IPO Corner

10 เรื่องน่ารู้หุ้น รพ.อินเตอร์เมดิคัล แคร์ แอนด์ แล็บ (IMH)

10 เรื่องน่ารู้หุ้น รพ.อินเตอร์เมดิคัล แคร์ แอนด์ แล็บ (IMH)

 

 บริษัท โรงพยาบาลอินเตอร์เมดิคัล แคร์ แอนด์ แล็บ จำกัด (มหาชน) หรือ IMH ผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนเฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์ กำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai วันที่ 26 ธันวาคมนี้  

 

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย สรุปข้อมูลที่สำคัญจากไฟลิ่ง เพื่อให้ผู้ลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนพิจารณาลงทุน  

 

1.ประกอบธุรกิจให้บริการทางการแพทย์ 

บมจ.โรงพยาบาลอินเตอร์เมดิคัล แคร์ แอนด์ แล็บ (IMH) ดำเนินกิจการโรงพยาบาลเอกชนเฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์ ซึ่งมีการให้บริการตรวจสุขภาพทั้งในและนอกสถานที่ โดยมีรายได้จาก 2 ทาง คือ (1) การให้บริการทางการแพทย์ (Hospital Services) เป็นสัดส่วนเฉลี่ย 84.98% ของรายได้รวม และที่เหลือเป็นรายได้จาก (2) การให้บริการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Environment Monitoring Services)

  

(1) บริการทางการแพทย์ของบริษัทฯ  ได้แก่  การให้บริการตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจสุขภาพปัจจัยเสี่ยง การตรวจสุขภาพก่อนเข้างาน และการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว ด้วยทีมแพทย์และพยาบาล ที่มีความเชี่ยว ชาญ และประสบการณ์ในสาขาที่เกี่ยวข้องพร้อมด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์และห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน สามารถให้บริการตรวจสุขภาพครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านทางรถเอ็กซ์เรย์  มีสาขาทั้งหมด 5 แห่ง ได้แก่ ราชพฤกษ์ (ที่ตั้งสำนักงานใหญ่) ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี และระยอง  

 

(2) บริการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม เน้นให้บริการตรวจวัดทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในโรงงานและสำนักงาน โดยให้บริการภายใต้การดำเนินงานของบริษัทย่อยที่ชื่อ บริษัท แอคคิวฟาส แล็บ เซ็นเตอร์ จำกัด 

 

2.กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

ภาคตะวันออก บริเวณโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ซึ่งได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ชลบุรี นิคมอุตสาหกรรมเหมราชชลบุรี นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง เป็นต้น

 

ภาคกลาง ซึ่งประกอบไปด้วย นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค นิคมอุตสาหกรรมนวนคร และนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน เป็นต้น

 

ฐานลูกค้าเป็นบริษัทขนาดใหญ่ เช่น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) , บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ,บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ,บริษัท ยูนิลีเวอร์ จำกัด , บริษัท เบทาโกร จํากัด (มหาชน) ,บริษัท ไพโอเนียร์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท คิงเพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น 

 

3.ตลาดเรดโอเชียน แต่บริษัทไม่แข่งราคา - มุ่งเน้นด้านคุณภาพ

ธุรกิจให้บริการทางการแพทย์และการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีการแข่งขันด้านราคาค่อนข้างสูง ดังนั้น บริษัทและบริษัทย่อย จึงมี “กลยุทธ์การแข่งขัน ที่มิใช่การแข่งขันทางด้านราคา” แต่มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพในการให้บริการเป็นหลักเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว 

 

คู่แข่งที่สำคัญของบริษัท ได้แก่ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท , โรงพยาบาลในเครือ บางประกอก , กลุ่มโรงพยาบาลวิชัยเวชฯ  โรงพยาบาลเอเชีย และโรงพยาบาลสายหยุด

 

บริษัทฯ มีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจด้านการให้บริการตรวจสุขภาพมานานกว่า 23 ปี และการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมมานานกว่า 14 ปี  บริษัทต่างจากโรงพยาบาลทั่วไปที่เน้นให้บริการตรวจสุขภาพแก่ลูกค้าบุคคลทั่วไปที่มีราคาต่อคนค่อนข้างสูง ส่งผลให้มีประสบการณ์และความชำนาญสูงในการให้บริการตรวจสุขภาพให้กับพนักงานจำนวนมากในคราวเดียวกัน

 

บริษัททำสถิติในการให้บริการตรวจสุขภาพสูงสุดได้ถึง 5,000 คนต่อวัน ให้จุดให้บริการตรวจสุขภาพสูงสุด 31 จุดต่อวัน โดยปี 2562 ผู้บริหารมีกลยุทธ์เน้นการเพิ่มลูกค้าที่มีพนักงานเข้ารับการตรวจสุขภาพ 1,000 คนขึ้นไป  

4.ฐานรายได้ต่อปีประมาณ 300 ล้านบาท  

กลุ่มบริษัทมีรายได้รวม ในปี 2559 – 2561 และงวด 9 เดือน ปี 2562 เท่ากับ 290.18 ล้านบาท 277.82 ล้านบาท 322.92 ล้านบาท และ 239.30 ล้านบาท  ตามลำดับ เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า 

 

รายได้รวมปี 2559 เพิ่มขึ้นจากการเติบโตของฐานลูกค้าการตรวจสุขภาพ รวมถึงการเพิ่มบริการฉีดวัคซีนและการเติบโตของรายได้จากการให้บริการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมของบริษัทย่อย , ปี 2560 รายได้รวมลดลงจากปี 2559 ส่วนหนึ่งเกิดจากการลดลงของรายได้จากการให้บริการตรวจสุขภาพประจำปี โดยมีจำนวนผู้ใช้บริการลดลง แต่บริษัทมีรายได้จากการให้บริการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง

 

ปี 2561 รายได้รวมเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ส่วนหนึ่งเกิดจากบริษัทมีรายได้จากการให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว และรายได้จากการตรวจสุขภาพก่อนเข้างานเพิ่มขึ้น รวมถึงรายได้จากการให้บริการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมของบริษัทย่อย ส่วนงวด 9 เดือน ปี 2562 บริษัทมีรายได้จากการให้บริการตรวจสุขภาพประจำปี และจากการให้บริการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า

 

กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิปี 2559 – 2561 และงวด 9 เดือน ปี 2562 เท่ากับ 37.58 ล้านบาท 14.85 ล้านบาท 14.06 ล้านบาท และ 6.72 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 12.95%, 5.35% , 4.36% และ 2.83%  ตามลำดับ  

 

กำไรสุทธิที่ลดลงในช่วงปี 60 และ 61  สาเหตุหลักมาจากต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายบุคลากร อันเป็นผลมาจากการยกระดับการให้บริการเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ โดยในปี 2559 – 2561 และงวด 9 เดือน ปี 2562 ต้นทุนขายและบริการเท่ากับ 160.91 ล้านบาท 169.46 ล้านบาท 216.30 ล้านบาท และ 163.35 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วน 56.36%, 61.94% ,67.54% และ 68.26% ของรายได้จากการขายและบริการ ตามลำดับ 

 

5.เสนอขายไอพีโอ ราคาหุ้นละ 6 บาท 

ณ วันที่ 30 กันยายน 2562  บริษัทฯ มีหุ้นสามัญจำนวน 160 ล้านหุ้น  หลังการเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 55 ล้านหุ้น จะทำให้หุ้นสามัญเพิ่มเป็น 215  ล้านหุ้น 

 

บริษัทจะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดรอง mai หมวดธุรกิจ (sector) บริการ และเมื่อเทียบกับบริษัทจดทะเบียนที่มีลักษณะการประกอบธุรกิจที่ใกล้เคียงในตลาด mai คือ บมจ.โรงพยาบาลไทยนครินทร์ ( TNH) มี P/E เฉลี่ย 12 เดือนย้อนหลัง 

( 1 ต.ค.-30 ก.ย.2562)  อยู่ที่ 18.28 เท่า 

 

ที่ปรึกษาทางการเงิน : บริษัท แคปปิตอลวัน พาร์ทเนอร์ จำกัด 

ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่าย : บล.เอเชีย เวลท์ จำกัด

ผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหลักทรัพย์ : บล.โกลเบล็ก ,บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์  

6.มีหุ้นของ “ผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร”ที่ไม่ติด Silent Period 1.49% 


สัดส่วนหุ้นของ “ผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร” ที่ไม่ติด Silent Period จำนวน 3,212,276  หุ้น คิดเป็น 1.49% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้

 

7.ระดมทุนเพื่อซื้อเครื่องมือการแพทย์ ปรับปรุงสาขา ชำระคืนเงินกู้ยืม 


บริษัทมีวัตถุประสงค์ในการนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งนี้หลังหักค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเสนอขายหลักทรัพย์เป็นเงินสุทธิประมาณ 303.10 ล้านบาท ไปใช้ดังต่อไปนี้

โดยบริษัทฯ ชี้แจงถึงแผนลงทุนในอนาคต ดังต่อไปนี้

 

1.โครงการขยายสาขา (จดทะเบียนเป็นคลีนิค) การให้บริการในเขตพื้นที่ใกล้เคียงนิคม อุตสาหกรรม : โดยปี 2563-2564 บริษัทมีแผนลงทุนขยายและหรือปรับปรุงพื้นที่สาขาไม่เกิน 4 สาขา มูลค่าการลงทุนต่อสาขาประมาณ 10-25 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับพื้นที่ตั้งของสาขา

 

2.โครงการจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ของบริษัทและบริษัทย่อย ไม่เกิน 100 ล้านบาท : เพื่อลดค่าเช่าในเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ และรวมถึงรถ X-RAY บริษัทจึงพิจารณาให้มีการซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ของบริษัทและบริษัทย่อยเพิ่มเติมและทดแทนอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งาน  

 

3.โครงการลงทุนและหรือร่วมมือในกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท  : บริษัทมองหาโอกาสในการลงทุนในกิจการอื่นเพิ่มเติม ในกรณีที่มีโอกาสหรือมีความเหมาะสมในการลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายตัวในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องหรือส่งเสริมกับธุรกิจของบริษัท 

 

4.โครงการอื่นๆ จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) : บริษัทเป็นสมาชิกกับ สปสช ที่ผ่านมามีรายได้โครงการจาก สปสช. ส่วนหนึ่งจากการตรวจสุขภาพบางรายการตามที่ สปสช. กำหนด ซึ่งในปีงบประมาณ 2563 นี้ สปสช. มีประกาศโครงการตรวจสุขภาพผู้ขึ้นทะเบียนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์สาธารณะ กรณีที่บริษัทให้บริการแก่ผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะ ก็จะสามารถนำไปเบิกกับ สปสช. ได้

8.นโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ

บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการภายหลังจากหักภาษีและเงินทุนสำรองตามกฎหมายและเงินสำรองอื่น

9.กลุ่ม ดร.สิทธิวัตน์ กำกัดวงษ์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ก่อนการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชน กลุ่ม ดร.สิทธิวัตน์ กำกัดวงษ์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่  65.06% และภายหลังการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชน กลุ่ม ดร.สิทธิวัตน์ กำกัดวงษ์ ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่สัดส่วนจะลดเหลือ 48.42% 

10.กลุ่มบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมค่อนข้างต่ำ

กลุ่มบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมในปี 2559-2561 และงวด 9 เดือน ปี 2562 เท่ากับ 0.73 เท่า 0.59 เท่า 0.75 เท่า และ 0.86 เท่า ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลุ่มบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวมค่อนข้างต่ำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



Tags:

IMH




ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ



RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh