจากนี้ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างยังมีความเสี่ยงจากการประมาณต้นทุนไม่ถูกต้อง เพราะรับงานในลักษณะสัญญาเหมาจ่าย จึงต้องควบคุมต้นทุนไม่ให้เกินกว่าที่ได้ทำประมาณการไว้

            อย่างไรก็ดี TIGER มีจุดเด่นหลายประการที่จะแข่งขันกับตลาด ดังนี้

  • ทีมผู้บริหารและทีมงานมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ยาวนาน โดย TEC ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2545 โดยทีมวิศวกรในไทย

  • มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในงาน วิศวกรรมงานระบบประกอบอาคาร (Mechanical and Electrical : M&E)ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของงานก่อสร้าง

  • มีความเชี่ยวชาญงานก่อสร้างโรงแรมและ รีสอร์ต โดยเฉพาะพื้นที่ยากลำบากอย่าง ทะเล หรือเกาะ

  • ด้านการควบคุมต้นทุน TEC ใช้ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารต้นทุนโครงการรับเหมาได้รับทราบ และวางแผนการจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

7.ขาย IPO หุ้นละ 3.65 บาท เข้าเทรดตลาด mai

            บริษัทเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 122.28 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 26.58% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดภายหลังการเสนอขายครั้งนี้ ในราคา หุ้นละ 3.65 บาท และจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) หมวดธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง มี บล.เคทีบี (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

            ราคาที่เสนอขาย 3.65 บาท/หุ้น คิดเป็น P/E Ratio 22.99 เท่า คำนวณจากผลประกอบการของบริษัทในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา (1 ก.ค.60 - 30 มิ.ย.61) ซึ่งมีกำไรสุทธิ 73.04 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังการเสนอขายเท่ากับ 460.00 ล้านหุ้น (Fully diluted) จะได้กำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.16 บาท เทียบกับ P/E ratio เฉลี่ยในช่วงเวลา 12 เดือนย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค.60 - วันที่ 2 ต.ค.61 ของบริษัทจดทะเบียนที่ทำธุรกิจคล้ายกันเท่ากับ 24.16 เท่า

            โครงสร้างผู้ถือหุ้นหลังขาย IPO กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมจะเหลือรวม 73.42% ดังนี้

รายชื่อผู้ถือหุ้น

ก่อนขาย IPO

หลังขาย IPO

1.นายจตุรงค์ ศรีกุลเรืองโรจน์

58.80%

43.17%

2.นายกิตติ ดุษฎีพฤฒิพันธุ์

39.20%

28.78%

3.นายอรรถวุฒิ สกนธวัฒน์

2.00%

1.47%

รวม

100.00%

73.42%

4.นักลงทุนทั่วไป

-

26.58%

 

8.เงินที่ได้จาก IPO นำไปเป็นทุนหมุนเวียนขยายธุรกิจ

            เงินที่ได้จากการขาย IPO เกือบทั้งหมด จะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการของ TEC TEA และ TEM โดยมีแผนขยายธุรกิจ ดังนี้

            8.1) TEC จะเข้ารับงานเอกชนที่ใหญ่ขึ้นเป็นขนาด 300-400 ล้านบาท จากเดิม 200-300 ล้านบาท ส่วนงานภาครัฐ วางแผนเข้าประมูลงานรับเหมาพื้นที EEC พวกงานโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มไทอิงเกอร์เคยให้บริการรับเหมามาก่อน

            8.2) TEA จะมีศักยภาพในการเข้ารับงานออกแบบและผลิตอุปกรณ์สำหรับงานสถาปัตยกรรมและงานตกแต่งที่มีมูลค่าและขนาดเพิ่มขึ้น

            8.3) TEM จะมีศักยภาพในการเข้ารับงานจัดหาและจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ รวมทั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างได้เพิ่มขึ้น เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ สุขภัณฑ์ กระเบื้อง ออกแบบ-ผลิต-ติดตั้งระบบน้ำดีและน้ำเสีย.

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh