IPO Corner

| 6 กันยายน 2560

9 เรื่องน่ารู้หุ้นน้องใหม่ PRM เจ้าอาณาจักรแห่งท้องทะเล

      หุ้นไอพีโอตัวที่ 17 ของปี ที่จะเดินหน้าลงสนามเทรด SET วันที่ 14 กันยายน 2560 คือ บมจ.พริมา มารีน (PRM) บริษัทในกลุ่ม “นทลิน” เจ้าอาณาจักรท้องแห่งท้องทะเล เราไปดูรายละเอียดแบบสรุปกันว่า มีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจ จากข้อมูลในไฟลิ่ง “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” รวบรวมไว้ 9 เรื่องที่น่าสนใจ ดังนี้ 
 

1. PRM เป็นบริษัทแกนของ "กลุ่ม นทลิน" เจ้าอาณาจักรธุรกิจขนส่งน้ำมัน

    บมจ.พริมา มารีน (PRM) เดิมชื่อ บริษัท นทลิน ออฟชอร์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2550  เป็นบริษัทในกลุ่มของ บริษัท นทลิน จำกัด (กลุ่ม นทลิน) และได้เปลี่ยนชื่อเป็น "พริมา มารีน" ในปี 2558 จากนั้นปี 2559 ก็ปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยกลุ่ม นทลิน ได้รวมธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการให้บริการขนส่งน้ำมันทางทะเล มาอยู่ภายใต้ "พริมา มารีน"   
    ภายหลังปรับโครงสร้าง  PRM จะมีบริษัทย่อย บริษัทร่วม และกิจการร่วมค้าทั้งหมด 13 บริษัท และ กลุ่มนทลิน จะถือหุ้น 100% ใน PRM แบ่งเป็นการถือหุ้นโดยตรง 70% และถือหุ้นทางอ้อมอีก 30% ผ่าน Austin Asset Limited
    หลังขายหุ้นไอพีโอ บริษัท นทลิน จำกัด  และ Austin Asset Limited ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จะมีสัดส่วนการถือหุ้นลดเหลือ 54.2% และ 19.8% ตามลำดับ
    สรุปง่ายๆ คือ กลุ่มนทลิน ยังครองสัดส่วนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รวม 74% จากเดิม 100%

2. "กลุ่ม นทลิน" คือ "ครอบครัวปานบุญห้อม" ซึ่งถือหุ้นใหญ่ ใน SEAOIL

    "ครอบครัวปานบุญห้อม" คือ ผู้กุมบังเหียนตัวจริงใน บริษัท นทลิน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งของตระกูลที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2530 โดยเริ่มแรกทำธุรกิจขนส่งน้ำมันให้กับ ปตท.เป็นหลัก ก่อนที่ธุรกิจจะเริ่มโตและขยับขยายออกไป และในปี 2556 ได้ส่งบริษัทในกลุ่ม คือ บมจ.ซีออยล์ (SEAOIL) ทำธุรกิจธุรกิจซื้อ-ขายน้ำมันให้กับลูกค้าทางทะเล เข้าจดทะเบียนในตลาด mai เป็นบริษัทแรก 
    ก่อนที่ปีนี้จะได้ฤกษ์ส่ง บมจ.พริมา มารีน ซึ่งเป็นแกนหลักของกลุ่ม นทลิน ในธุรกิจขนส่งน้ำมันทางทะเล เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นเป็นบริษัทที่ 2 โดยจะลงในกระดาน SET และทิ้งช่วงห่างจาก SEAOIL เกือบ 4 ปีเต็ม
    "ครอบครัวปานบุญห้อม"  ยังมีอีก 1 บริษัทที่จัดตั้งขึ้นมาในรูปแบบโฮลดิ้ง ชื่อ Austin Asset Limited  หรือ Austin  จดทะเบียนที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และ Austin เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ใน PRM  

3. PRM  ทำ 4 ธุรกิจหลัก เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งน้ำมัน
    
    พริมา มารีน ได้ขยายสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งน้ำมันทางทะเล ปัจจุบัน PRM มี 4 ธุรกิจหลัก ดังนี้
    3.1 ธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป และปิโตรเคมีเหลว ลูกค้าเป็นกลุ่มบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ โรงกลั่นน้ำมัน  เช่น  PTT , PTTGC , IRPC , ESSO , TOP และ SPRC  เป็นต้น  
    3.2 ธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป (Floating Storage Unit : FSU) ลูกค้าเป็นกลุ่มบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ เช่น Mercuria Energy Trading Pte. Ltd. BP Singapore Pte. Ltd. เป็นต้น คู่แข่ง เช่น บริษัท China Shipping และบริษัท Sentek Marine เป็นต้น
    3.3 ธุรกิจเรือขนส่งและสนับสนุนปฏิบัติการทางทะเล (Offshore Support Vessel : Offshore) กลุ่มลูกค้า ได้แก่ บริษัทสำรวจและผลิตน้ำมันดิบในทะเล   
    3.4. ธุรกิจบริหารจัดการเรือ (Ship Management)  PRM ให้บริการบริหารจัดการเรือเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในกลุ่มบริษัทฯ เป็นหลัก
    สัดส่วนรายได้จาก 4 ธุรกิจ ณ ไตรมาส 1/60 แบ่งเป็น ธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บ FSU 45% , ธุรกิจเรือขนส่งฯ 36%, ธุรกิจเรือ Offshore 11% และ ธุรกิจบริหารจัดการเรือ 8%  


    
 4.รายได้โตทุกปี แต่กำไรค่อนข้างผันผวน

    รายได้จากการให้บริการสำหรับปี 2557 2558 และ 2559 เท่ากับ 3,480.4 ล้านบาท 3,892.4 ล้านบาท และ 4,296.5 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้น 11.8% และ 10.4% ในปี 2558 และ 2559  จากรายได้ในธุรกิจเรือขนส่งฯ และธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บ FSU เป็นหลัก ส่วนงวด 6 เดือนแรกปี 2560 มีรายได้จากการให้บริการ เท่ากับ 2,271.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.3% จากรายได้ในธุรกิจเรือขนส่งฯ เป็นหลัก 
    กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของของบริษัทใหญ่ 3 ปีที่ผ่านมา และงวดครึ่งแรกปี 2560 ดังนี้
    - ปี 2557 อยู่ที่ 569.2 ล้านบาท  ปีนี้กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 8.7 ล้านบาท 
    - ปี 2558 มีกำไรสุทธิ 511.3 ล้านบาท ลดลงจากปี 2557ส่วนหนึ่งเพราะมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 177.7 ล้านบาท  เนื่องจากเงินบาทอ่อนค่าลงมาก 
    - ปี 2559 มีกำไรสุทธิ 963 ล้านบาท  ปีนี้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 35.2 ล้านบาท เนื่องจากเงินบาทแข็งค่า  และรับรู้กำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียว จากการซื้อหุ้นสามัญของ บจ.ศรีไทย แคปปิตอล (STC) ได้ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมจำนวน 114.4 ล้านบาท  
    - งวด 6 เดือนแรกปี 2560 มีกำไรสุทธิ 473.3 ล้านบาท โดยงวดนี้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 56.4 ล้านบาท 
    
5. ผู้ถือหุ้นใหญ่ นำหุ้นออกมาขายในครั้งนี้ด้วย
    
    PRM จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนทั้งหมดในครั้งนี้ 650 ล้านหุ้น หรือ 26% ของหุ้นทั้งหมดหลังเพิ่มทุน หลังการขายหุ้นเพิ่มทุน PRM จะมีหุ้นสามัญทั้งหมด 2,500 ล้านหุ้น โดยรายละเอียดการเสนอขาย แบ่งเป็น
    ครอบครัว "ปานบุญห้อม" ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ PRM จะนำหุ้นเดิมออกมาขาย 150 ล้านหุ้น ส่วน PRM จะขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ 500 ล้านหุ้น 

6.ราคาขายไอพีโอ 8.00 บาท อิง P/E 20.46 เท่า 

     PRM ใช้บริการที่ปรึกษาทางการเงิน 2 รายในการระดมทุน ครั้งนี้ ได้แก่ 1.บล.กสิกรไทย  และ 2.ธนาคารไทยพาณิชย์
     ราคาเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนในครั้งนี้ที่เท่ากับหุ้นละ 8.00 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price to Earnings ratio: P/E ratio) ประมาณ 20.46 เท่า โดยคำนวณจากกำไรสุทธิของบริษัทฯ ในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่ต้นไตรมาสที่ 3 ปี 2559 ถึง สิ้นไตรมาสที่ 2 ปี 2560) หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด 2,500 ล้านหุ้น (Fully diluted) ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.39 บาทต่อหุ้น 
    ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ย P/E ratio 3 เดือนย้อนหลังล่าสุด ของบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจเดียวกันในหมวดขนส่งและโลจิสติกส์ 2 บริษัท  ได้แก่  บมจ.ไวส์ โลจิสติกส์  (WICE) ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศทั้งทางทะเลและทางอากาศแบบครบวงจร  และ บมจ.อาม่า มารีน (AMA) ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าเหลวทางเรือระหว่างประเทศ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มและน้ำมันพืชชนิดต่างๆ มีค่าเท่ากับ 39.63 เท่า  (WICE=30.51 เท่า , AMA=48.74 เท่า)

7. วัตถุประสงค์การใช้เงินส่วนใหญ่ขยายกองเรือ
    
    บริษัทฯ มีวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนในครั้งนี้ประมาณ 3,906 ล้านบาท หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการเสนอขายหลักทรัพย์ ไปใช้ดังนี้ 
    1.เพื่อลงทุนในเรือลำใหม่และขยายกองเรือของธุรกิจเรือขนส่งฯ ธุรกิจเรือขนส่งและจัดเก็บ FSU และธุรกิจเรือ Offshore 2,826 ล้านบาท 
    2.เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ 250 ล้านบาท 
    3. เพื่อชำระคืนเงินกู้ 730 ล้านบาท 

    PRM ยังได้ชี้แจงโครงการในอนาคตที่สำคัญ ในช่วง 2 - 3 ปี ข้างหน้า สรุปได้ดังต่อไปนี้
    *การต่อเรือใหม่เพื่อทดแทนลำเดิม  
    บริษัทฯ มีแผนการลงทุนต่อเรือขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์น้ำมันกึ่งสำเร็จรูป และปิโตรเคมีเหลว ลำใหม่ ขนาดประมาณ 3,000 - 5,000 DWT จำนวนทั้งสิ้น 4 ลำ โดยมีมูลค่าโครงการรวมของแผนการลงทุนนี้ ประมาณ 900 ล้านบาท โดยจะทยอยเริ่มสั่งต่อเรือในระหว่างปี 2560 – 2561
    *การขยายกองเรือ
    แผนการลงทุนในเรือขนส่งขนาดบรรทุกประมาณ 3,000-10,000 DWT ประมาณ 8 ลำ มูลค่าการลงทุนประมาณ 2,110 ล้านบาท ,แผนการลงทุนในเรือขนส่งขนาดใหญ่ ประกอบด้วยเรือ ประมาณ 11 ลำ มูลค่าการลงทุนประมาณ 6,890 ล้านบาท, พิจารณาลงทุนซื้อเรือ FSU มือสอง ขนาด VLCC  เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บน้ำมันอีกประมาณ 4 ลำ มูลค่าการลงทุนประมาณ 4,200 ล้านบาท , พิจารณาการลงทุนในเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมันดิบสำหรับแท่งขุดเจาะน้ำมัน (เรือ FSO) ในปี61 ขนาด Aframax ประมาณ 2 ลำ  มูลค่ารวมประมาณ 1,090 ล้านบาท

 8. คู่แข่งขันในธุรกิจยังมีน้อยราย เพราะต้องใช้เงินลงทุนสูง

    8.1 ธุรกิจเรือขนส่งฯ คู่แข่งมีน้อยเนื่องจากเป็นธุรกิจที่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมาก โอกาสโตของธุรกิจมีสูง เพราะการส่งทางเรือมีต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่าการขนส่งด้วยวิธีอื่น และยังสามารถขนส่งได้ในปริมาณที่มากกว่า เมื่อเทียบกับวิธีขนส่งด้วย รถบรรทุก ,รถไฟ และท่อส่งน้ำมัน 
     โดย ณ ปี 2559 PRM มีกองเรือขนส่งน้ำมันดิบที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในประเทศไทยที่ 211,531 DWT จากกองเรือ 14 ลำ บริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 40% ของปริมาณการขนส่งน้ำมันภายในประเทศไทย
    8.2 ธุรกิจเรือ Offshore  คู่แข่งมีน้อยราย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนที่สูงมากเช่นกัน โดยผู้ประกอบการเรือ FSO ในบริเวณอ่าวไทย ได้แก่ Chevron Offshore Thailand จากสหรัฐอเมริกา , Teekay Shipping Australia จากออสเตรเลีย , Omni Offshore Terminal จากสิงคโปร์ ,ปตท. สผ. จากไทย และ Rubicon Offshore International จากสิงคโปร์    
    8.3 ธุรกิจขนส่งและจัดเก็บ FSU  คู่แข่งขัน ได้แก่ กลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเรือ FSU ในบริเวณน่านน้ำประเทศมาเลเซีย  เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบริษัทน้ำมันต่างประเทศ ซึ่งมีการดำเนินงานอยู่ในประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย เพราะเป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมันของภูมิภาค  โดยบริษัทหลักที่ดำเนินธุรกิจเรือ FSU มีจำนวนน้อยราย เช่น บริษัท China Shipping และบริษัท Sentek Marine เป็นต้น
     สำหรับธุรกิจเรือ FSU ในประเทศไทยมี PRM เป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียว เพิ่งเริ่มให้บริการเมื่อเดือน มิ.ย.2560 บริเวณเกาะสีชัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
    8.4 ธุรกิจบริหารเรือ กลุ่มบริษัทฯ ให้บริการบริหารจัดการเรือ  เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในกลุ่มบริษัทฯ เป็นหลัก
    
 9.ทิศทางราคาน้ำมัน-ค่าเงิน-อัตราค่าระวางเรือที่ผันผวน เป็นความเสี่ยง

    ในปี 2557 ถึง 2559 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้ซึ่งเป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐคิดเป็น 68.9%  83.6%  และ 67.0%  ของรายได้ทั้งหมด ดังนั้น หากดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินบาท อาจส่งผลให้บริษัทฯ ต้องรับรู้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน กระทบกำไรสุทธิง อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ บางส่วนเป็นสกุลดอลลาร์ ซึ่งเป็นการป้องกันความเสี่ยงของค่าเงินโดยธรรมชาติ (Natural Hedge)     
    บริษัทฯ ต้องอ้างอิงอัตราค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ในการให้บริการขนส่งในเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ  ดังนั้น หากอัตราค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จะส่งผลกระทบทางลบต่อผลดำเนินงาน และฐานะทางการเงินของกลุ่มบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ
    นอกจากนี้  "การลดลงของราคาน้ำมันดิบโลก" อาจส่งผลกระทบทางลบต่อธุรกิจเรือ Offshore ของกลุ่มบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลง บริษัทค้าน้ำมันรายใหญ่อาจลดกิจกรรมสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมลง ทำให้กลุ่มบริษัทฯ อาจสูญเสียรายได้จากการว่าจ้างที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเรือ Offshore

    *PRM เปิดจองซื้อหุ้นไอพีโอระหว่างวันที่ 6-8 ก.ย.60 และเข้าเทรดใน SET 14 ก.ย.นี้  ต้องมาติดตามว่าจะสร้างสีสันให้กับตลาดได้มากน้อยเพียงใด หลังจากหุ้นไอพีโอตัวก่อนหน้านี้อย่างบมจ.ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ (III)  เปิดเทรดวันแรกเหนือจอง 47.92% 

     *คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจลงทุน

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh